10 สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งใกล้ตัว In Thailand

10 สิ่งมหัศจรรย์ สิ่งใกล้ตัว In Thailand

 By FIGHTO!!!

 เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าเราใช้ชีวิตประจำวันด้วยมุมมองของนักท่องเที่ยว มองทุกสิ่งรอบตัวราวกับว่าเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ทำความรู้จักใหม่ตลอดเวลา ความตื่นเต้นในชีวิตจะบังเกิด มาดูกันว่ามีที่ไหนบ้าง

1.เซเว่น-อีเลฟเว่น

ร้านเซเว่นเป็นเหมือนที่หลบแดดหลบฝน ทำเนียนไปซื้อของหยิบ ๆ แตะ ๆ โน่นนี่ คิดหรอว่าพนักงานไม่รู้อะ นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งล่าแสตมป์ ใครล่าได้มากสุดรับโต๊ะไปเลยจ้าาา บางทีก็ไม่รู้ว่าซื้ออะไรมา แต่ข้าอยากได้แสตมป์

2.ร้านเน็ต

ร้านนี้มีเก้าอี้หนานุ่มตัวใหญ่ดูดวิญญาณ หากใครได้เชื่อมต่อตัวเองกับคอมแล้ว จะกลายเป็นโลกออนไลน์ทันที จะไฟไหม้ ท้องจะหิวก็ไม่รู้สึก แต่เมื่อถอดร่างมาสู่โลกจริง ร้านเน็ตมีบริการเสิร์ฟอาหารถึงที่ 24 ชม.ไม่แพ้เซเว่นเลยทีเดียว
ภาพ 1) มหกรรมเก้าอี้ดูดวิญญาณ!!
Image
ที่มา : http://www.velamall.com/classifieds/img/l_134405

3.ส้วมสาธารณะ

เป็นโบราณสถานที่มีซากอารยธรรมมรดกบรรพบุรุษเต็มไปหมด ภายในมีบัลลังก์เซรามิกยองบ้างนั่งบ้างตามศักดินา ประดับข้างด้วยอ่างน้ำราดบัลลังก์ สบายตาด้วยจิตรกรรมฝาผนังบรรจงวิจิตรร้อยเรื่องรำพันอวัยวะ หาคู่ จนถึงพลังธรรมชาติ ตื่นเต้นกับสัตว์โลกน่ารัก แมงมุม จิ้งจก ปิเตอร์ สำราญใจเสียจริง

4.รถทัวร์

เริ่มต้นการเดินทางด้วยบรรยากาศคาราโอเกะสุดชิค ต่อเนื่องด้วยซีรี่สุดฮิตยิงยาวตลอดคืน ดึกๆ ถูกปลุกด้วยเพลงลูกทุ่งจิกหัวจากภวังค์ เดินงัวเงียกินข้าวต้ม ต่อแถวเข้าห้องน้ำ ซื้อของฝากประจำถิ่น แต่ถิ่นไหนบอกไม่ได้ เพราะอยู่ถิ่นไหนก็มีทุกถิ่น ตั้งแต่โมจิ กล้วยตาก เค้กตรัง ไข่เค็ม ตกลงฉันอยู่ที่ไหนกัน สิ่งพิเศษบนรถทัวร์คือ ห้องน้ำขนาดพอดีตัว ไว้ฝึกการวิทยายุทธการส่งตัวเล็งทิศทางฉี่ไม่ให้เลอะเทอะ ตื่นเต้นจุง “

5.สะพานลอย

ชมอนุสาวรีย์ทางข้ามถนนที่ไม่ค่อยมีคนใช้ อบอุ่นไปด้วยขอทานเด็กน้อย คนชรา คนพิการสารพัดความดราม่ากันคึกคัก และชื่นชมกับศิลปะกราฟิตี้ใบปลิวเงินกู้พริ้วไหวตามสายลม ปิดท้ายด้วยโชว์ปล้น จี้แบบใกล้ชิดสุดแสนประทับใจ
ภาพ2 : โชว์กระโดด 
Image 
ที่มา : http://www.patrolnews.net/wp-content/uploads/2011/09/1114.jpg

6.บาทวิถีไทยแลนด์

บาทวิถีไทยแลนด์แดนคนขี้เกียจเดิน สีสันทางเท้าไม่แพ้ชาติใดในโลก ด้วยห้างขนาดยาวใหญ่เรียงรายขนานไปกับถนน คนชอบช้อปอยู่ข้างบน ใครไม่ชอบเดินเบียดไหล่ก็ลงไปเดินบนถนนให้รถเบียดตูดเล่น นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมสันทนาการให้ได้ร่วมสนุกกันทั้ง เกมหลบขี้หมา เกมกระโดดเหยียบบล็อกน้ำกระฉูด และอีกมากมายไปดาวน์โหลดได้ในแอพสโตร์ แถมเป็นทางด่วนให้พี่วินขับผ่านทำตาเขียวให้อีกด้วย เพลิดเพลินจำเริญใจ
ภาพ 3 บาทวิถีไทยแลนด์แดนคนขี้เกียจเดินImage 
ที่มา : 
http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/620×245/cover/227052.jpg

7.แท็กซี่สยาม

กิจกรรมที่คุณไม่ควรพลาดในเมืองกรุง คือ การโบกแท็กซี่ โบกแล้วไปหรือไม่ได้ไปอีกเรื่องหนึ่ง ลุ้นจนตัวโก่ง ว่าเฮียยย เขาจะ “ไปส่งรถ” รึป่าว ใครโชคดีพี่แกยอมให้ขึ้นก็ขอต้อนรับด้วยบรรยากาศสองเรา การเมืองบ้าง สีเสื้อบ้าง ไม่รู้ไปฝึกพูดมาจากไหนImage
ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=2272276 

8.รถไฟไทย

ขอเชิญชวนท่านตื่นเต้นไปกับรถไฟสายแรกแห่งเอเชีย ไม่รู้ว่าใครจะมีรถไฟวิ่งเร็วกว่าแสงอะไรพี่ไทยไม่รู้ ขออนุรักษ์ความขลังนี้เอาไว้น่ารักจุง ด้วยเบาะนั่ง 90 องศา นั่งตัวตรงราวกับผู้ดีมีสกุล อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารมากมีที่ไม่รู้ว่าไปจบคอร์สสำเนียงขายของมาจากสำนักไหน จะขบวนรถไปไหนก็สำเนียงเดียวกัน “ไก่ย่าง มิ๊ค๊า ไก่ย่าง” เพลิดเพลินกับการชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงามภายนอกด้วยเวลาบนรถไฟที่เดินช้ากว่าโลกแห่งความเป็นจริง จนท่านจะต้องตกหลุมรักรถไฟง่ายพอ ๆ กับข่าวรถไฟตกราง
ภาพ 5 : รถไฟไทย Slowly & Smelly

Image
ที่มา : http://www.bloggang.com/data/ratchaaa/picture/1199633939.jpg

 9.ออฟฟิซไทย

เยี่ยมชมวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ด้วยเกมเดินทางยังไงให้ไปตอกบัตรทัน ชมกลเม็ดแอบลงไปกินข้าวเช้าหลังตอกบัตร วัฒนธรรมแอบเล่นเฟซเนียนไม่ให้เจ้านายรู้ ประเพณีนินทาเจ้านาย ปรากฏการณ์เหลียวหลังมองนาฬิการอเลิกงาน ต้นเดือนมีโชว์ถลุงเงิน ปลายเดือนมีโชว์ชีวิตพอเพียง แต่ทุกโชว์จะงดแสดงหากเป็นช่วงละครมาแรง

10.ม็อบ

หัวใจของม็อบอยู่ที่มวลชน ยิ่งมวลชนมากยิ่งมีพลัง แต่อย่าใส่เสื้อสีผิดไปหละ 555 เมื่อเดินเข้าไปไม่มีเหงา ทั้งเสียงปลุกอารมณ์คล้ายมีคอนเสิร์ต ยิ่งมีมือตบตีนตบนี่มันส์เลย มีโซนขายของอย่างอบอุ่นดุจญาติมิตรร่วมอุดมการณ์ ชิมอาหารแจกฟรีทุกมื้อ วันดีคืนดีมีปาร์ตี้แก๊สน้ำตา ลูกระเบิด สนุกเลยครับพี่น้องงง

 
เห็นมั้ยว่าสถานที่ที่เราทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ที่เดิมๆ ที่เห็นทุกวัน อาจกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างน่าพิศวง ชวนค้นหาก็เป็นได้ ^^

 

 

 

อ้างอิง

  1. สุรศักดิ์ กาญจนภูษิต. (23 สิงหาคม 2556). อะเมซิ่งสิ่งใกล้ตัว. ซุกสุข ความสุขที่ซุกอยู่ทุกที่, 3, หน้า 2-3
  2. แผงลอยสยาม: เมื่อการจราจร (ทางเท้า) ติดขัด (2556) [Online]. Available: URL: http://www.siamintelligence.com/rage-on-siamsquare-pavement-merchant/
  3. สํานักอนามัยสิ่งแวดล้อม. การสาธารณสุขไทย 2551-2552. อัพเดทส้วมยุคใหม่ “อนามัย” ไปถึงไหน กรมอนามัย

 

 

กรุงเทพ…เมืองหนังสือโลก…ใช่หรอ???

กรุงเทพ…เมืองหนังสือโลก…ใช่หรอ???
By FIGHTO!!!

ครั้งแรกที่ได้ข่าวว่า กรุงเทพมหานครจะเป็นเมืองหนังสือโลกในปี 2556 หลาย ๆ คนต่างมีเครื่องหมายคำถามขึ้นในหัว แล้วก็มีคำถามต่อว่า

“กรุงเทพนี่หรอ เมืองหนังสือโลก ทุกวันนี้ยังคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยแค่ 4 บรรทัดเอง”

“เอาอะไรมาวัดว่ากรุงเทพเป็นเมืองหนังสือโลก”

สารพัดคำถามสารพักข้อสงสัยที่มีต่อคำว่าเมืองหนังสือโลก ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่ากรุงเทพได้เป็นเมืองหนังสือโลกได้อย่างไร
Image

http://www.ประเด็น.com/wp-content/uploads/2012/08/71.jpg

โครงการเมืองหนังสือโลกเป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยคัดเลือกจากเมืองต่าง ๆ ที่ส่งแผนส่งเสริมการอ่านของเมืองตัวเองเข้าร่วมประกวดกัน โดยที่เกณฑ์พิจารณาไม่ได้มาจากว่าคนในเมืองนั้นๆปีนึงอ่านหนังสือกี่หน้า ซึ่งถ้าวัดโดยใช้เกณฑ์นี้กรุงเทพเราคงอีกนานกว่าจะได้ แต่กรุงเทพมหานครของเราชนะใจคณะกรรมการจากแนวทางการส่งเสริมการอ่านโดยตั้งเป้าไว้ว่าจากเดิมคนอ่านหนังสือเพียง 5 เล่มต่อปีต่อคน จะต้องเพิ่มเป็น 15 เล่มต่อปีต่อคน กรุงเทพมหานครจะมีพิพิธภัณฑ์เมืองและหอสมุดเมือง พิพิธภัณฑ์การ์ตูนไทย ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการอ่านสำหรับเด็ก 
Image

http://www.oknation.net/blog/home/user_data/file_data/201304/24/15220addd.jpg

จากแนวทางที่กล่าวมาก็ดูสวยหรูอยู่หรอกทำโน่นทำนี่ดูดีสไตล์ไทยแลนด์ เริ่มกิจกรรมแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา จัดขึ้นบริเวณทางเดินลอยฟ้าตั้งแต่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานครตลอดไปจนถึงเซ็นทรัลเวิร์ด มีงานเสาวนาเกี่ยวกับเมืองหนังสือโลก ร้านค้าขายหนังสือ กิจกรรมเชิญชวนต่าง ๆ มากมาย สร้างความสนใจและความวุ่นวายไม่ใช่น้อยทั้งจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมา และจากบรรดาหน้าม้าของผู้จัดงาน

ประเด็นสำคัญของเมืองหนังสือโลกในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมที่จัดขึ้น แต่อยู่ที่ปรากฏการณ์การอ่านหนังสือของไทยในปัจจุบันมีพัฒนาการอย่างไรมากกว่า เพราะจากการการตอบรับของการที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหนังสือโลกซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี ฝ่ายที่ว่าดีให้ความเห็นว่า

“ช่วยกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นได้” 
“เป็นการเริ่มต้นที่ดีกับการพัฒนาคน”

ส่วนฝ่ายที่ว่าไม่ดี

“คนไม่อ่านทำยังไงก็ไม่อ่านหรอก”         
“อ่านในเนทสะดวกกว่าเยอะ”
“ดูไม่น่าใช่น่ะกรุงเทพกับเมืองหนังสือเนี่ย”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทย ทุกวันนี้คนไทยไม่ใช่อ่านหนังสือน้อยลง แต่กลับมากขึ้นด้วย เพียงแค่สื่อสำหรับการอ่านมีหลากหลายมากขึ้นจากเดิมที่มีเพียงตำราเป็นเล่ม ๆ อาจทำให้ดูน่าเบื่อไม่น่าอ่าน คนจึงหันไปอ่านจากสื่ออื่น ๆ ทั้งอินเตอร์เนทที่เดี๋ยวนี้สามารถเข้าถึงง่ายได้จากสมาร์ทโฟน แม้กระทั้งในเฟซบุ๊คก็จะมีหน้าแฟนเพจต่าง ๆ มาให้อ่านและเป็นสื่อที่เข้าถึงคนได้ดีที่สุดด้วย พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปจากเวลาที่เร่งด่วน จึงต้องการความรวดเร็วนิยมอ่านอะไรเพียงสั้น ๆ เช่น พาดหัวข้อ สเตตัสเฟซบุ๊ค หรือที่นิยมคือ ขอสามคำ เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพราะสั้นและเข้าใจง่าย คงไม่แปลกที่ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือของคนไทยจะลดลง ถ้าวัดจากคนที่อ่านหนังสือเท่านั้นโดยไม่รวมกับสื่อประเภทอื่น

หากถามถึงห้องสมุดว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะสร้างเพิ่ม หลายคนคงมีประสบการณ์กับการไปห้องสมุด บางแห่งคนแทบจะไม่มี บางแห่งคนเข้าไปใช้บริการเยอะมากเหมือนว่าทุกคนจะเข้าไปอ่านหนังสือ แต่สุดท้ายห้องสมุดกลายสภาพเป็นตลาดเสียงดังจอแจ คนเข้ามาใช้เพื่อนั่งเล่น นั่งคุย นั่งทำงาน มากกว่าที่จะมาเพื่ออ่านหนังสือ แล้วสถานที่ไหนที่คนชอบอ่านหนังสือนอกจากห้องสมุด ภาพที่เห็นชินตาคือ ร้านกาแฟต่าง ๆ ที่จะมีนักอ่านหนังสือมากมากที่มีความชอบในการอ่านหนังสือไปจิบกาแฟไป บนรถไฟฟ้าเองนอกจากคนที่เล่นมือถือตลอดเวลาแล้วก็จะพบคนที่อ่านหนังสือระหว่างเดินทางโดยรถไฟฟ้าด้วย มีอีกสถานที่หนึ่งที่อาจจะลืมไปคือ ร้านเสริมสวย จากภาพในละครหรือไปกับคุณแม่ก็จะพบว่า คนที่นั่งทำผมก็จะอ่านหนังสือรอไปด้วย แม้ว่าจะเป็นนิตยสารแต่ก็เป็นสถานที่ที่คนได้เกิดกิจกรรมการอ่านขึ้นอีกแห่งหนึ่ง
Image

http://www.matichon.co.th/online/2013/04/13647933271364793666l.jpg

จะเห็นว่าแท้จริงแล้วคนไทยชอบการอ่านหนังสืออยู่ไม่ใช่น้อย แม้จะต่างกันที่ประเภทหนังสือ สื่อที่ใช้อ่าน หรือสถานที่ที่ใช้อ่าน คนก็เลือกอ่านในแบบที่ตนเองชอบ การที่จะกระตุ้นให้คนอ่านหนังสือก็ควรจะศึกษาพฤติกรรมการอ่านหนังสือแต่ละประเภทว่าหนังสือประเภทนี้ผู้อ่านจะเป็นคนแบบไหน ต้องการพื้นที่แบบไหนเพื่ออ่านหนังสือประเภทนั้นหรือสื่อแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับการอ่านหนังสือประเภทนั้น หลาย ๆ อย่างสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการอ่านได้มากขึ้นจากพฤติกรรมของผู้อ่านเองมากกว่าการมีห้องสมุดแบบเดิม ๆ งานขายหนังสือที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการลดราคา หรือการได้ชื่อว่าเป็นเมืองหนังสือโลก โดยที่ไม่รู้ว่านักอ่านหนังสือมีพฤติกรรมการอ่านอย่างไร

หากจะพัฒนาคนด้วยหนังสือ ก็ต้องรู้ก่อนว่าหนังสือนั้นช่วยพัฒนาความคิดอย่างไรบ้าง

 

 

อ้างอิง

  1. วิจารณ์หนัก! โฆษณา กรุงเทพเมืองหนังสือโลก แค่ถือหนังสือสร้างภาพ (2555) [Online]. Available: URL:  http://news.mthai.com/headline-news/174800.html
  2. “สุขุมพันธุ์” เปิดประชุมนานาชาติเมืองหนังสือโลกสร้างกรุงเทพฯ รักการอ่าน (2556) [Online]. Available: URL: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=860747
  3. กรุงเทพฯเมืองหนังสือโลก “รายงานวันจันทร์” –จากปีละ 5 เล่ม เป็นมหานครแห่งการอ่าน (2556) [Online]. Available: URL: http://www.thairath.co.th/content/region/340162
  4. กทม. เปิดพื้นที่การอ่าน 30 แห่ง ทั่วกรุง (2556) [Online]. Available: URL: http://203.155.220.230/info/news/detail/210954_06.asp
  5. UNESCO เผยคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยน้อยลง เหลือปีละแค่ 4 บรรทัด !!! (2556) [Online]. Available: URL: http://www.wegointer.com/2013/04/unesco-%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%89/

ทางเท้า… ทางใครเดิน?

ทางเท้าทางใครเดิน?

 By FIGHTO!!!

 “ ทางเท้า ” เป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงมาโดยตลอด บางคนอาจจะมองว่าเป็นปัญหา บางคนอาจมองจนเป็นความเคยชินที่เป็นส่วนหนึ่งของเมือง บางคนอาจมองว่าเป็นพื้นที่ทำมาหากิน ที่หลับที่นอน มุมของนักท่องเที่ยวอาจจะบอกว่านี่แหละเสน่ห์ไทยแลนด์ สรุปแล้วทางเท้ามีไว้เพื่ออะไร แล้วใครมีสิทธิ์ใช้มากน้อยแค่ไหน
Image

ที่มา : http://3.bp.blogspot.com/_aW1yB8PIpBE/RcLpEAeCyLI/AAAAAAAAAHo/xE2ptIaxjXk/s400/DSCN0333.jpg

ความเป็นสาธารณะกับคนไทยเหมือนทางคู่ขนานที่ไม่บรรจบ เป็นสิ่งที่เหมือนว่าจะมีอยู่ในสังคมไทยแต่อันที่จริงแล้วมีอยู่หรือไม่นั้นลองพิจารณาดูจากกรณีทางเท้านี้ คนไทยเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ใครอยากจะทำอะไรก็ทำ เห็นได้จากทางเท้าทั้งหาบเร่แผงลอย คนไร้บ้าน ขอทาน คิวมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เฟอร์นิเจอร์ของแต่ละบ้านที่มาวางกีดทางเท้า บางที่ทางเท้ากลายเป็นที่จอดรถ เป็นทางสำหรับรถมอเตอร์ไซต์วิ่ง สารพัดนานากิจกรรมบนเท้าที่เกิดขึ้นดูช่างเป็นพื้นที่สาธารณะของใครสักคนเสียจริง

แล้วคนที่เขาใช้ทางเท้าสำหรับเดินจริง ๆ เขาได้ใช้กันหรือเปล่า คนที่ใช้ทางเท้าเพื่อเดินนั้นมองร้านค้าหาบเร่แผงลอยเหมือนกับต้นไม้ใบหญ้าอันสวยงามเรียงรายริมทาง พื้นถนนขรุขระเหมือนแผ่นหินอ่อนไว้เดินทอดน่องริมลำธาร เสียงจอแจของแม่ค้าเหมือนเสียงนกร้องตามธรรมชาติ รถมอเตอร์ไซต์เหมือนลมเย็นที่พัดผ่าน แต่ความเป็นจริงคงไม่มีใครมองโลกสวยอารมณ์สุนทรีย์ขนาดนั้น กิจกรรมทุกอย่างที่อยู่บนทางเท้าล้วนแต่เป็นอุปสรรคในการเดิน แต่พูดไปก็เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะอุปนิสัยคนไทยที่ชอบการเดินไปกินไป เดินไปซื้อไป หิวก็แวะซื้อของกิน เป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ ถ้าจะให้ปัญหาหาบเร่หมดไปก็ต้องหยุดที่คนซื้อ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเพราะเป็นนิสัยที่ฝังลึกมานานImageที่มา : http://images.voicecdn.net/contents/640/330/horizontal/56555.jpg

 

ทั้งนี้สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวหาบเร่แผงลอย คนเดินเท้า ขอทาน หรือรถมอเตอร์ไซต์ ที่ร่วมกันใช้ทางเท้า แต่อยู่ที่ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนของแต่ละพื้นที่ว่าความต้องการใช้งานของคนกับทางเท้านั้นเขาต้องการทำอะไร การออกแบบทางเท้าจึงจะไปตอบโจทย์ผู้ใช้ หากออกแบบทางเท้าเหมือนกันหมดทั้งเมืองซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งเมืองจะต้องการใช้ทางเท้าเพื่อเดินอย่างเดียว

แต่คนที่ไม่ได้ให้ความสนใจกับทางเท้าก็มีมากไม่น้อยในสังคม ส่วนหนึ่งอาจจะบอกว่า

“ ฉันมีรถ ฉันไม่สนใจกับทางเท้าหรอก                  โอ้ย!! พื้นทางเท้ามีแต่คราบน้ำมัน ขยะ สกปรก

ดิฉันใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ ไม่ไหวมั้งค่ะถ้าจะให้เดินพื้นทางเท้าที่ไม่เรียบ

ผมไม่ชอบคนเยอะวุ่นวายบนทางเท้าครับ ขับรถดีกว่า 

เบื่อมากค่ะ! กับวินมอไซต์ที่วิ่งบนทางเท้า ”Imageที่มา : http://www.csip.org/csip/autopage/images/WedNovember2012152818_66356635.jpc


หากลองเที่ยวชมกรุงเทพมหานครในหลาย ๆ พื้นที่จะพบว่าการใช้งานของทางเท้าแต่ละที่นั้นแตกต่างกัน การใช้งานของวัยรุ่นแถวสยามสแควร์ก็ไม่เหมือนกับพนักงานออฟฟิซย่านสีลม ความต้องการทางเท้าของผีขนุนริมคลองหลอดก็ต่างกับอาบังขายโรตีแถวตลาดห้วยขวาง เป็นต้น ยิ่งต่างคน ต่างอาชีพ ต่างเพศ ต่างวัย การใช้งานของทางเท้าก็ยิ่งแตกต่างกันไป ฉะนั้น การแก้ไขปัญหาทางเท้าคงไม่มีเพียงหนึ่งวิธีแน่นอน

ลองมองรอบตัว ดูรอบเมือง ก็จะพบว่าความหลากหลายของคนเมืองส่งผลต่อกิจกรรมในเมืองอย่างไร โดยเฉพาะบนทางเท้าที่เป็นส่วนสำคัญของพื้นที่กิจกรรมเมืองที่สะท้อนถึงนิสัยของคนไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการแก้ไขปรับปรุงอะไรเลย เพราะการพัฒนาที่ดีต้องรักษาสิ่งที่ดี และปรับปรุงสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น  คนเป็นอย่างไร เมืองก็เป็นอย่างนั้น

อ้างอิง

  1. ปัญหาแผงลอยบนทางเท้าสยามสแควร์ (2554) [Online]. Available: URL:

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307247829&grpid=01&catid=01

  1. ทางเท้าในฝันสำหรับคนเดินเท้า ฝันลมๆ แล้งๆ ของคนกรุง? (2555) [Online]. Available:

          URL: http://prachatai.com/journal/2012/07/41803

  1. ปัญหาทางเท้าแก้ง่ายแต่ผู้ว่าฯ กทม. แก้ไม่ได้ (2556) [Online]. Available:

URL:http://news.sanook.com/1168124/%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2-%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%AF-%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A1.-%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/

โรคร้ายของคนเมือง แก้อย่างไรดีหนอ??

By Mallika Pupa Kosolsak

urban disease 01 urban disease 02urban disease 03

ที่มา: (ซ้าย) http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/
shutterstock_42439816.jpg
,
(กลาง) http://files.pocketonline.net/Dunbine/lof2009-08-27/lof2009-08-27-14.jpg,
(ขวา) http://news.tlcthai.com/news/13179.html

วิถีชีวิตในเมือง..คุณแน่ใจแล้วหรอว่ามันสามารถทำให้คุณมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้ ?? จากการที่คุณมีโอกาสการทำงานที่ดีกว่า อีกทั้งยังได้เงินเดือนที่สูงกว่าในจังหวัดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดี ย่อมมีดาบสองคม..นั้นก็คือ “ภัยคุกคามสุขภาพของคนเมือง” สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตและค่านิยมของผู้คนเมืองส่วนใหญ่นั้น ต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับเวลาและภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เผชิญกับมลภาวะอยู่ทุกวี่วัน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของตนเองว่ามันกำลังเผชิญกับความเลวร้ายมากน้อยเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ปัจจุบันด้วยสภาพการดำเนินชีวิตที่แข่งขันตลอดเวลา สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีความสุข คือการมีเงินทองมากๆ เพื่อจะได้สิ่งต่างๆที่ปรารถนา ตราบใดที่เรามีแรง เราต้องทำงานให้เต็มที่ เพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้ชีวิต หรือบางคนอาจต้องส่งเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว หรือเพื่อยกฐานะตัวเอง ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อละเลยการใส่ใจตนเอง แต่อันที่จริงแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ต่างเช่นกันเลย นั่นก็คือ การมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยปะละเลยมากเท่าใด แล้วโรคต่างๆ ดันเอาคืนกับตัวเราขึ้นมาจริงๆ เราก็จะเกิดความคิดที่ว่า เราไม่น่าทำอย่างนั้น เราควรจะทำแบบนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเราควรจะใส่ใจตั้งแต่แรก ดังนั้นบทความนี้จึงอยากที่จะให้คนเมืองเกิดความตระหนัก และใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั้นก็คือ สุขภาพ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคร้ายที่มักจะเกิดขึ้นกับคนเมือง มีดังนี้

urban disease 04urban disease 05 urban disease 06 urban disease 07

ที่มา: http://www.job2u.biz/wp-content/uploads/2011/07/เครียด.jpg, http://images.thaiza.com/24/24_20091026110722..jpg, http://knowhow.swpark.or.th/jce_editor/images/back_pain_cincinnati.jpg,  http://www.scbsme.com/sf/ci/389/health_9-20120914-224501.jpg

     โรคเครียดปัจจุบันคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ผู้คนในเมืองใหญ่มีปัญหาเรื่องของอารมณ์ ไม่ว่าจะโกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย อยู่กับความเครียดตลอดเวลาจากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2549 คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเครียดในระดับสูงมากถึง 8 % เครียดระดับปานกลาง 33 % และเครียดระดับน้อย 57 % รวมทั้งคนที่อยู่ในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มักเป็นโรคเครียดมากกว่าวัยอื่น เรียกกันว่า โรคผู้บริหาร
     โรคระบบทางเดินหายใจ มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด ไซนัส หวัด รายงานทางการแพทย์ของไทยพบว่าคนกรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยภูมิแพ้สูงถึง 50 % ต้นเหตุแห่งมลพิษก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรมตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่ปล่อยหมอกควันพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งไอเสียจากรถยนต์ที่มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน
     โรคความผิดปกติของกล้ามเนื้อยุคไอทีแทบทุกคนในเมืองใหญ่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ตาพร่ามัว รังสีจากหน้าจอทำให้กล้ามเนื้อตาตรึงเครียด ซึ่งหากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กล้ามเนื้อเมื่อยล้า เป็นอาการเครียดของกล้ามเนื้อเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ
     โรคนอนไม่หลับการนอนหลับสนิทอย่างเพียงพอ มีความสำคัญต่อความเข้มแข็งของสุขภาพและวิถีการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ผิดธรรมชาติ ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่กว่าร้อยละ 30 ไม่ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างมีสุขภาพและเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างมีคุณภาพ เกิดจากหลายสาเหตุเช่น อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด ความกังวล ฯลฯ
     โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย เป็นผลจากโรคเครียดและกล้ามเนื้ออักเสบ การได้รับสารพิษหรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนั่ง ยื่น หรือท่ายกของอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ โรคนี้พบบ่อยในคนทำงานนั่งโต๊ะ รวมทั้งคนที่อาศัยในเขตอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณที่มีมลพิษหนาแน่น
     โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ความรีบเร่งทำงาน รถติด ห้องน้ำไม่สะอาด ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลั้นปัสสาวะ โดยไม่รู้เลยว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทำให้กระเพาะปัสสาวะบวม ซึ่งผู้หญิงมีท่อนำปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย เชื้อโรคจะย้อนกลับเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ อาการของโรคนี้ จะทำให้คุณมีอาการปวดปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งใน 1 วัน หรือปวดปัสสาวะกระปริดกระปอย ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย จนรบกวนการหลับนอน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
     โรคไมเกรนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง บริเวณขมับหรือใกล้เบ้าตา ลักษณะการปวดจะรู้สึกปวดลึกเป็นจังหวะสอดคล้องกับการเต้นของหัวใจ เป็นสัญณาณเตือนของโรคไมเกรน เป็นโรคที่กำลังคุกคามประชาชนในเมืองใหญ่ อย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากคณะกรรมการการอาหารและยา ระบุว่า การปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และช่วงอายุที่พบเป็นช่วงวัยทำงาน มากกว่าผู้สูงอายุ

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโรคต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ผิดๆของคนเรา โดยเริ่มตั้งแต่สภาวะจิตใจทางอารมณ์ที่เกิดความเครียดและส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล จนกระทั่ง อาเจียน เครียดลงกระเพาะอาหาร ปัสสาวะบ่อยจนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นไมเกรน หรือลุกลามถึงขั้นเป็นโรคหัวใจได้

โดยสิ่งที่เราควรจะปฎิบัติเพื่อช่วยลดภัยต่างๆตามมา คือ เราควรผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย เริ่มง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จะช่วยให้การทำงานของระบบเลือด ทางเดินหายใจ หัวใจ สมองดีขึ้น และแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้ รวมทั้งควรพักผ่อนให้เพียงพอ หรือจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ ให้น่าทำงานมากขึ้น เพื่อลดสภาวะตึงเครียด ส่วนเรื่องอาหารก็ควรลดคาร์โบไฮเดรต และแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชา กาแฟ ผงชูรส เนย นม กล้วยหอม ส้ม เป็นต้น ส่วนการป้องกันโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากปัญหามลพิษนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลารถติด พักอาศัยอยู่ในที่อากาศถ่ายเทหรือไปสูดอากาศนอกเมืองบ้าง เอาผ้าปิดจมูก เพื่อช่วยกรองสารพิษอีกที ส่วนพฤติกรรมการนั่งทำงาน เราก็ควรที่จะปรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับสรีระ เช่น ใช้แผ่นป้องกันแสง เพื่อป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอถนอมสายตา ควรปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับช่วงแต่ละเวลา และควรพักสายตาจากการทำงานหน้าคอมเป็นเวลานานๆบ้าง อีกทั้งขณะใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ให้วางท่อนแขนขนานกับพื้น มีแผ่นรองข้อมือเพื่อช่วยลดการเคลื่อนไหว และการเสียดสี ปรับระดับเก้าอี้ให้นั่งสบาย เป็นต้น

….อย่างไรก็ตามพวกคุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วในปัจจุบันเรามีโครงการรณรงค์ต่างๆที่น่าสนใจมากมายที่สนับสนุนเรื่องการทำให้เป็นเมืองสุขภาวะที่ดี ทั้งการรณรงค์ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ การทำให้เป็นเมืองปั่นจักรยาน เพื่อลดปัญหามลพิษ เป็นต้น เพื่อช่วยลดปัญหาภัยคุกคามสุขภาพของคนเมืองให้น้อยลง แต่ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างโครงการที่คิดว่าน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของคนเราและสามารถกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองสุขภาวะที่ดีได้ ดังนี้….

–          โครงการ Happy Workplace (ของสสส.) ได้แบ่งแนวคิดขององค์ประกอบแห่งความสุขทั้ง 8 ของคนทำงานเพื่อนำไปสู่การมีคุณชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมของคนทำงานได้ ดังนี้

Happy Body (สุขภาพดี)มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ Happy Heart (น้ำในงาม)มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน Happy Society (สังคมดี)มีความรักสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ทำงานและพักอาศัย Happy Relax (ผ่อนคลาย)รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
Happy Brain (หาความรู้)ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา เพื่อความเป็นมืออาชีพและมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน Happy Soul (ทางสงบ)มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต Happy Money (ปลอดหนี้)มีเงินรู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้ Happy Family (ครอบครัวดี)มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง)

–          โครงการมหานครแห่งสุขภาพ (ของสสส.) เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ที่ปัจจุบันนั้นอุปนิสัยเรื่องของการบริโภคอาหารของคนเมืองมักหันไปกินแบบตามใจปากมากขึ้น ประกอบกับช่วงเวลาที่เร่งรีบของการทำงาน ทำให้อาหารจานด่วนกลายเป็นเมนูประจำในแต่ละมื้อ ซึ่งโครงการนี้ได้แบ่งโมเดลออกมาไว้อย่างน่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมของภาคส่วนต่างๆในสังคม ดังนี้

โมเดลโรงเรียน สถาบันการศึกษาส่งเสริมสุขภาพ เช่น เพิ่มชั่วโมงออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การแข่งขันกีฬาเพื่อสุขภาพ จัดทำโครงการโภชนาการสมวัยและเด็กไทยไม่กินหวาน ในการดูแลเรื่องการขายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียง โมเดลลานกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น รณรงค์การใช้พื้นที่สาธารณะ อาทิ สวนสาธารณะ ลานกีฬา ลานกิจกรรมชุมชน ลานวัด เป็นต้น ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โมเดลสถานประกอบการภาคเอกชนส่งเสริมสุขภาพผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ อาทิ เปลี่ยนจากคอฟฟี่เบรก เป็น เอ็กเซอร์ไซส์เบรก การรณรงค์กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายในชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
โมเดลห้างสรรพสินค้าส่งเสริมสุขภาพ มีการจัดมุมจำหน่ายอาหารพลังงานต่ำ สินค้าส่งเสริมการออกกำลังกาย กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายและจัดลานอเนกประสงค์ไว้ส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน โมเดลหน่วยงานราชการส่งเสริมสุขภาพ เช่น ผลักดันให้หน่วยราชการในพื้นที่เป็นต้นแบบองค์กรส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน ผลักดันให้โรงอาหาร ร้านอาหารในหน่วยงาน เป็นต้นแบบโรงอาหาร ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โมเดลร้านอาหาร ภัตตาคารส่งเสริมสุขภาพ ผลักดันในเรื่องอาหารปลอดภัยและชูสุขภาพ โดยมีเมนูอาหารพลังงานต่ำแนะนำให้ประชาชนบริโภคเป็นทางเลือก

 

– โครงการเมืองไทยเข็งแรง (ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อให้คนไทยแข็งแรงโดยปรับปรุงการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ด้วย 8อ. จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลักการดำเนินชีวิตของคนมืองได้ ดังนี้

อ.1 อาหาร มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ว่าปลอดภัย ทานแต่พอเหมาะไม่มาก หรือ น้อยเกินไป อ.2 ออกกำลังกายที่เหมาะสม30นาทีต่อวัน และ สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ3วัน อ.3 อารมณ์ และ สุขภาพจิตดี แจ่มใส ด้วยการคิดดี ทำดี พูดดี อ.4 อนามัยสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสุขลักษณะ
อ.5 อโรคยา:ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตาม 8 อ.นี้ และการตรวจสุขภาพประจำปีฯลฯ อ.6 อบายมุขควรละเลิก เช่น เลิกดื่มสุรา เลิกบุหรี่ เลิกเล่นการพนัน ฯลฯ อ.7 อาชีพสุจริตและมีรายได้  เพียงพอตามปรัชญา

เศรษฐกิจพอเพียงอ.8 องค์ความรู้ต่อเนื่อง ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต ค้นหา,เปลี่ยนทัศนคติ และ นำมาปฏิบัติจนเป็นนิสัย

โครงการจักรยานกลางเมือง (ของมูลนิธิโลกสีเขียว) มีแนวคิดที่ว่าการจราจรที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่รถยนต์เป็นรากปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนสุขภาวะของคนกรุงเทพฯ จึงส่งเสริมการขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาระบบสัญจรทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น จักรยาน จึงเป็นทางออกที่สำคัญ เนื่องจากจักรยานมีราคาถูก ใช้พื้นที่น้อย คล่องตัว ไม่ก่อมลพิษและมีประสิทธิภาพสูง จึงได้รับการส่งเสริมเป็นพาหนะในการสัญจรในเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและปัญหาคุณภาพอากาศ โดยใช้ควบคู่ไปกับระบบขนส่งมวลชน โดยน่าจะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตของคนเมืองได้ โดยยุทธวิธี มีดังนี้

จัดทำคู่มือแผนที่เส้นทางจักรยานกลางเมืองเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้สนใจใช้จักรยาน —-> รณรงค์การใช้ถนนร่วมกัน ระหว่างรถยนต์และจักรยาน

จากที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นกับคนเมือง เพราะความใส่ใจในเรื่องของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนเราที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีโครงการต่างๆมากมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้คนไทยเกิดความตระหนักเรื่องสุขภาวะที่ดีเพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น แต่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับคนในสังคมว่าจะปฎิบัติตัวอย่างไร ซึ่งการทำงานที่หนัก ขาดการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดการเอื้ออาทรต่อคนและสังคมรอบข้าง ขาดการใช้ชีวิตที่พอเพียง จะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม ส่งผลให้ขาดคุณภาพชีวิตที่ดีและขาดความสุขในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งสุดท้ายนี้ผู้เขียนขอทิ้งคำกล่าวสั้นๆไว้ว่า…

“หากเราใส่ใจสุขภาพสักนิด ชีวิตก็จะปลอดภัย โรคภัยก็จะไม่ถามหา อีกทั้งชีวิตยังมีคุณค่า และมีเวลาให้กับตนเองมากขึ้น”

—–

อ้างอิง

  1. สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
  2. มหานครแห่งสุขภาพเป้าหมายใหม่ของคนเมือง (2555) [Online]. Available: URL: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/28813
  3. โครงการ”เมืองไทยเข็งแรง” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาเสนอพวกเรา (2550) [Online].
    Available: URL:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=8331
  4. โครงการ Happy workplace (2553) [Online]. Available: URL: http://www.csri.or.th/new2012/index.php?option=com_k2&view=item&id=1433:%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-happy-workplace&Itemid=591
  5. โครงการจักรยานกลางเมือง (2554) [Online]. Available: URL: http://www.greenworld.or.th/bikemap/1374

21 . 12 . 2012 วันโลกแตก หรือ วันปอดแหก

BY FIGHTO!!!

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่าหลังจากวันที่ 21 ธันวาคม 2012 โลกของเรายังไม่แตก ทุกสรรพสิ่งชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ทุกสำนักทางวิชาการได้ทำการยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ถึงความเป็นไปไม่ได้ของการที่โลกจะแตกในวันนั้น หรือในเร็ว ๆ นี้ แต่ความคิดคนก็สุดที่จะห้ามได้ ประชาชนในหลายประเทศทั้งจีน รัสเซีย และฝรั่งเศสเกิดความตื่นตระหนก มีการเตรียมพร้อมและกักตุนข้าวของกันไว้ล่วงหน้า รวมถึงโปรโมชั่นตามร้านค้าต่าง ๆ ที่มาล่อใจลูกค้าก่อนวันโลกแตก

Image

ภาพล้อเลียนวันโลกาวินาศ 2012 มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาดบุกเมือง
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE13076697/NE13076697-5.jpg

ไม่น่าแปลกใจที่คนใจจำนวนมากจะเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั้นเป็นวันสิ้นโลก เพราะมีไม่กี่ช่องทางที่เขาสามารถรับรู้ข่าวสารได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข่าวสารไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google เขาจะได้รับข่าวจาก forward mail ต่าง ๆ ที่ชอบสร้างข่าวต่าง ๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนจีนบางกลุ่มเชื่อว่าทางรัฐบาลจีนนั้นปิดข่าวที่โลกจะแตก แม้ว่าทางการจีนจะออกมายืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง

จากรายงานข่าว รายงานว่า มีชายชาวฮ่องกงวัย 40 ถึงกับขายแฟลตที่เขาพักอาศัยและข้าวของทั้งหมด ลาออกจากงาน ใช้เงินทั้งหมดไปกับการเที่ยว กินข้าวร้านหรู พักโรงแรมอย่างดี รูดบัตรเครดิตทุกใบที่มี แต่สิ่งที่แย่คือ ไปขอยืมเงินคนอื่นด้วย (ยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก)

บางเมืองในรัสเซียมีการกักตุนอาหารกัน ทั้งเกลือ น้ำ น้ำมัน อาหาร จนสินค้านั้นขาดตลาด ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ ต้องออกมาพูดเรื่องโลกแตกว่า “ผมไม่เชื่อว่าโลกจะแตก อย่างน้อยก็ไม่แตกในปีนี้

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็สุดที่จะห้ามได้ นานาจิตตัง เชื่อได้ครับ แต่ไม่ควรทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย จะเห็นว่าสื่อมีส่วนสำคัญมากกับความเชื่อของคน การที่สื่อให้ข้อมูลโดยไม่มีข้อมูลมายืนยันหรือไม่ได้รับการพิสูจน์จนกลายเป็นการชวนเชื่อข่าวกับประชาชน ซึ่งพบมากมายในปัจจุบันนี้ตาม social network ต่าง ๆ โดยการดึงข้อมูลจริงมาเพียงเสี้ยว แล้วที่เหลือคือร่ายยาวตามความรู้สึกของผู้โพสด้วยเหตุผลร้อยแปดก็อาจจะทำให้ข่าวนั้นดูน่าเชื่อยิ่งขึ้น

เราคงจะไปห้ามหรือควบคุมทั้งคนปล่อยข่าว และประชาชนที่รับข่าวได้หรอกว่าไม่ให้เขาทำหรือเชื่ออะไร แต่อยู่ที่วิจารณญาณนของผู้เสพข่าว และจรรยาบรรณของผู้เสนอข่าวเองว่าสิ่งไหนคือ ความถูกต้อง สิ่งไหนคือ ความจริง และที่สำคัญผมไม่รู้ว่าโลกจะแตกจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราควรดำรงอยู่ตลอดเวลาคือ สติ แม้ว่าโลกจะแตก แต่เราต้องไม่ปอดแหก

——-

อ้างอิง

  1. กระแสหวาดผวา‘วันสิ้นโลก’ในประเทศจีน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151178
  2. ภัตตาคารฮ่องกง เชิญร่วมโต๊ะจีนมื้อสุดท้ายวันสิ้นโลก จ่ายคนละ 8,408 บาท (2555) [Online]. Available: URL:  http://news.mthai.com/world-news/207999.html=03
  3. สำรวจกระแสตื่น “โลกแตก” ก่อนสิ้นปฏิทินมายา (2555) [Online]. Available: URL: http://news.sanook.com/1159169/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2/
  4. 21/12/12..โลกแตก หรือแค่เรื่องหน้าแหก! (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151452
  5. ฮ่องกงเพี้ยนหนักวันสิ้นโลก8คนเชื่อ21ธค.โลกแตกขายมรดก-เที่ยวทิ้งทวน ‘อ.ลักษณ์’ฟันธงงมงาย ‘กลุ่มฤาษี’สวดล้างซวย นาซา-ชี้มายาตีความผิด (2555) [Online]. Available: URL: http://img.ryt9.com/s/bmnd/1552659

รถเอยทำไมถึงติด ที่รถมันติดเพราะว่า…

By FIGHTO!!!

ปัญหารถติดของคนเมืองทุกวันนี้ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่จะพบ แต่ได้ขยายไปถึงตามหัวเมืองใหญ่ของทุกภาค หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ดูผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาคือ ระยะเวลาของการติดนั้นนานขึ้น ส่งผลให้ต้องคำนวณเวลาในการเดินทางใหม่หมดจนเกิดความไม่แน่นอนในการจะเดินทางไปไหน อะไรกันที่เป็นเหตุให้รถติดนานขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น

Image

ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณแยกราชประสงค์

เหตุผลแรกที่ทุกคนนึกถึงและเป็นประเด็นร้อนของปีนี้คือ โครงการรถยนต์คันแรก เป็นนโยบายสร้างฝัน นโยบายโลกสวยของรัฐบาล ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาและเหมือนเป็นการเพิ่มปัญหาที่เป็นอยู่ให้มีมากขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากที่สุดไม่ใช่ประชาชน (ไม่นับชาวเกษตรกรที่จำเป็นต้องซื้อรถกระบะเพื่อทำมาหากินน่ะครับ) แต่เป็นผู้ประกอบการรถยนต์ที่ต่างยิ้มกันหน้าบานกับกำไรและยอดจำหน่ายรถที่สูงถึง 1 .4 แสนคัน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของปีก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถป้ายแดงกว่าแสนคันจะวิ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่ถนนที่เท่าเดิม

เอ๊ะ! หรือว่าที่รถติดนี่มาจากระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินที่จะมาช่วยบรรเทาปัญหารถติด แต่ไหนเลยรถถึงได้ไปติดหนักตามแนวที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่าน มาทำความเข้าใจกันก่อน ประโยชน์ของรถไฟฟ้าแท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นตัวให้ความต้องการของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบแนวรถไฟฟ้านั้นสูงขึ้น มีความหนาแน่นของประชากรสูง แต่ต้องควบคู่กับการควบคุมปริมาณรถยนต์ระบบโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งสิ่งที่พบในกรุงเทพมหานครคือ ระบบรถไฟฟ้าที่ยังไม่ครบวงจรจึงทำให้ยังไม่มีประสิทธิภาพ คนยังต้องเดินทางหลายต่อกว่าจะถึงรถไฟฟ้าหรือจากรถไฟฟ้าไปที่อื่นประชาชนจึงเลือกที่จะมีรถส่วนตัวกันมากกว่า ผลที่ได้มีเพียงมูลค่าที่ดินที่สูงปรี๊ดและความหนาแน่นของประชากรตามแนวรถไฟฟ้าที่เติบโตของอย่างรวดเร็ว 

Image

ทางด่วนที่กลายเป็นลานจอดรถ
ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348574619&grpid=03&catid=03

หากมองภาพกว้างก็คงจะพบสาเหตุของการที่รถติดตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าลองมองกลับมาที่ตัวเองและคนรอบข้าง จะร้อง อ๋อ…… ทันที ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นต้นเหตุ ก็จะใครซะอีก ตัวเราเองนี่แหละ ด้วยค่านิยมของสังคมและลักษณะนิสัยของคนประเทศนี้ (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย ^^) ที่ถูกสร้างค่านิยมอันศิวิไลซ์ไว้ว่า โตขึ้นจะต้องมีรถ มีบ้าน ชีวิตจะแสดงถึงความสำเร็จและความร่ำรวย รักความสบาย ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เอาสะดวกเข้าแลก ไม่เคารพกฎจราจรแซงซ้ายปาดขวา

การจะแก้ไขปัญหารถติดคงจะไม่ใช่แก้เรื่องโครงสร้างอย่างเดียว แต่ต้องมาแก้ที่ค่านิยมที่มีอยู่ในสังคมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่มันก็ไม่ยากที่จะเกิดขึ้นที่ประชาชนจะหันมานิยมมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ (ที่มีประสิทธิภาพเป็นเต็มระบบครบวงจร) ลดการใช้รถส่วนตัวกัน โดยจะต้องสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องควบคุมปริมาณรถบนท้องถนน ดำเนินการสร้างขนส่งสาธารณะให้ครบทั้งระบบ ไม่ใช่มีนโยบายเพื่อมาส่งเสริมให้คนมีรถง่ายขึ้น ถึงมีรถไฟฟ้าไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร

จงอย่าตั้งคำถามกับคนอื่นว่า

“ซื้อรถกันทำไม?        ทำไมไม่ไปใช้รถขนส่งสาธารณะ?…”

ให้เอาคำถามนั้นย้อนมาถามตัวเอง แล้วถ้าตัวเองตอบว่า

 “ฉันจำเป็นต้องใช้   บ้านฉันอยู่ไกล  ก็อากาศมันร้อน  ฉันไม่ชอบยืนเบียดเสียดกับใคร          ฉันไม่อยากต่อรถหลายต่อ      เดี๋ยวผมฉันเสียทรง…”

ก็ให้คิดเสียว่าคนอีกแสนอีกล้านคนที่นั่งอยู่ในรถด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์กับรถติดนั้น ก็คงจะตอบแบบเดียวกับคุณ และคุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหารถติดได้ ถ้าเริ่มเปลี่ยนแนวคิดหยุดใช้รถส่วนตัวและหันมาใช้ขนส่งสาธารณะกัน เริ่มจากตัวคุณ คนรอบข้าง และผู้ใช้รถคนต่อไป ปัญหารถติดก็จะบรรเทาลง

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวของ Enregae penaroza นายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา

” ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่คนจนซื้อรถใช้…

แต่คือประเทศที่คนรวยยินดีใช้ขนส่งสาธารณะ…”

——

อ้างอิง

  1. นโยบายรถคันแรกมีปัญหาหรือมีประโยชน์ (2555) [Online]. Available: URL: http://www.gotoknow.org/posts/511878
  2. รถคันแรกดันหุ้นออโต้พุ่ง ดึงยอดขายเพิ่มทุบสถิติ คาดแรงส่งถึงกลางปีหน้า : มติชนออนไลน์ (2555) [Online]. Available: URL: www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354796739&grpid=03&catid=03
  3. นโยบายรถคันแรกทำพิษ คนผ่อนไม่ไหวเริ่มทยอยคืนรถ(2555) [Online]. Available: URL: http://news.mthai.com/hot-news/206060.html
  4. คนไทยอ่วมพิษรถคันแรกเกลื่อนถนน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pranom/20121212/481703/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99.html

จะโทษใครเมื่อน้ำท่วมกรุง

By FIGHTO!!!

ในช่วงนี้อุปกรณ์ที่ทุกคนพกติดตัวไปด้วยตลอดเวลานอกจากมือถือ คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ร่ม” เพราะว่ากรุงเทพมหานครช่วงเย็นถึงค่ำนั้นฝนตกหนักเป็นประจำทุกวัน และปัญหาที่สร้างความปั่นป่วนอลหม่านตามมาที่ทุกคนท่องกันได้แล้วคือ ฝนตก รถติด แต่คราวนี้กลับมีของแถมเพิ่มคือ ฝนตก รถติด น้ำท่วม! เรามาฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนกัน

“โอ๊ย! นี่วันโลกาวินาศรึยังไง!!”  

“นี่ขนาดฝนตกยังท่วมครึ่งแข่ง ถ้าน้ำเหนือมาจริงคงจะถึงหัว”

“รู้เวลาน่ะจ๊ะน้องฝน แต่ไม่ต้องเอาน้องน้ำมาก็ได้”            “จะตกอะไรกันทุกวัน!!”

“อุโมงค์ยักษ์อยู่ไหน ช่วยมั้ยเรื่องน้ำท่วม?”

“ไหนว่าลอกท่อแล้ว นี่น้ำจะถึงเข่าละ”

ทำไมปัญหาน้ำท่วมขังถึงยังเกิดขึ้นอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งที่กรุงเทพมหานครมีระบบระบายน้ำหลายรูปแบบ ทั้งอุโมงค์ยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ของพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 1,600 ตร.กม. เท่านั้น ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ นอกจากนั้นช่วงเดือนที่ผ่านมาทาง กทม. ได้ทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ และพร่องน้ำในคลองทุกสาย แต่เนื่องจากระบบระบายน้ำของ กทม. ที่มีสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่านั้นก็จะเกิดปัญหาระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งจากรายงานข่าวพบว่า ช่วงสัปดาห์ที่ฝนตกหนักที่ผ่านมานั้น เคยตกหนักถึง 100 มิลลิเมตร จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังตามมา

Image

ระบบระบายน้ำของกรุงเทพในปัจจุบันและอุโมงค์ยักษ์
ที่มา: aLOUD BANGKOK+

ปัญหาใหญ่ของระบายน้ำในกรุงเทพไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่ที่พบคือ ปริมาณขยะจำนวนมหาศาลที่ไปอุดตัน และกีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้น้ำที่ขังไม่สามารถไหลลงท่อระบายน้ำได้ หรือไหลลงไปแล้วแต่ไปไหนไม่ได้ เพราะในท่อระบายน้ำมีแต่ขยะ กระสอบทรายที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมใหญ่จากปี 54 หรือรอยแตกของท่อตามจุดต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครจะจัดการกับขยะพวกนี้? คงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่เก็บขยะที่ต้องมาเฝ้าระวังไม่ให้มีใบไม้ ขยะ และเศษพลาสติกอุดตันตะแกรงช่องรับน้ำฝนและปิดทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้สะดวก ภาระหน้าที่ในการเก็บขยะไม่ให้มาอุดตันขวางทางระบายน้ำของเจ้าหน้าที่เก็บขยะ ซึ่งอาจจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเขาในการจัดการกับปัญหานี้

แต่ลองคิดทบทวนปัญหาน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นนี้ก่อนดีหรือไม่ว่า แทนที่จะโทษฟ้าฝน โทษหน่วยงานที่เข้ามาจัดการ โทษคนอื่นเขาไปทั่วนั้น ลองมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังนี้หรือเปล่า คงไม่ต้องคิดไกลไปถึงเงินภาษีที่ไปสร้างระบบระบายน้ำต่าง ๆ เอาสิ่งที่ใกล้ตัวคือ ปัญหาขยะ ขยะที่ไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ ตามแม่น้ำลำคลอง ภาพที่เห็นเหล่านี้ก็เป็นฝีมือของพวกเราทุกคนทั้งนั้น ที่ไม่ช่วยกันดูแลความสะอาดบ้านเมือง อยากจะทิ้งตรงไหนก็ทิ้ง คิดว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เดี๋ยวก็มีคนมาเก็บ คิดอยากนี้ไปเรื่อย ๆ จากหนึ่งคนเป็นสี่คน คูณไปเท่าทวีคูณ สรุปแล้วก็ขยะล้นเมือง จนสุดท้ายตัวเองก็เดือดร้อนเองจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้แต่แรกจากความมักง่ายในการทิ้งขยะ

แน่นอนว่าเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการดูแลให้ความสะดวกแก่ประชาชน แต่ประชาชนเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาบ้านเมืองด้วย เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมาคอยแต่โทษคนอื่น หาว่าใครจะเข้ามาจัดการปัญหาซึ่งเป็นสิ่งที่เราสร้างมาเอง แล้วก็โยนภาระให้กับสังคมโดยลืมไปว่า ต้นเหตุของปัญหานั้นมาจากใคร??  

อ้างอิง

[1] ผงะ!กทม.ขยะอื้อ-ทำระบายน้ำล่าช้า-ระดมตร.จราจรลุยลอกท่อห้วยขวาง(2555) [Online]. Available: URL: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9EWTJNakUyT1E9PQ==&subcatid

[2] กทม.ยันระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพ แต่ฝนตกมากเกินกว่าระบบจะรองรับได้ (2555) [Online]. Available: URL: http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000115525&TabID=3&

[3] “สุขุมพันธุ์” ยันอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 ทำงานเต็มที่-ซัดคนไม่รู้อย่าพูด (2555) [Online]. Available: URL: http:// http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000117906