เปิดประตูสู่อาเซียน: หรือกรุงเทพจะเล็กลง?

By Wanida Supaporn

หนึ่งในนโยบายระดับประเทศที่กำลังถูกจับตามองขณะนี้ คือการที่สิบประเทศในนามของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังจะเดินทางไปสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ในปี 2558 (อีกสามปีข้างหน้า)

การขับเคลื่อนอย่างเสรีของสินค้า แรงงาน บริการ และการลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและอำนาจการต่อรองของภูมิภาคนี้ในเวทีการค้าโลก   และด้วยข้อได้เปรียบของการมีที่ตั้งติดทะเล ทำให้หลายคนมองความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะกลายเป็น“ประตูสู่อาเซียน”  

โครงสร้างพื้นฐาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนา เพื่อสร้างเส้นเลือดใหญ่เชื่อมต่อการค้าและการลงทุน จากกรุงเทพ ออกสู่หัวเมือง และเมืองชายแดนติดกับเพื่อนบ้านอาเซียนต่างๆ

บางที กรุงเทพ อาจจะไม่ใช่เมืองที่โตเดี่ยวอีกต่อไป…

1.จากแหลมฉบังถึงทวาย สู่เขตเศรษฐกิจกาญจนบุรี

เส้นทางการเชื่อมโยงจากทวายถึงแหลมฉบัง (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)

การเยือนสหภาพพม่าของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่แสดงความคืบหน้าการสานสัมพันธ์ไทย-พม่า ซึ่งมีนโยบายสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวาย

แต่ในภาพกว้าง ทางการไทยมองถึงการเชื่อมความสัมพันธ์ต่อเนื่อง จากท่าเรือทวาย ผ่านกาญจนบุรี นครปฐม มาถึงกับท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี มาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีผลการศึกษาของญี่ปุ่นระบุชัดเจนว่า หากเปรียบเทียบกับการขนส่งสินค้าโดยผ่านช่องแคบมะละกา เส้นทางทวาย-แหลมฉบังนี้ สามารถร่นระยะเวลาได้ถึง 5 วัน[1]

หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ เส้นทางทวาย-แหลมฉบัง “จะเป็นเส้นทาง Land bridge ที่เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก  หรือจากอ่าวไทยไปอ่าวเบงกอลที่ระยะทางสั้นที่สุด”  [2]

ยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับไทยคือ ประเทศไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร (agro industry)  เนื่องจากประเทศไทยได้วางเป้าการเป็น World Food Supply และมีการแปรรูปอาหารที่มีศักยภาพ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว และเป็นการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ซึ่งเดิมเป็นภูเขา มาสู่การเป็นเมืองท่าหน้าด่านใหม่ [1]

มีการวิเคราะห์ว่า “…เส้นทางที่เกิดขึ้นจะทำให้การเดินทางจากจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมาทางแหลมฉบังจะตัดเข้ากาญจนบุรีและออกไปทางทวายเข้าสู่พม่า อินเดีย บังกลาเทศ รวมทั้งประเทศแอฟริกา ยุโรป ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น  ซึ่งไม่ใช่การวิน-วินแต่ระหว่างสหภาพพม่ากับประเทศไทย หากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ก็พอใจกับบาทก้าวใหม่ของเส้นทางการเดินเรือโลกสายใหม่…” [3]

โครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการพัฒนานั้น มีโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2010 โดยเฟสที่หนึ่งคือ การสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี ในระยะทางราว 160 กม. จากบ้านพุน้ำร้อนถึงท่าเรือทวาย ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท โดยในระหว่างนั้นก็จะเริ่มดำเนินการเฟสที่สอง ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ สร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และในทศวรรษนี้ โดยใช้วงเงินทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท [1] นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้เสนอให้รัฐบาลลงทุนระบบราง โดยยกระดับสถานีรถไฟท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นชุมทางขนส่งสินค้า และเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟในฝั่งพม่าไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายอีกทางหนึ่ง  [2]


2. การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมตามชายแดน  

 โครงการทวาย-แหลมฉบัง นำมาสู่การเตรียมตัวของฝ่ายไทย โดยรวมถึงการพัฒนาด่านพรมแดนและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การยกระดับด่านพุน้ำร้อน (ชายแดนกาญจนบุรี)เป็นด่านถาวร ไปจนถึงเตรียมการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี

แนวคิดนี้ถูกสานต่อโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายแดนเพื่อร่วมพลิกฟื้นนิคมอุตสาหกรรมหลังเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 และเพื่อตอบรับกับการค้าและการลงทุนที่จะขยายตัวเมื่อมีการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

หลายฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า นิคมอุตสาหกรรมชายแดนพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี มีความน่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจาก “ทวายเป็นเมกกะเทรนด์ที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจ  เพราะมหาสมุทรอินเดียจะเป็นจุดที่สนใจสูงสุด โดยมีพื้นที่รองรับการลงทุน 250 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่ามาบตาพุด 10 เท่า” [4]

นอกจากนิคมอุตสาหกรรมพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่ถูกวางให้รองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากทวาย (ซึ่งทวายจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก การผลิตไฟฟ้า) ยังมีนิคมอุตสาหกรรมชายแดนเชียงของ จ.เชียงราย  สำหรับเชื่อมการลงทุนจากจีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) ได้แก่อุตสาหกรรมแปรรูปยาง ยา และอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งจะมีการพัฒนาโลจิสติกปาร์คเพื่อรองรับการขนส่งจากจีนตอนใต้ถึงภาคเหนือของไทย และรองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จะเสร็จในปลายปี 2555

อีกแห่งคือนิคมอุตสาหกรรมชายแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดที่รัฐบาลสมัยนายกอภิสิทธิ์ได้ศึกษาไว้ และมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด

การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมชายแดนทั้งสามแห่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของเมืองได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบวกกับโอกาสที่เกิดขึ้นภายใต้การเปิดเสรีอาเซียน ขณะที่หัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี ภูเก็ต  ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อโครงสร้างสาธารณูปโภคเชื่อมโยงหัวเมืองต่างๆเข้ากับเมืองอุตสาหกรรมชายแดนเหล่านี้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่องว่างระหว่างกรุงเทพกับเมืองอื่นๆ ในแง่การเป็นเมืองทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ.. อาจจะไม่เหมือนเดิม

—-

อ้างอิง

 [1]  “ท่าเรือน้ำลึกทวาย จุดพลุเส้นทางการค้าแห่งใหม่ของโลก”  http://www.logisticsdigest.com/article/logistics-insight/item/4285-dawei-port.html

[2] “เปิดตัวมอเตอร์เวย์-รถไฟ เชื่อมอ่าวไทย-อ่าวเบงกอล : แหลมฉบัง – กรุงเทพฯ – ท่าเรือน้ำลึกทวาย”  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=682792

[3]  มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 2 มกราคม 2555. “เส้นเดินเรือโลก กับ นายกรัฐมนตรี ′โง่′ แหลมฉบัง ทวาย”  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325484292&grpid=01&catid=01

[4] “กนอ.ดัน’นิคมน้ำพุร้อน’เชื่อมทวาย” http://daily.bangkokbiznews.com/detail/39576

[5] “เปิดพิมพ์เขียว’ท่าเรือน้ำลึกทวาย’ศูนย์กลางเศรษฐกิจตะวันตก” http://www.suthichaiyoon.com/detail/19561

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s