อัมพวา….จะทำอย่างไรต่อไปดี?

By Mallika Pupa Kosolsak

 

มีหลายกระแสออกมามากมายเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของ “ชุมชนอัมพวา” ที่จะไร้ซึ่งวิถีชีวิต ดั้งเดิมของคนในพื้นที่ ซึ่งชุมชนอัมพวาเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์ เป็นมรดกของชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นชุมชนตัวอย่างที่สร้างมิติการท่องเที่ยวริมน้ำ ที่มีทัศนียภาพที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง เรื่องเกิดขึ้นโดย สิ่งเหล่านี้ได้ค่อยๆถูกทำลายไปจากการที่พวกนายทุนต่างๆ ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินจากคนในชุมชน เพื่อแสวงหากำไรเข้าตัว โดยมาทำเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่กลมกลืนกับวิถีถิ่น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และได้ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าจริงๆ….จนกลายเป็นว่าพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมากกว่าความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่จริงๆ แล้วทีนี้เราจะทำชุมชนนี้ให้เกิดความสมดุลขึ้นได้อย่างไร? คงเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจของทุกคน….

 

(รูปซ้าย-รูปกลาง): ตึกอาคารของโรงแรมที่กำลังถูกสร้างขึ้น  (รูปขวา): แบบอาคารของโรงแรมที่กำลังจะสร้าง
ที่มาของภาพ : กัญญารัตน์ ศรีธินนท์, https://www.facebook.com/photo.php?fbid=208546265941429&set=a.208546252608097.45018.191353210994068&type=1&relevant_count=1

 

โดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็มีออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งส่วนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ได้บอกไว้ว่า…คนในพื้นที่สามารถที่จะเลือกทางเดินชีวิตและเลือกความเป็นอยู่ของเขาเองได้ โดยที่ไม่ต้องมาตอบสนองความต้องการของคนกรุงเทพฯที่มาท่องเที่ยวอย่างเดียว และอัมพวาตอนนี้ก็ไม่ใช่วิถีชีวิตดั้งเดิมแล้ว อีกทั้งบ้านไม้เก่าๆโทรมๆแบบดั้งเดิมของอัมพวาก็ไม่ได้น่าเที่ยว และควรค่าแก่การอนุรักษ์ รวมถึงชาวบ้านแถวอัมพวาเขาก็ต้องการความเจริญเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็ได้บอกว่า…อัมพวาเป็นได้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะวิถีชีวิตดั้งเดิมอันแสนคลาสสิคที่เป็นตัวตนของเขา และการที่จะสร้างโรงแรมขึ้น สุดท้ายรายได้ก็ตกเป็นของโรงแรมกับลูกจ้างของเขาแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่อัมพวา ก็สามารถที่จะทำได้ แต่ต้องให้ชาวบ้านกับภาครัฐมาคุยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้นายทุนบุกเข้าไปกว้านซื้อที่มาสร้างโรงแรมจนหมด

จากหลากหลายมุมมอง หลากหลายความคิด จนทำให้คนบางคนต้องมาทะเลาะกัน แต่ในทางตรงกันข้ามเราควรที่จะหาทางออกร่วมกันมากกว่า  โดยการหาจุดสมดุลของการพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งถ้ามองคุณค่าของชุมชนอัมพวาแล้วนั้น ถือว่าเป็นชุมชนที่มีคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ โดยเป็นชุมชนต้นวงศ์ราชินิกุลแห่งราชวงศ์จักรี มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรบกับพม่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ ,ด้านระบบนิเวศ เป็นบริเวณที่มีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย จึงเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลายที่สุดของประเทศ ฯลฯ และด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นชุมชนริมน้ำที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบไทยภาคกลางดั้งเดิมที่สมบูรณ์และหาดูได้ยากในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีวัดและโบราณสถานที่สำคัญมากมายในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและนำมาซึ่งการยกระดับของมูลค่าของที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเห็นใจคนในชุมชนด้วยเช่นกันว่า ในเมื่อเขามีโอกาสที่จะสามารถเพิ่มรายได้เพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น อีกทั้งการที่ยังไม่มีรัฐบาลหรือคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนเขาเท่าที่ควร การที่จะขายที่ดินให้กับนักลงทุนรายใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิเสธ

แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หากพวกเราเห็นความสำคัญของพื้นที่นี้ร่วมกัน รัฐบาลเล็งเห็นว่ามันมีคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้และเราควรจะเก็บรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนไทยทุกคนและประชาคมโลกของความเป็นมาของชุมชนริมน้ำในภาคกลางแห่งนี้ เราก็ควรที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ถูกต้องและยั่งยืน โดยอาจจะสนับสนุนให้รัฐบาลมีการจ่ายเงินค่าชดเชยในโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียไป ช่วยเหลือสนับสนุนฟื้นฟูชุมชนอัมพวาในจุดที่เหลืออยู่ สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชนเพื่อให้เกิดแหล่งงาน คนในชุมชนจะได้ไม่จำเป็นต้องย้ายออก รวมทั้งสร้างทัศนคติที่ดีต่อชุนชนอัมพวาเอง และที่สำคัญต้องมีการออกกฎหมายควบคุมทางผังเมืองอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบจากนักลงทุนในที่สุด เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เขาเกิดความตระหนักและเห็นว่าชุมชนของเขามีคุณค่าแก่การเก็บรักษาเพียงใดและพวกเขาไม่ได้ถูกปล่อยละเลย อีกทั้งสิ่งที่เขากำลังจะได้รับมันคุ้มค่าและน่าภูมิใจกว่าการที่เขาจะต้องขายที่ดินไปให้กับนักลงทุนรายใหญ่ภายนอก เพื่อให้ชุมชนอัมพวายังคงเป็นสมบัติของประเทศชาติต่อไป โดยเราอาจจะใช้เครื่องมือทางการผังเมืองเป็นตัวขับเคลื่อน นั่นก็คือ การอนุรักษ์ (Urban Conservation) นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องเกิดจากการศึกษา กระบวนการคิด การวิเคราะห์และการหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวมีหลากหลายวิธี การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ที่เล็งเห็นแล้วว่าชุมชนนั้นควรค่าแก่การรักษาและฟื้นฟู ซึ่งการนำเอาหลักการอนุรักษ์มาพัฒนาพื้นที่ ถือว่ามีประโยชน์และมีคุณค่าต่อมรดกทางวัฒนธรรม ที่เปรียบเสมือน น้ำซึมบ่อทราย ที่ซึมซับไม่รู้จบ ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่การอนุรักษ์ชุมชนหรือเมืองที่มีอัตลักษณ์เป็นการรักษาผลประโยชน์และเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อยู่อาศัยเดิม ชุมชนเดิมยังอาศัยอยู่ได้ และเสิร์ฟความต้องการหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการอนุรักษ์ไม่ใช่การอยู่กับที่อย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกัน มันมีการพัฒนาควบคู่ไปตามสังคมในแต่ละยุคสมัย จึงเห็นได้ว่าชาวบ้านในชุมชนที่มีอยู่เดิม ก็ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน เราจึงควรพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งบ้านที่มีความเสื่อมโทรมและบ้านที่มีการพัฒนาแล้วบ้าง แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐก็ควรที่จะต้องเข้ามาช่วยเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณะอาคารเหล่านั้นให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งการอนุรักษ์นั้นจะต้องมีมุมมองที่มองเห็นคุณค่าของกาลเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเศรษฐกิจ ซึ่งการอนุรักษ์อะไรซักอย่างเราจะต้องมีแนวร่วม มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ต้องนำความสร้างสรรค์มาถ่ายทอด ต้องมีศรัทธา ความเชื่อ ความรักและความมุ่งมั่น แล้วเมื่อการอนุรักษ์สำเร็จ ก็จะสามารถเป็นแหล่งชุมชนตัวอย่างในการสร้างพลังขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นกับแหล่งชุมชนอื่นๆต่อไป และเกิดเป็นโครงข่ายที่สามารถพัฒนาไปร่วมกันได้ อีกทั้งยังเป็นเกียรติภูมิให้แก่ทุกๆคนที่ร่วมมือช่วยกันอีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาชุมชนอัมพวาจึงควรพัฒนาอย่างเหมาะสมให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบริเวณนั้น คือ ทั้งอนุรักษ์อาคารบ้านพักอาศัยบริเวณริมน้ำ ให้บ้านมีความสวยงามมากขึ้น อนุรักษ์คลอง คุณภาพน้ำ รักษาภูมิทัศน์  รวมทั้งอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนอัมพวามีร่องรอยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมให้แก่คนรุ่นหลังได้สัมผัส และให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นได้แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมและวัฒนธรรม และอาจจะไม่ใช่ของเดิมทั้งหมดทุกสรรพสิ่ง แต่ก็ต้องรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด รวมถึงการคิดริเริ่มใหม่ ให้ชุมชนนี้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

 

(รูปซ้าย): เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย (รูปกลาง): เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (รูปขวา): เกาะรัตนโกสินทร์ ประเทศไทย
ที่มา : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000068789, http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=grizzlybear&month=11-2010&date=17&group=76&gblog=36, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331097364

 

ถ้าพูดถึงในต่างประเทศเขาก็มีการพัฒนาเมืองเชิงอนุรักษ์เช่นกัน ซึ่งพวกเขาค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของการปรับทัศนคติของผู้คน เพื่อก่อให้เกิดพลัง เป็นโครงข่ายในการร่วมมือช่วยกันอนุรักษ์รักษาและพัฒนาเมืองต่อไป เช่น เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองที่ไม่ต่างจากภูเก็ตในบ้านเรา การบริหารจัดการของเขาเริ่มตั้งแต่คนในท้องถิ่น พวกเขาไม่ต้องรอภาครัฐหรือส่วนกลางให้มาลงมือจัดการเพียงอย่างเดียวแต่พวกเขาร่วมมือร่วมใจช่วยกันจัดการบ้านเมืองให้ดีขึ้น จึงประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นมรดกโลก อีกทั้งเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คนโตเกียว เขามีความเชื่อว่าเขาจะสามารถทำให้เมืองเขาดีและน่าอยู่ได้ ซึ่งมีการรวมกลุ่มย่อยต่างๆมากมายประมาณพันกว่ากลุ่ม เรียกว่า NPO ที่จะคอยสนับสนุนกิจกรรมของเมือง เช่น กลุ่มซ่อมบ้าน กลุ่มนายหน้าเชื่อมต่อระหว่างคนที่อยากเช่าอาคารกับเจ้าของ โดยให้ศิลปินเข้าไปซ่อมแซมเอง ไม่ผ่านนักพัฒนารายใหญ่ มีการสนับสนุนให้คนอยู่ได้ด้วย เช่น มีคู่มือซ่อมแซมบ้านให้ดีขึ้น เน้นให้คนอยู่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ส่วนรัฐบาลเกียวโตก็จะค่อยๆสื่อสารให้เข้าใจกับคน เพื่อให้คนที่อยู่เดิมเข้าไปอยู่ในกระบวนการของความสร้างสรรค์หรือพยายามให้เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น เป็นต้น เมืองเกียวโตจึงประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นมรดกโลกเช่นกัน  ส่วนในประเทศไทยก็มีเช่นกัน เช่น ในกรุงเทพฯ บางพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ที่เป็นเขตเมืองเก่า ได้มีกฎระเบียบรองรับอยู่แล้วว่าควรจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นในรูปแบบไหนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยและเข้ากับสภาพแวดล้อมไปพร้อมๆกัน ซึ่งหลายๆเมืองที่ประสบความสำเร็จได้นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วล้วนเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นและการสนับสนุนจากทางภาครัฐช่วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนในชุมชนในอัมพวาต้องตระหนักเพิ่มมากยิ่งขึ้น

แต่ปัญหาของเมืองไทยคือ ความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล ที่ถึงแม้จะมีออกมา แต่กระบวนการวิธีปฏิบัติที่ลงไปถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ไม่มี รวมทั้งทัศนคติ และความร่วมมือของคนในด้านการอนุรักษ์ยังมีน้อย เลยทำให้คนยอมขายทรัพย์สินของตนเองไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การพัฒนาชุมชนอัมพวา ในเชิงอนุรักษ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจกันของหลายๆมิติ ทั้งตัวชุมชนในพื้นที่เอง นักผังเมือง นักพัฒนา รัฐบาล เป็นต้น ซึ่งคนในชุมชนเองถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ที่จะทำให้เมืองพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและถูกต้อง รวมทั้งต้องร่วมมือหาทางป้องกันและจัดการบ้านเรือนริมน้ำที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไร และหาจุดสมดุลระหว่างพื้นที่ที่ได้สร้างไปแล้วและป้องกันการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต โดยสร้างโมเดลเพื่อป้องกันการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ และทำเช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อื่นๆในประเทศด้วย เพราะ ถ้าหากว่าทุกฝ่ายเพิกเฉย ไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเข้ามาของนักพัฒนารายใหญ่ โดยไม่มีการควบคุม และไม่เหลือร่องรอยของความเป็นอัมพวาแล้วนั้น ก็อาจทำให้อัมพวากลายเป็นเพียงตำนานที่ควรค่าแก่ความทรงจำเท่านั้น และอัมพวาก็อาจจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวที่กำลังจะประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ก็เป็นได้….

 

———

อ้างอิง

1)http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~pwannasi/amphawa%2014%20jan%202011.pdf
2) http://networkedblogs.com/AO0LS
3) http://www.youtube.com/watch?v=m_b3vwiOoqo&feature=share

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s