พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่1) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part I]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทเริ่ม

การขยายตัวของความเป็นเมืองที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ ยังปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุ่งรังสิต เป็นพลวัตรที่ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องกันในหลายมิติทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิทัศน์ของทุ่งรังสิต ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ส่งผลให้ต่อพัฒนาการความเป็นเมือง กล่าวคือ การขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองภายหลังจากการพัฒนาโครงการชลประทานโดยการขุดคลองอย่างเป็นระบบ อันทำให้มีการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนริมคลอง และต่อมาได้มีพัฒนาการที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ที่ส่งผลให้ความเป็นเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมหลัก รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระจายตัวไปตามถนนสายหลักเรียบคลองรังสิต คลองซอย และพื้นที่เขตอุตสาหกรรม จวบจนในปัจจุบันที่มีพัฒนาการควบคู่ไปกับขยายตัวของกรุงเทพฯ แบบมหานคร  เกิดเป็นการขยายตัวเมืองต่อเนื่องเป็นเมืองเดียวกัน  และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต

Image

บึงหนองสัญลักษณ์ของทุ่งรังสิต ถูกแทนที่ด้วยบ้านจัดสรร
ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=23323

1. ความเป็นเมืองคืออะไร? 

“เมือง” ได้รับการนิยามที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยบนพื้นฐานที่แสดงถึงพื้นที่ที่มีขอบเขตแยกออกจากชนบท และมีแบบแผนของการจัดองค์กรภายในที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความหมายกว้าง ๆ ของเมือง หมายถึง การตั้งถิ่นฐานถาวรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างถาวร ประกอบด้วยอาคารบ้านเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับประชากรจำนวนมาก และมีความหนาแน่นที่อยู่ในระดับสูง

พัฒนาการของความเป็นเมือง เป็นกระบวนการของโครงสร้างทางสังคมที่ก่อให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นพลวัต เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงประชากร กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่มีการกระจุกตัวบนพื้นที่ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ สิ่งที่สัมพันธ์กับพัฒนาการความเป็นเมืองโดยเฉพาะ คือ การกระจุกตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ หรือที่เรียกว่าความหนาแน่น (Werner Z. Hirsch 1973 อ้างใน กรช เพิ่มทันจิตต์ 2536)

จวบจนปัจจุบัน พัฒนาการของความเป็นเมืองนี้นับได้ว่าเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่อย่างรุนแรงและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในศตวรรษนี้ หน่วยงานทางด้านประชากรศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ  ได้รายงานไว้ว่า ปี พ.ศ. 2551 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งมีการตั้งถิ่นฐานในเมือง และจากรายงานฉบับเดียวกันได้มีการคาดการณ์ว่า เมืองเหล่านี้จะต้องรองรับประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอีกรวมกว่า 5 ล้านล้านคนภายในปี พ.ศ. 2583 โดยมีศูนย์กลางของการกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย และอัฟริกา (UNFPA 2007)

2. พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร

ตามเอกสารบันทึกการเดินเรือของ เลอร์แบร์ เดอร์ ลา (Loubere de la) ในทศวรรษที่ 1690  ได้บรรยายถึงลักษณะภูมิทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในสมัยอยุธยา ว่ามีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำ และมีสภาพเป็นทุ่งหญ้าชุ่มน้ำขนาดใหญ่อยู่ จวบจนภายหลังการล่มสลายของยุคอยุธยา จึงได้มีการย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาสู่บริเวณชุมชนบางกอกเดิม ที่ตั้งอยู่บนดินตะกอนปากแม่น้ำ และต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศในยุครัตนโกสินทร์ การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองในบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำจึงมีพัฒนาการอย่างจริงจัง มีการขุดคลองลัดแม่น้ำ คลองคูเมือง และคลองเชื่อมแม่น้ำ และเริ่มมีการอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรม (อ้างใน ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

Image

แผนที่ 1: แสดงพื้นที่ทุ่งหญ้าชุ่มน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในสมัยอยุธยา ก่อนการขุดคลองลัด
ที่มา:       ปรับปรุงแผนที่เดิมจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul                               คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ในระยะเริ่มต้นของการก่อสร้างเมือง กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ประมาณ 4.14 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,589 ไร่  และได้เริ่มมีการอพยพของประชากรเข้ามาอยู่อาศัยภายในเขตกำแพงเมือง บริเวณริมคลองใกล้กำแพงเมือง รวมทั้งตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันตก จวบจนถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ได้มีการขยายเมืองออกไปอีกชั้นหนึ่งด้วยการขุดคลองคูเมืองชั้นนอก อีกทั้งได้เริ่มมีการสร้างระบบคมนานาคมทางบกโดยการสร้างถนนเจริญกรุง บำรุงเมือง และเฟื่องนคร รวมทั้งถนนสีลม จนทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองไปทางด้านทิศใต้ของพระนคร ซึมีหลักฐานว่าในปี พ.ศ. 2443 กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เมืองเพิ่มมากขึ้นเป็น 13.32 ตารางกิโลเมตร หรือ 8,330 ไร่โดยประมาณ ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มได้มีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ส่งผลให้กรุงเทพมหานครมีการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องไปทางทิศเหนือของพระนคร ที่มีการสร้างถนนราชดำเนินและสะพานเชื่อมพื้นที่พระบรมหาราชวังและเขตพระราชใหม่  ทั้งยังมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในพื้นที่เมือง อาทิเช่น รถราง ประปา ไปรษณีย์ ตลอดจนก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปยังสมุทรปราการ และต่อมาไปยังอยุธยา การพัฒนาทั้งหมดที่ได้อิทธิพลและแบบอย่างมาจากชาติตะวันตกสืบเนื่องอย่างต่อเนื่องมาถึงรัชสมัยของรัชการที่ 6 และ 7 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนเพิ่มเติมโดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกของเมืองและการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพื่อเชื่อมเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้กรุงเทพมหานครมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปเป็นอย่างมาก (สำนักผังเมือง 2547 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

ภายหลัง ปี พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ ได้ส่งได้ส่งผลให้ความเป็นเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมหลัก อย่างรวดเร็วและรุนแรง กระจายตัวไปตามถนนสายหลักในพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ

ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,568 ตารางกิโลเมตร หรือ 980,568 ไร่โดยประมาณ ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเมื่อครั้งได้รับสถาปนาเป็นเมืองหลวงกว่า 378 เท่าตัว มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นถึง 50 เขต โดยได้มีการจัดแบ่งเขตเรียงเป็นชั้น ๆ ตามการตั้งถิ่นฐานของชุมชน คือ 1) เขตชั้นใน (Inner City) ประกอบด้วยศูนย์กลางเมืองเดิมซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สถาปนาเมือง และพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเขตต่าง ๆ อีก 21 เขตการปกครอง ที่ส่วนใหญ่มีความหนาแน่นเกินกว่า 10,000 คนต่อตารางกิโลเมตร 2) เขตชั้นกลางหรือรอยต่อเขตเมือง (Urban Fringe) ประกอบด้วย 22 เขตปกครองซึ่งมีการขยายตัวของประชากรอย่างต่อเนื่องในรัศมีระหว่าง 10 – 20 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางเมือง และ 3) เขตชั้นนอกหรือเขตชานเมือง (Suburb) ประกอบด้วย 11 เขตปกครอง ซึ่งยังมีลักษณะเป็นพื้นที่ว่างและพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเกินกว่า 20 กิโลเมตร (ที่มา: สำนักผังเมือง 2547 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

นอกเหนือจากการขยายตัวของพื้นที่เมืองภายในพื้นที่ส่วนที่เป็นกรุงเทพมหานครเองแล้ว พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ยังขยายตัวต่อไปยังจังหวัดข้างเคียงที่อยู่ติดกันตามลักษณะการเติบโตของเมืองแบบมหานคร (Metropolis) ซึ่งหมายถึงเขตพื้นที่เมืองที่มีการผสมผสานทางสังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันตามการขยายระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยได้รวมพื้นที่ของ 5 จังหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี รวมพื้นที่ทั้งหมด 7,761 ตารางกิโลเมตร และจากลักษณะการพัฒนาของประเทศที่ผ่านมาที่ทำให้กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นเมืองที่มีความเป็นเอกนคร (PrimateCity) สูง (อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551) ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการจัดการบริหาร เศรษฐกิจ การค้า การศึกษา การสาธารณะสุข การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและการสื่อสาร อีกทั้งความได้เปรียบจากโครงสร้างของระบบคมนาคม ส่งผลให้การพัฒนาความเป็นเมืองของภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR – Bangkok Metropolitan Region) เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงการขยายตัวของพื้นที่และการเติบโตของประชากร การจ้างงานและเศรษฐกิจ (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551) จนในปัจจุบันยากที่จะแยกเขตของกรุงเทพมหานครกับเขตของจังหวัดปริมณฑลเหล่านี้ได้เลย เพราะมีความต่อเนื่องของเมืองที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองเดียวกัน (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม 2524 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้เกิดการขยายพื้นที่ความเจริญจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ไปสู่จังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เกิดเป็นการขยายตัวของเมืองไปยังเมืองที่ต่อเนื่องติดต่อกันตามระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค หรือที่เรียกว่า อภิมหานคร (Megalopolis) ทำให้เกิดเป็นการกำหนดเขตพื้นที่ส่วนขยาย (EBMR – Extended Bangkok Metropolitan Region) ซึ่งรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เข้ากับอีก 7 จังหวัดใกล้เคียง คือ พระนครศรีอยุธยาและสระบุรีทางภาคเหนือ ทางทิศตะวันตกขยายไปทางจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี และยังขยายไปถึงตลอดแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง (สำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติและสังคม อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

(ติดตามตอนต่อไป โปรดคลิก..)

ตอนที่ 2: พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ
ตอนที่  3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

———————————————————————-

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand  Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s  Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year  2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of  Thailand’s Rice Bowl.

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s