พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่ 2) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part II]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ 

ทุ่งรังสิต ปี2505 ต่อมาคือห้างฟิวเจอร์พาร์คในปัจจุบัน
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/lifestyle/2009/02/03/news_12699.php

พื้นที่รอบกรุงเทพมหานคร ได้รับการขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมชั้นดีของประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพปัจจัยที่ตั้งที่อยู่บนที่ราบลุ่มแม่นำเจ้าพระยาตอนล่างหรือดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ อันเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ เทลาดลงสู่อ่าวไทยทีละน้อย จึงทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสาขาหลายสายไหลไม่รุนแรงเพียงพอที่จะกัดเซาะพื้นน้ำให้ลึกได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นเส้นตรงได้ จึงเกิดเป็นสายน้ำที่คดเคี้ยวที่มีตะกอนสะสมจนเกิดเป็นเกาะกลางน้ำหรือสันดอนขึ้น จากลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว ส่งผลให้พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าว (สวาท เสนาณรงค์ 2516 อ้างใน ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525)

นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว การจัดการน้ำก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมที่นอกจากจะใช้ในกระบวนการเพาะปลูก ยังรวมถึงในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย  โดยไม่เพียงจะมีการพยายามใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแม่น้ำแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์จากคลองธรรมชาติซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำนั้น ๆ อีกทั้งหากคลองที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการก็มีการขุดคลองเป็นคลองแยกและคลองซอยจากแม่น้ำเพิ่มเติมไปยังพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไป

จากการศึกษาถึงความเป็นมาและวิวัฒนาการของการขุดคลองในกรุงเทพ มหานครและบริเวณใกล้เคียง ของปิยนาถ บุญนาคและคณะ รวมทั้งการศึกษาวิวัฒนาการของการพัฒนาที่ดินบริเวณที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาของ ธนวัตร จารุพงษ์สกุล ทำให้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีผลต่อการทำการเกษตรกรรมชานเมืองกรุงเทพฯ  โดยแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงดังนี้

3.1  ยุคเริ่มต้นการพัฒนาก่อนสนธิสัญญาเบาริ่ง 

การขุดคลองในสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

ถึงแม้การพัฒนาที่ดินภายหลังจากการสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศ จะยังมีลักษณะที่ยังคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา กล่าวคือ การขุดคลองส่วนใหญ่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 และ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างเมืองและขยายเมืองหลวง คือ (1) คลองหลอด  และ (2) คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง การขุดคลองลัดแม่น้ำเพื่อเป็นการคมนาคมทั้งเพื่อการติดต่อค้าขายและทางทหาร อย่างไรก็ตามได้เริ่มมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาจับจองที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและเริ่มทำการเกษตรกรรมในพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกของพระนคร ริม (3) คลองบางกะปิที่ขุดต่อคลองคูเมืองใหม่ ต่อมาภายหลังในรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะชักจูงให้ชาวนาจากรอบนอกกรุงเทพฯ ให้อพยพมาตั้งถิ่นฐานการทำนากันในบริเวณริมคลองที่ขุดใหม่สายยาว ที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน และแม่กลองทางทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ คือ (4) คลองสุนัขเห่าหอน และกับแม่น้ำบางประกงทางทิศตะวันออก คือ (5) คลองแสนแสบ

3.2    ยุคขยายการพัฒนาภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง

การขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ได้มีการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่เมืองหลวง คือ (6) คลองผดุงกรุงเกษม (7) คลองหัวลำโพง (8) คลองสาทร และภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2389 ได้ส่งผลให้การค้าขายภายในเมืองและการค้าขายกับต่างประเทศได้เจริญขึ้นโดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตร อาทิเช่น ข้าว น้ำตาล พริกไทยเป็นต้น จึงทำให้เริ่มมีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมจากการขุดคลอง โดยเฉพาะจากแถบตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะเปลี่ยนที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นนา ได้แก่ (9) การขุดคลองพระปฐม (10) คลองมหาสวัสดิ์ (11) คลองภาษีเจริญ และ (12) คลองดำเนินสะดวก ซึ่งลักษณะของคลองที่ขุดในสมัยนี้ยังไม่ใช่งานชลประทานที่แท้จริง เพราะยังคงต้องอาศัยการหนุนของน้ำจากแม่น้ำเป็นตัวส่งน้ำเข้าคลอง อย่างไรก็ตามที่ดินริมคลองขุดเหล่านนี้ส่วนใหญ่ถูกพระราชทานให้แก่พระราชวงศ์ และขุนนางข้าราชการชั้นสูง จึงมักถูกปล่อยทิ้งว่างเปล่าหาได้ใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

3.3    ยุคเจริญก้าวหน้าของการพัฒนา

การขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ 5
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย รวมทั้งขยายพื้นที่เกษตรกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อนำผลิตผลไปค้าขายกับต่างประเทศเช่นเดียวกับในรัชสมัยที่ผ่านมา แต่ด้วยระยะเวลาการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 ที่ยาวนานถึง 42 ปีเศษ จึงทำให้ทรงสามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้ในแทบทุกด้าน ซึ่งรวมทั้งตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นมาดูแลการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูกอย่างจริงจังมากกว่ายุคก่อน ๆ อีกทั้งยังได้ออกกฎข้อบังคับวางระเบียบในการขุดคลอง เรียกว่า “ประกาศขุดคลอง” เพื่อเป็นการควบคุมสิทธิการครอบครองที่ดินสองฝังคลองที่ขุดขึ้นใหม่ ที่มุ่งเน้นให้มีการใช้ที่ดินอย่างสูงสุดเพื่อการเพาะปลูกมากกว่าการถือครองเพื่อเก็งกำไร ซึ่งต่อมาได้ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้เอกชน หรือบริษัทเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาลให้เป็นผู้ดำเนินการขุดคลองและได้สิทธิในการดูแลรักษาคลองเป็นจำนวนมาก ตามลำดับปีดังนี้  (13) คลองเปรมประชากร (14) คลองนครเนื่องเขต (15) คลองทวีวัฒนา (16) คลองประเวศบุรีรมย์ (17)คลองนราภิรมย์ (18) คลองเปร็ง (19) คลองนิยมยาตรา (20) คลองรังสิต (21) คลองหลวงแพ่ง (22) คลองอุดมชนจร (23) คลองเจริญ และ (24) คลองบางพลีใหญ่ ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยเป็นที่ลุ่มน้ำขัง และปล่อยรกร้างขนาดใหญ่แถบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เกิดเป็นปรากฏการณ์ “ตื่นที่ดิน” ที่ทำให้เกิดการอพยพและจับจองที่ดินในพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเหล่านี้เป็นอย่างมาก

3.4    ยุคปรับปรุงการพัฒนาโครงการชลประทาน

หลังการขุดคลองและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่นาหลายแห่ง เช่น ในพื้นที่ทุ่งรังสิต ไม่สามารถใช้งานได้ ประกอบกับพื้นที่เกษตรกรรมใหม่หลายแห่งอยู่ห่างไกลจากเขตพระนครมากจึงทำให้ไม่มีความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดปัญหาในการอยู่อาศัย จนชาวนาบางส่วนได้อพยพออกจากพื้นที่ เป็นที่สังเกตว่า ปัญหาหลักของการขาดแคลนน้ำในคลองที่ขุดเสร็จนั้น เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำในคลองได้ จึงทำให้มีปัญหามากโดยเฉพาะการขาดน้ำและเกิดการตื้นเขินขึ้น โดยในปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 และ ตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 และ 7 รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็นที่จะต้องนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยปรับปรุงระบบคลองขุด โดยมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา และแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมบนพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ออกเป็นพื้นที่ที่มีชลประทานโครงการย่อย ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งในปัจจุบัน ประกอบด้วยตัวอย่างโครงการที่สำคัญ คือ โครงการชลประทานป่าสักใต้ โครงการชลประทานเชียงราก – คลองด่าน โครงการชลประทานแม่น้ำสุพรรณ โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์

4. พื้นที่สีเขียวชานเมืองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ผังกลยุทธ์ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี 2565
ที่มา: รายงานสรุปสำหรับผู้บริหาร EXECUTIVE SUMMARY REPORT” กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดย บริษัทคอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด

ตามผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600 ได้กำหนดลักษณะการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเขตชั้นนอกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ใน จังหวัดนครปฐม พื้นที่อำเภอบางเลน ดอยตูม นครชัยศรี สามพราน และบางส่วนของอำเภอเมือง และกำแพงแสน จังหวัดสมุทรสาคร ในอำเภอบ้านแพ้วบางส่วน จังหวัดนนทบุรี ในอำเภอไทรน้อย บางใหญ่ บางบัวทอง ลาดหลุมแก้ว และพื้นที่ที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดปทุมธานี พื้นที่อำเภอหนองเสือ ด้านตะวันออกของอำเภอธัญบุรี ลำลูกกา คลองหลวง จังหวัดสุมปราการ ในอำเภอบางบ่อบางส่วน และกรุงเทพมหานคร ในเขตหนองจอก ลาดกระบัง และบางขุนเทียน (ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551) มีพื้นที่รวมประมาณ 4,996 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 65 โดยประมาณของพื้นที่ภาคทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรกรรมระดับสูง ถึง 3,191 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของพื้นที่ภาคทั้งหมด และอีกทั้งพื้นที่เกษตรกรรมที่มีมูลค่าทางที่ดินสูงเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองเหล่านี้ บางส่วนจึงได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ โดยอนุรักษ์และสงวนพื้นที่เกษตรกรรมไว้ เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกล้ำและความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งเป็นพื้นที่สีเขียวที่สนับสนุนให้เกิดความน่าอยู่ของเมืองอีกด้วย (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551)

(ติดตามตอนต่อไป โปรดคลิก..)

ตอนที่ 1: พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

———————————————————————-

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand  Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s  Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year  2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of  Thailand’s Rice Bowl.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s