จากแผน 1 ถึงปัจจุบัน: อะไรคือสิ่งขับเคลื่อนให้กรุงเทพเป็นอย่างทุกวันนี้ ?

By Wijitbusaba Ann Marome

Done_Back_ENG_Ann edited

การพัฒนากรุงเทพมหานครและผลที่เกิดขึ้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 ถึง 11
(ที่มา: โครงการวิจัย CCaR, Bangkok)

กทม. ในทุกวันนี้มีทั้งด้านดีและไม่ดีในปัจจัยเดียวกัน เช่น เราไม่ขาดแคลนน้ำใช้ แต่ถ้าดูแลไม่ดี หรือเกิดอุทกภัยพัดพาขยะมา น้ำก็จะกลายเป็นน้ำเสียและแหล่งเพาะเชื้อโรคได้  ดังนั้นก่อนเราจะไปดูอนาคต เรามาย้อนดูอดีตกันสักหน่อย ว่า กทม. พัฒนามาจากพื้นฐานอะไร  ภาพประกอบบทความเป็นกราฟฟิก timeline แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร (หมายเหตุ-  ในช่วงแรกของแผนพัฒน์ฯ ยังไม่มีแผนพัฒนา กทม.)

ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1  ที่มีสาระสำคัญเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ นำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ควบคู่ไปกับการออกเครื่องมือควบคุมการพัฒนาเมืองในปีก่อนหน้า (พ.ศ. 2503) นั่นคือ ผังนครหลวง หรือ ผัง Litchfield โดยมีระยะของแผน 30 ปี ผังดังกล่าวประกอบด้วยแผนผังการใช้ประโยชน์ ที่ดิน แผนผังโครงการคมนาคมและขนส่ง และแผนผังโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ กทม. (พระนครและธนบุรี) เท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมปริมณฑล

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การพัฒนาเน้นพื้นที่เมืองเท่านั้น โดยเฉพาะมากระจุกอยู่ใน กทม. จึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยนโยบายลดช่องว่างต่างๆ ตั้งแต่ แผนพัฒนาฉบับที่ 2, 3 เรื่อยมา (เช่น การกระจายรายได้ การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข มากขึ้น)

การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคที่เทหนักมาที่ กทม. นั้น ทำให้ กทม. ต้องมีการปรับผัง Litchfield ในปี 2514 เนื่องมาจากว่า 1) คนอพยพเข้ามาใน กทม. มากกว่าที่คาดการไว้ และ 2) ผัง Litchfield ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ในปี พ.ศ. 2518 นี้เอง ที่เราเริ่มมีเครื่องมือในการบังคับใช้ผังเมืองรวม คือ พรบ. การผังเมือง พศ. 2518 มีไปเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ หรือผังสี ทีเราเห็นๆ กัน ไม่ให้เมืองขยายมากเกินไป และเริ่มมีแผนพัฒนา กทม. ฉ.1 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา กทม.

เครื่องมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผังหรือมาตรการทางการผังเมือง ก็ยังไม่ได้ทำให้ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของคน เข้ามาสู่กทม. ลดน้อยลง เนื่องมาจาก 1) การพัฒนาเมือง กทม. ในลักษณะโตเดี่ยว หรือ เป็นศูนย์กลางของความเจริญทุกอย่าง จากแผน 1 เป็นต้นมา และ 2) กทม. ได้ขยายอย่างไร้ทิศทาง ดังจะเห็นได้ชัด จากผลพวง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ 2530) ร่วมกับนโยบายของรัฐบาลพลเอก ชาติชายฯ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล  การอพยพ ย้ายถิ่นเข้า กทม. จึงมีมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

ประเด็นคือ การพัฒนา ทั้งระดับชาติ และ กทม. เน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐาน หรือ การเปิดเสรีทางการเงิน แต่การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ให้คงอยู่ได้ การพัฒนาเป็นแบบนี้เรื่อยมา จนเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 2540 เงินบาทลอยตัว เราต้องไปกู้ IMF ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2538 ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ได้เตรียมรับน้ำเอาไว้  ซึ่ง ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ แผนพัฒนาฯ ตามไม่ทัน

ดังนั้น ในแผนพัฒนาฯ ฉ. 8 (2540) จึงเน้นการพัฒนาที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศไทย ในการพัฒนาทางปัจจัย governance หรือ ธรรมาภิบาล จนนำมาสู่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดขึ้นมาในแผนพัฒนาฯ ที่ 9

และต่อมาในปี 2542 เราได้มีผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยได้มีการทำพื้นที่รับน้ำ (แต่สมัยนั้นยังไม่เรียก floodway แบบนี้) ในเขตทางตะวันออก ได้แก่ มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสาม หนองจอก และทางตะวันตก คือ ตลิ่งชัน และได้มีการควบคุมการพัฒนามากขึ้นใน  ต่อมา ผังเมืองรวม ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2549) ถึงการกำหนด FAR หรือจำนวนชั้นที่สร้างได้ ทำให้ในพื้นที่ floodway เหล่านี้ ถ้าจะทำการจัดสรร ที่ดิน 1 แปลง ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1000 ตรว. นั่นคือ ไม่สนับสนุนให้มีการสร้างบ้านจัดสรรนั่นเอง แต่มาตรการต่างๆ และการบังคับใช้ของผังเมืองรวม ก็ยังไม่สามารถควบคุมการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ดังนั้น หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงกดดัน ต่อผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งฉบับร่างเพื่อทำประชาพิจารณ์ จะเห็นได้ว่า เขตตลิ่งชันแต่เดิมกำหนดให้เป็น พื้นที่รับน้ำ ได้ถูก upzone ให้เป็น พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และพื้นที่ชนบท เกษตรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาจริง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ผังเมืองรวม ยังตามหลังการพัฒนาเมืองอยู่มากเนื่องจากมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ประเด็นคือ 1) ในเมื่อการพัฒนาเมืองไปไกลและเร็วกว่าผังเมืองจะควบคุมได้ และ 2) การพัฒนาเมืองจากอดีตทีผ่านมา เน้นหนักการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับอุทกภัย  ซึ่งถ้าระบบเหล่านี้ล้มเหลวลง สังคมหรือคน จะสามารถรับมือ หรือปรับตัวต่อภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างไร  ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีจะผลักภาระไปให้ประชาชนจัดการตัวเอง ก็คงวุ่นวาย….

การพัฒนาเมืองในอนาคต เราจึงควรมองปัจจัยการพัฒนาต่างๆ (ไม่แค่การพัฒนาเศรษฐกิจ) เป็นองค์รวม น่าสนใจว่า ช่วง 30 ปีข้างหน้า กทม. จะเป็นอย่างไร การพัฒนาอาจจะรุนแรงและรวดเร็วกว่าอดีตก็เป็นได้

Advertisements

เอะอะอะไร… ก็ย้ายเมืองหลวง

By Mallika Pupa Kosolsak
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จากแผนโครงการพัฒนาต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการ และเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับคนในเมือง และจากความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เป็นไปอย่างก้าวหน้า ส่งผลให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างง่ายดาย และรวดเร็ว ซึ่งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของเมืองนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจหลักของการสร้างเมือง ซึ่งจะต้องมีการจัดสรรให้กับคนในเมืองนั้นๆ อีกทั้งต้องเพียงพอรองรับกับจำนวนคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา นักวิชาการบางคนได้ให้เหตุผลว่า สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้มาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสม และการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ที่ไม่ควรพัฒนา ไม่สอดคล้องกับผังเมืองรวม เช่น การสร้างถนน ขวางทางน้ำไหล การสร้างแหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรม ในพื้นที่ที่มีไว้สำหรับรับน้ำ หรือระบายน้ำตามธรรมชาติ อีกทั้งยังขาดการสร้างระบบระบายน้ำ เช่น ท่อระบายน้ำ หรือคู คลองระบายน้ำที่เหมาะสมเพียงพอ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่จึงเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างที่คนไทยหลายล้านคนเพิ่งประสบมา

ก่อให้เกิดประเด็นในสังคมตามมาก็คือ “…การย้ายเมืองหลวงออกจาก กรุงเทพมหานครขึ้นอีกครั้ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย 20 คน ได้เสนอญัตติ โดยกล่าวว่า “ภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ กรุงเทพฯ จะจมบาดาลอย่างแน่นอน” ดังตัวอย่างอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ที่เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องหันกลับมาคิดทบทวนกันก็คือ การย้ายเมืองหลวงเป็นทางที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาได้จริงๆหรือไม่?? เราคิดจะย้ายเมืองหลวงกันอยู่บ่อยครั้ง มีปัญหานิดหน่อยก็อยากจะย้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราควรจะต้องมีการกระจายความเจริญออกไปยังเมืองอื่นๆ ก่อน โดยแนวคิดการกระจายอำนาจนี้ก็เริ่มมีมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ ที่ 4 และมาชัดเจนขึ้นในฉบับที่ 5 แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ

 ซึ่งเมื่อพูดถึงข้อดี ข้อเสียของการย้ายเมืองหลวงนั้น……

การย้ายเมืองหลวง สิ่งที่ต้องทำ ก็คือ “การสร้างใหม่หมด” เพราะเมืองใหม่แทบจะไม่มีอะไรที่เพียงพอต่อการรองรับการเจริญเติบโตของเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเมืองหลวงได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการจะย้ายขึ้นจริง ก็ต้องมีการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ที่ตอบสนองต่อประชาชน ที่ต้องย้ายตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย เส้นทางคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ซึ่งนั่นก็หมายถึงงบประมาณที่ต้องมีการลงทุนอีกมหาศาล  ที่สำคัญต้องคิดอีกว่าสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ไหนดี สร้างเมืองอย่างไรให้มีคุณภาพ ซึ่งประโยชน์ของการย้ายเมืองก็อาจจะช่วยแบ่งเบาความหนาแน่นของกรุงเทพฯ ได้บ้าง แต่กรุงเทพฯ มันก็โตมากแล้ว ส่งผลให้คนจึงย้ายตามไม่ได้ เพราะกิจกรรมทุกอย่างมันอยู่ที่นี่ ….

อีกทั้งยังสอดคล้องกับมุมมองของ ผศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ แห่งภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวว่า แนวคิดแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก แต่สุดท้ายแล้วทำไม่ได้จริง เพราะประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายความเจริญ หรือเมืองอื่นๆ นั้นโตไม่ทันกรุงเทพฯ

ส่วนการไม่ย้ายเมืองหลวง ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังคงประสบกับปัญหาเสี่ยงของภัยพิบัติแต่เราก็สามารถที่จะมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่ดีได้ โดยการจัดระบบของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การใช้ถนนเป็นแนวคันกั้นน้ำ การสร้างอุโมงค์ยักษ์ที่ใช้ในการระบายน้ำ การสร้างเขื่อน การขุดบึงรับน้ำแก้มลิง เป็นต้น ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานป้องกันที่ดี น้ำท่วมก็คงจะส่งผลกระทบต่อผู้คนได้ยาก อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงกรุงเทพฯ ในแบบที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองบอก นั่นคือการกระจายความเจริญไปยังจังหวัดอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯ ด้วย ส่วนข้อดีคือ เมืองมีการเจริญเติบโตที่สูงอยู่แล้ว อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานก็มีจำนวนมาก จึงทำให้ไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มใหม่ตรงนี้ อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์อีกด้วย เพราะการสร้างเมืองไม่ใช่แค่สร้างให้สวยอย่างเดียว มันต้องมีคุณค่าทางด้านจิตใจด้วย ซึ่งการที่จะนำเงินไปลงทุนกับการสร้างเมืองหลวงใหม่เปรียบกับการนำเงินมาแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เงินทุนน่าจะค่อนข้างต่างกันอย่างมาก

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องผ่านการพิจารณาศึกษาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าให้ดีเสียก่อน  มิฉะนั้นสุดท้ายแล้วก็จะเท่ากับรัฐเทงบประมาณลงไปเสียเปล่า เพราะนอกจากจะไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชนแล้ว อาจจะนำไปสู่วิกฤตการณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการขยายเมือง หรือแนวคิดการย้ายเมืองหลวง โดยมีการวางผังเมืองใหม่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช้เรื่องง่าย เราต้องมีการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรต่างๆให้ทั่วถึงแก่ทุกคน โดยสิ่งที่สำคัญต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้น  ในการที่จะทำให้ระบบอื่นๆ ของประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประเทศใดจะเจริญหรือไม่  ก็ดูกันตรงโครงสร้างพื้นฐานของเขาได้ด้วยเช่นกัน!!

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกแนวคิดอะไร…  หากกรุงเทพฯ มีแต่แนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ อย่างเดียว จนลืมตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติ  และอยู่อย่างเข้าใจองค์ประกอบของเมือง    และมีการปรับตัวในการดำรงชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เราจะอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร

เมืองเศรษฐกิจใหม่..

By Mallika Pupa Kolsolsak

เมืองเศรษฐกิจใหม่ ??  ที่รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต…ควรให้ความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อกล่าวถึงเรื่องของปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ส่งผลต่อแนวคิดของการย้ายเมืองหลวงให้กลับมามีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง โดยแนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ซึ่งเหตุผลของการย้ายเมืองหลวงแต่ละยุคสมัยก็มีแตกต่างกันไป

การย้ายเมืองสมัยอดีตโบราณ :  มีสาเหตุมาจากทั้งปัญหาโรคระบาด ปัญหาภัยพิบัติ การถูกรุกรานจากอาณานิคมและปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้ง เช่น เมืองลำพูน เกิดโรคระบาด เวียงกุมกาม (จ.เชียงใหม่) เกิดน้ำท่วมอยู่ทุกปี สุโขทัย ถูกแทรกแซงจากอยุธยา อยุธยา ถูกพม่าโจมตีเผาทำลายจนย่อยยับ กรุงธนบุรี ทำเลที่ตั้งไม่ดี มีแม่น้ำไหลผ่านกลาง  ข้าศึกเข้าถึงกลางเมืองง่าย  สองฝั่งเมืองติดต่อกันลำบาก  อีกทั้งตั้งอยู่ริมตลิ่ง  น้ำจะเซาะตลิ่งพัง และถูกขนาบด้วยวัดทั้งสองข้างขยายไม่ได้ (1)

พอถึงยุคของกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง แนวคิดการย้ายเมืองหลวงก็เกิดขึ้นอีกเช่นกัน


ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322543369&grpid=01&catid=01

ได้มีคนให้แนวคิดไว้มากมายที่จะย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงเทพฯ ไปที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ให้เหตุผลว่าเกิดขึ้นจากการที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัย จึงต้องเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการโยกย้ายเมืองหลวงใหม่เกิดขึ้น โดยการให้เหตุผลของแต่ละจังหวัดที่ต้องการให้เป็นเมืองหลวงใหม่แทน มีดังนี้

พชรบูรณ์ ระหว่างสงคราม โลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา กรุงเทพฯถูกโจมตี จนประชาชนต้อง อพยพออกต่างจังหวัด จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จึงมีดำริที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยกว่า ซึ่งเพชรบูรณ์มีภูมิประเทศเป็นป่าทึบและเขาสูง (2)

นครนายก  ครั้งแรกสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง ปลอดภัยจากน้ำท่วม มีอาณาเขตหลายหมื่นไร่เป็นกรรมสิทธิ์ของทหารและหน่วยงานราชการ จึงไม่ยากต่อการขอ (3) อีกทั้งเป็นพื้นที่ลาดชัน หากน้ำท่วมก็จะไหลระบายได้เร็ว เป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมไปยังภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน สามารถทำเส้นทางรถไฟให้มาที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ เพราะห่างกันเพียงแค่ 40 กิโลเมตรเท่านั้น (4)

นครราชสีมา เหตุผลด้านที่ตั้งปลอดภัยจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหว และตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ โดยดร.อาจอง ชุมสายให้ความเห็นว่า ภาคอีสานอยู่เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 100เมตรขึ้นไปและไม่มีรอยต่อเปลือกโลก ปลอดภัยจากพายุรุนแรงทางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเวียดนาม เขมร ลาว เป็นกำบังพายุใต้ฝุ่นให้กับเรา (5)

ระยอง /ชลบุรี เสนอแนะโดย อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เหตุผลเพราะน้ำท่วมไม่ถึง ส่วนกรุงเทพฯ ก็ปล่อยให้เป็นเมืองท่าใหญ่ และเมืองประวัติศาสตร์ไป แล้วก็ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ หน่วยงานราชการก็ยังอยู่กรุงเทพฯ ได้ แต่เคลียร์พื้นที่เศรษฐกิจออกไป (6)

แต่ในทางกลับกันการย้ายเมืองหลวงก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป

…….

จึงเกิดแนวคิดเมืองบริวารขึ้น รศ.ดร.ธนวัฒน์ นักวิชาการหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้แนวคิดของการแก้ไขโดยไม่ต้องย้ายกรุงเทพฯ คือ การบีบเมืองหลวงไม่ให้โต แต่ไปโตที่เมืองบริวาร ที่อยู่ห่างจาก กทม.ประมาณ 100 ก.ม. มีด้วยกัน 4 เมือง คือ สุพรรณบุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา และราชบุรี แล้วใช้รถไฟความเร็วสูง 200 ก.ม. / ช.ม. สำหรับคนที่อยู่เมืองบริวารใช้โดยสารเวลามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที อีกทั้งศูนย์อำนาจยังได้กระจายออกไปอีกด้วย (7)

“….ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่กรุงเทพฯ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีก แนวคิดการย้ายเมืองหลวงหรือแนวคิดเมืองบริวารจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาทบทวน พิจารณาและไตร่ตรองเพิ่มมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรต้องมองและคาดการณ์อนาคต เพื่อวางแผนและเตรียมตัวให้ถูกทาง ซึ่งหากว่าการย้ายเมืองหลวงหรือการเกิดเมืองบริวารขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เห็นว่าสมควรแล้ว รัฐบาลควรที่จะต้องมีการผลักดันและคำนึงถึงจังหวัดที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่…”  

โดยรัฐบาลต้องช่วยผลักดัน “เน้นเมืองที่เป็นเศรษฐกิจใหม่” เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทดแทนกรุงเทพฯ ที่ในอนาคตยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม โดยรัฐบาลควรเร่งจัดสรรงบ วางผังเมืองใหม่ให้กับจังหวัดนั้นๆ เพื่อแบ่งโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน วางระบบโลจิสติกส์ที่ดี ให้มีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ ที่รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคตได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง

(1)     http://blogazine.in.th/blogs/thanormrak/post/3333

(2)     http://www.komchadluek.net/detail/20111121/115578/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87.html)

(3)     http://www.greenworld.or.th/columnist/situation/1534

(4)     http://news.mthai.com/hot-news/141460.html

(5)     http://board.palungjit.com/f178/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-244988.htmlและ http://www.youtube.com/watch?v=pk9PrP3cdzI&feature=player_embedded

(6)     http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322543369&grpid=01&catid&subcatid และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม, รายการที่นี่ TPBS, วันที่ 1 ธ.ค. 2554

(7)     ใน “ย้าย ไม่ย้ายเมืองหลวง”หน้า 16,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2554


เปิดประตูสู่อาเซียน: หรือกรุงเทพจะเล็กลง?

By Wanida Supaporn

หนึ่งในนโยบายระดับประเทศที่กำลังถูกจับตามองขณะนี้ คือการที่สิบประเทศในนามของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังจะเดินทางไปสู่การเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ในปี 2558 (อีกสามปีข้างหน้า)

การขับเคลื่อนอย่างเสรีของสินค้า แรงงาน บริการ และการลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและอำนาจการต่อรองของภูมิภาคนี้ในเวทีการค้าโลก   และด้วยข้อได้เปรียบของการมีที่ตั้งติดทะเล ทำให้หลายคนมองความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะกลายเป็น“ประตูสู่อาเซียน”  

โครงสร้างพื้นฐาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพัฒนา เพื่อสร้างเส้นเลือดใหญ่เชื่อมต่อการค้าและการลงทุน จากกรุงเทพ ออกสู่หัวเมือง และเมืองชายแดนติดกับเพื่อนบ้านอาเซียนต่างๆ

บางที กรุงเทพ อาจจะไม่ใช่เมืองที่โตเดี่ยวอีกต่อไป…

1.จากแหลมฉบังถึงทวาย สู่เขตเศรษฐกิจกาญจนบุรี

เส้นทางการเชื่อมโยงจากทวายถึงแหลมฉบัง (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)

การเยือนสหภาพพม่าของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่แสดงความคืบหน้าการสานสัมพันธ์ไทย-พม่า ซึ่งมีนโยบายสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวาย

แต่ในภาพกว้าง ทางการไทยมองถึงการเชื่อมความสัมพันธ์ต่อเนื่อง จากท่าเรือทวาย ผ่านกาญจนบุรี นครปฐม มาถึงกับท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี มาเป็นเวลานานแล้ว โดยมีผลการศึกษาของญี่ปุ่นระบุชัดเจนว่า หากเปรียบเทียบกับการขนส่งสินค้าโดยผ่านช่องแคบมะละกา เส้นทางทวาย-แหลมฉบังนี้ สามารถร่นระยะเวลาได้ถึง 5 วัน[1]

หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ เส้นทางทวาย-แหลมฉบัง “จะเป็นเส้นทาง Land bridge ที่เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก  หรือจากอ่าวไทยไปอ่าวเบงกอลที่ระยะทางสั้นที่สุด”  [2]

ยุทธศาสตร์ประตูตะวันตกนี้ ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับไทยคือ ประเทศไทยจะเป็นฮับโลจิสติกส์ในการนำเข้าและส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร (agro industry)  เนื่องจากประเทศไทยได้วางเป้าการเป็น World Food Supply และมีการแปรรูปอาหารที่มีศักยภาพ ทำให้สามารถเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอาหารได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว และเป็นการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ซึ่งเดิมเป็นภูเขา มาสู่การเป็นเมืองท่าหน้าด่านใหม่ [1]

มีการวิเคราะห์ว่า “…เส้นทางที่เกิดขึ้นจะทำให้การเดินทางจากจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ที่ผ่านมาทางแหลมฉบังจะตัดเข้ากาญจนบุรีและออกไปทางทวายเข้าสู่พม่า อินเดีย บังกลาเทศ รวมทั้งประเทศแอฟริกา ยุโรป ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น  ซึ่งไม่ใช่การวิน-วินแต่ระหว่างสหภาพพม่ากับประเทศไทย หากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ก็พอใจกับบาทก้าวใหม่ของเส้นทางการเดินเรือโลกสายใหม่…” [3]

โครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการพัฒนานั้น มีโครงการเริ่มตั้งแต่ปี 2010 โดยเฟสที่หนึ่งคือ การสร้างถนนไฮเวย์กาญจนบุรี-ทวาย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี ในระยะทางราว 160 กม. จากบ้านพุน้ำร้อนถึงท่าเรือทวาย ภายใต้งบประมาณมูลค่า 2 พันล้านบาท โดยในระหว่างนั้นก็จะเริ่มดำเนินการเฟสที่สอง ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย และเฟสที่สามคือ สร้างเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้และในทศวรรษนี้ โดยใช้วงเงินทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท [1] นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังได้เสนอให้รัฐบาลลงทุนระบบราง โดยยกระดับสถานีรถไฟท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นชุมทางขนส่งสินค้า และเชื่อมโยงกับเส้นทางรถไฟในฝั่งพม่าไปยังท่าเรือน้ำลึกทวายอีกทางหนึ่ง  [2]


2. การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมตามชายแดน  

 โครงการทวาย-แหลมฉบัง นำมาสู่การเตรียมตัวของฝ่ายไทย โดยรวมถึงการพัฒนาด่านพรมแดนและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การยกระดับด่านพุน้ำร้อน (ชายแดนกาญจนบุรี)เป็นด่านถาวร ไปจนถึงเตรียมการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี

แนวคิดนี้ถูกสานต่อโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมตามแนวชายแดนเพื่อร่วมพลิกฟื้นนิคมอุตสาหกรรมหลังเหตุการณ์อุทกภัยปี 2554 และเพื่อตอบรับกับการค้าและการลงทุนที่จะขยายตัวเมื่อมีการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

หลายฝ่ายเห็นพ้องตรงกันว่า นิคมอุตสาหกรรมชายแดนพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี มีความน่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ เนื่องจาก “ทวายเป็นเมกกะเทรนด์ที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสนใจ  เพราะมหาสมุทรอินเดียจะเป็นจุดที่สนใจสูงสุด โดยมีพื้นที่รองรับการลงทุน 250 ตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่ามาบตาพุด 10 เท่า” [4]

นอกจากนิคมอุตสาหกรรมพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่ถูกวางให้รองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากทวาย (ซึ่งทวายจะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี โรงถลุงเหล็ก การผลิตไฟฟ้า) ยังมีนิคมอุตสาหกรรมชายแดนเชียงของ จ.เชียงราย  สำหรับเชื่อมการลงทุนจากจีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) ได้แก่อุตสาหกรรมแปรรูปยาง ยา และอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งจะมีการพัฒนาโลจิสติกปาร์คเพื่อรองรับการขนส่งจากจีนตอนใต้ถึงภาคเหนือของไทย และรองรับสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่จะเสร็จในปลายปี 2555

อีกแห่งคือนิคมอุตสาหกรรมชายแดนแม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดที่รัฐบาลสมัยนายกอภิสิทธิ์ได้ศึกษาไว้ และมีกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด

การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมชายแดนทั้งสามแห่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของเมืองได้อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบวกกับโอกาสที่เกิดขึ้นภายใต้การเปิดเสรีอาเซียน ขณะที่หัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี ภูเก็ต  ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อโครงสร้างสาธารณูปโภคเชื่อมโยงหัวเมืองต่างๆเข้ากับเมืองอุตสาหกรรมชายแดนเหล่านี้ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่องว่างระหว่างกรุงเทพกับเมืองอื่นๆ ในแง่การเป็นเมืองทรงอิทธิพลต่อเศรษฐกิจระดับประเทศ.. อาจจะไม่เหมือนเดิม

—-

อ้างอิง

 [1]  “ท่าเรือน้ำลึกทวาย จุดพลุเส้นทางการค้าแห่งใหม่ของโลก”  http://www.logisticsdigest.com/article/logistics-insight/item/4285-dawei-port.html

[2] “เปิดตัวมอเตอร์เวย์-รถไฟ เชื่อมอ่าวไทย-อ่าวเบงกอล : แหลมฉบัง – กรุงเทพฯ – ท่าเรือน้ำลึกทวาย”  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=682792

[3]  มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 2 มกราคม 2555. “เส้นเดินเรือโลก กับ นายกรัฐมนตรี ′โง่′ แหลมฉบัง ทวาย”  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325484292&grpid=01&catid=01

[4] “กนอ.ดัน’นิคมน้ำพุร้อน’เชื่อมทวาย” http://daily.bangkokbiznews.com/detail/39576

[5] “เปิดพิมพ์เขียว’ท่าเรือน้ำลึกทวาย’ศูนย์กลางเศรษฐกิจตะวันตก” http://www.suthichaiyoon.com/detail/19561