“สตาร์บัคส์” กับพื้นที่สาธารณะเมือง

By FIGHTO!!!

คงไม่มีใครไม่รู้จักร้านกาแฟแบรนด์ชื่อดัง “สตาร์บัคส์” (Starbucks) เป็นร้านที่นิยมกันมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหนที่เป็นย่านสำคัญของเมืองก็จะเห็นร้านกาแฟร้านนี้ตั้งอยู่ หลาย ๆ คนอาจจะชอบในรสชาติของกาแฟ บรรยากาศร้านที่น่านั่ง หรือการบริการลูกค้าที่ประทับใจ คนบางกลุ่มเลือกแบรนด์นี้ด้วยความโก้เก๋ คิดว่าหากใครเห็นว่านั่งกินกาแฟร้านนี้ ถือแก้วกาแฟร้านนี้แล้วจะทำให้ดูดี มีฐานะ (แต่แท้จริงแล้วมีฐานะอะไรก็แล้วแต่จะคิด) กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร้านนี้เลยหรือเพียงนาน ๆ ครั้ง อาจจะด้วยระดับรายได้หรือมีร้านอื่นที่ชื่นชอบมากกว่า สตาร์บัคส์ไม่ได้นำมาซึ่งค่านิยมหรือพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ยังรวมไปถึงระบบของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สตาร์บัคส์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในไทย จากข้อมูลผลประกอบการประจำปี 2011 ของสตาร์บัคส์สำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า สตาร์บัคส์มีร้านกาแฟ (Starbucks Store) อยู่ทั่วโลกทั้งหมด 17,003 ร้าน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเองทั้งหมด (Company-operated Stores) และร้านที่สตาร์บัคส์ออกใบอนุญาตให้พาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศบริหารงานแทน (Licensed Stores) โดยสัดส่วนจำนวนร้านทั้งหมดคิดเป็น 53% ต่อ 47% ตามลำดับ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 9,031 ร้านกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบ่งตามประเทศต่าง ๆ ดังแสดงในรูปข้างบน

เว็บไซต์ ‘ประเทศไทยอยู่ตรงไหน’ วิเคราะห์สถานการณ์สตาร์บัคส์ในประเทศไทยไว้ว่า “…จากจำนวนร้านมีนัยยะสำคัญที่สามารถสะท้อนลักษณะบางประการของสังคมไทยได้ดีในระดับหนึ่ง เช่น แนวนโยบายที่เปิดกว้างต่อธุรกิจต่างประเทศ หรือการเป็นสังคมที่เปิดกว้างต่อวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เพราะอย่าลืมว่าเมืองไทยเราไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรมกาแฟที่มีมาตั้งแต่แรกเหมือนประเทศในทวีปยุโรป…”  ที่คล้ายคลึงที่สุดของสังคมไทยๆก็คือร้านน้ำชา โอเลี้ยง ที่มาเปิดให้มาพบปะสมาคมในช่วงเช้าและตั้งอยู่ตามชุมชนหรือตลาด แตกต่างกันตรงที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้า คือสตาร์บัคส์จะเจาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิซ คนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ จึงมักพบว่าร้านจะตรงอยู่ในย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว หรือจุดที่เป็นแหล่งรวมคนของย่านสำคัญ ๆ ในเมือง

ถามว่าแล้วเขามาทำอะไรกันที่สตาร์บัคส์? บางคนอาจเข้ามานั่งดื่มกาแฟ มานั่งเล่น เจรจาติดต่องาน มาคุยกับลูกค้า มานัทเดท พบปะสังสรรค์ ติวหนังสือ มารอเพื่อน หรือว่าจะมานั่งเก๋ ๆ จะเห็นว่า ประเด็นสำคัญการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อร้านสตาร์บัคส์หรือร้านที่มีลักษณะเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมเดิมจะไม่ใช่วัฒนธรรมน้ำชากาแฟก็ตาม คือ การได้มีพื้นที่สำหรับพบปะ สามารถนั่งเล่นได้ มีบรรยากาศที่ดีต่อการนั่งพักผ่อน สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ อันที่จริงแล้วพื้นที่สาธารณะที่บ้านเมืองเรามีอยู่นั้นเหมาะสำหรับการเป็นพื้นที่พบปะพักผ่อนหรือเปล่า คนจึงยอมที่จะจ่ายเงินแพง ๆ ซื้อกาแฟเพื่อจะได้มีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น

ทั้งนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสตาร์บัคส์อาจเป็นกระแสฉาบฉวย ฟุ่มเฟือย และทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ แต่บางครั้งกระแสหรือความนิยมในบางสิ่งบางอย่างอาจจะนำมาซึ่งคำตอบที่สามารถชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองนั้นอยู่ก็ได้ อย่างเช่นกรณีของสตาร์บัคส์เป็นตัวอย่าง

——–

อ้างอิง
1. คนไทยกับสตาร์บัคส์ | Where is Thailand? (2555) [Online]. Available: URL:
http://www.whereisthailand.info/2012/03/starbucks/

2. PANTIP.COM: B3474660 สร้างแบรนด์อย่างสตาร์บัคส์ (1) (2555) [Online]. Available:
URL: http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3474660/B3474660.html

Advertisements

ร้านทางเดิน…..เมินทางเท้า

By Mallika Pupa Kosolsak

 

 “ร้านค้าริมทาง”  เป็นร้านค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากคนเมือง เนื่องจากมีราคาถูก ตอบรับกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าริมทางยังถือเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยสีสัน และความมีชีวิตชีวาจากความหลากหลายของร้านค้าริมทาง เช่น รถเข็น หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ด้วย

โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตามย่านการค้าที่สำคัญ ตามตลาด หรือตามจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของเมือง อีกทั้งยังเป็นทั้งแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีราคาย่อมเยาของคนในเมือง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในเมือง ทำให้ร้านค้าริมทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของร้านค้าริมทางนี้ให้มากขึ้นทั้งในหลายๆด้าน เช่น การอนุญาตให้ตั้งร้านค้าริมทางให้มากขึ้น การเก็บค่าเช่าให้เหมาะสม เป็นต้น แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากร้านค้าเหล่านั้นด้วย เช่น การวางขายสินค้าเต็มพื้นที่ทางเดินเท้าสาธารณะทำให้มีทางเดินไม่เพียงพอ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เป็นต้น

เราควรจะจัดการอย่างไร…เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย กับกลุ่มคนที่ต่างความต้องการในเมืองของเรา 

 

ถ่ายภาพ: Mallika Pupa Kosolsak สถานที่: ย่านสีลม และสยามแสควร์

 

“ร้านค้าริมทาง” เป็นกิจกรรมการค้าที่มีลักษณะชั่วคราว โดยมีที่ตั้งไม่แน่นอน สินค้าสามารถยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่วนหนึ่งของร้านอาจจะอยู่ในตัวอาคารแล้วมีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมาถึงทางเดินเท้า ถ้าเป็นรถเข็นก็นำมาจอดริมทางเดินเท้า หรือตั้งบนทางเดินเท้าเลยก็มี เป็นการยึดพื้นที่สาธารณะเพื่อขายของ โดยเฉพาะในตอนเย็นๆไปจนถึงช่วงกลางคืน จะเห็นร้านเหล่านี้มากมายบนทางเท้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีมากมายหลากลายชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร (สินค้าที่อยู่ในจำพวกปัจจัยสี่) เป็นต้น และสินค้าที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น แผ่นซีดีหนัง ซีดีเพลง สินค้าเครื่องประดับ (สินค้าจำพวกของนอกกายต่างๆ) เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงร้านค้าริมทางที่มักพบเห็นในทุกๆที่ ก็คงไม่พ้น..ร้านขายของกิน..ที่มีค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งขายอาหารทั้งแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงพลาสติก เพื่อความสะดวกให้ลูกค้านำกลับไปกินที่บ้านหรือที่ทำงานได้ และร้านอาหารเคลื่อนที่แบบมีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้เลย โดยมักตั้งอยู่บนทางเท้า

ทั้งๆที่ร้านค้าริมทาง หาบเร่ แผงลอยเหล่านี้บดบังทัศนียภาพ

และทัศนวิสัยของเมือง แต่ทำไมยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก??

 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าริมทาง ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนเมือง และลักษณะของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทั้งการจราจรที่ติดขัดและความรีบเร่งที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปประกอบกิจการต่างๆ ทำให้ทุกคนต้องประหยัดเวลาแม้กระทั่งในการกินอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล ร้านอาหารริมถนน หรือรถเข็นจึงเป็นที่พึ่งอย่างดี หรือพูดง่ายๆว่า มีลักษณะที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” อีกทั้งอาหารและสินค้าที่ขายก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด กระจายตัวอยู่ในทุกสถานที่ตามย่านชุมชนที่มีประชาชนผ่านไปมาจำนวนมาก เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ ใต้ทางขึ้น BTS ป้ายรถเมล์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและมีราคาถูก พอเป็นที่พึ่งให้กับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมือทำเอง หรือหาซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่มีราคาถูก สถานที่ขายไม่ต้องเสียค่าเช่า หรือว่าอาจจะเสียในราคาที่ถูกกว่าเช่าร้าน ไม่เสียค่าทำความสะอาด หรือดูแลซ่อมแซม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ทั่วไปได้ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ร้านค้าริมทางก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ปัญหาสภาพภูมิทัศน์ที่ร้านค้าบดบังทัศนียภาพของเมือง และจากการที่มีปริมาณร้านที่มากและตั้งเต็มพื้นที่บนทางเท้าทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาไม่สามารถเดินบนทางเท้าปกติได้ เลยต้องลงไปเดินบนถนนแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือไม่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนร้านที่ตั้งขวางทางเดินอย่างเกะกะ เกิดปัญหาการจราจรตามมา รวมถึงการเกิดปัญหาสังคม เช่น การเรียกค่าคุ้มครองกับผู้ค้า เป็นต้น เนื่องจากตามกฎหมายแล้วการค้าในลักษณะหาบแร่ แผงลอยตามพื้นที่สาธารณะหรือตามท้องถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เว้นแต่มีการประกาศผ่อนผันได้ตามวัน เวลาที่กำหนด ส่วนจำพวกร้านอาหารที่มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้าน โดยตั้งอยู่บนทางเท้านั้น อาหารมักจะไม่ค่อยสะอาดและไม่ถูกสุขอนามัยมากนัก รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ และยังก่อให้เกิดความสกปรกในพื้นที่ จากการกินแล้วก็ทิ้งเศษ อาหาร ขยะ ลงบนพื้นเลย บ้านเมืองเกิดความสกปรกตามมา

จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีร้านค้าริมทางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และงามตามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ทางเท้ามีค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ทั้งเพื่อกิจกรรมการสัญจร และกิจกรรมการค้าริมทาง ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทางเท้าในอนาคตเราก็ควรมีการพัฒนาให้ทางเท้ามีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเอื้อต่อการที่จะสามารถประกอบกิจกรรมตามลักษณะของสังคมเมืองไทยที่มักจะมีวิถีชีวิตบาทวิถีขึ้นได้ โดยอาจใช้วิธีตั้งข้อกำหนดกฎหมายควบคุมต่างๆ เช่น เพิ่ม set back ระหว่างอาคารกับพื้นที่ถนนให้มากขึ้น เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ทางเท้ากว้างขึ้น ซึ่งการมีพื้นที่ทางเท้าที่เหมาะสมก็สามารถพัฒนาพื้นที่ทางเท้าให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ง่าย ดังเช่น ถนนเศรษฐกิจหลักของประเทศสิงคโปร์ที่มีการปลูกต้นไม้ใหญ่บนทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมือง มีทางเท้าที่กว้างขวาง มีแหล่งช้อปปิ้งทอดยาวตามทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและสร้างกิจกรรมให้กับพื้นที่ ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทางเดินเท้าเต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา ดูครึกครื้น อย่างกับถนนมีชีวิต สร้างสีสันให้เมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่ : Orchard Road, Singapore
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orchard_Road_6,_Singapore_Biennale
_2006,_Oct_06.JPG

ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมืองโดยการดึงจุดเด่นของพื้นที่ขึ้นมา ก็ต้องคิดก่อนว่าทางเท้านั้นจะจัดการ และสามารถพัฒนาให้เป็นรูปแบบแนวทางไหนได้บ้าง โดยต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาให้ออกมาได้หลากหลายแนวทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น…

  • ทางเดินเท้าเพื่อให้เกิดความรู้สึกเดินสบาย เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสดชื่นจากการมีต้นไม้เยอะ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีความร่มรื่น มองทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน
  • ทางเดินเท้าที่สามารถเดินซื้อของได้ดั่งใจ มีปริมาณคนหนาแน่น เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งเศรษฐกิจ 
  • ทางเดินเท้าที่มีกิจกรรมทางสังคมมาก ใช้เพื่อเดินเล่น พักผ่อนได้
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน คนจึงเดินอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก มีความต่อเนื่อง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เป็นทางลัดไปยังพื้นที่ต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น


…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ

การเป็นทางเดินเท้าที่ใช้ได้สำหรับทุกคน (universal design)

รวมถึงควรมีการควบคุมโดยใช้มาตรการ กฎหมายต่างๆ สร้างความชัดเจนในนโยบาย มีบทลงโทษที่แน่นอน ไม่ควรผ่อนปรนในกรณีต่างๆ เพื่อให้คนใส่ใจและปฏิบัติตามมากขึ้น ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามทิศทางที่เราได้วางไว้ เช่น การกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนของรถเข็น หรือร้านค้าริมทาง  มีมาตรการในการใช้พื้นที่โดยกำหนดให้หลังจากการประกอบกิจกรรมเสร็จต้องเก็บทำความสะอาดบริเวณร้านค้าให้เรียบร้อย มีการลงเบียนมาตรฐาน คุณภาพอาหารสำหรับร้านขายของกิน เพื่อให้คนเกิดความเชื่อมั่นในความสะอาดมากขึ้น มีมาตรการให้มีถึงขยะประจำโต๊ะอาหาร เพื่อให้ทิ้งลงถังขยะแทนที่จะลงพื้น เพื่อลดความสกปรกของการใช้พื้นที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างทางเท้ากับพื้นที่ตั้งร้านค้าริมทางได้ เป็นต้น หรืออาจมีการพัฒนาพื้นที่ดินรัฐบาลหรือเอกชนที่มีศักยภาพ มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ใช้ในการค้าขายแทนการใช้พื้นที่สาธารณะ

ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจในวิถีชีวิต และลักษณะวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา อยู่กันอย่างเข้าใจความเป็นรูปแบบของเมือง และที่สำคัญจะส่งเสริมให้คนเดินทางเท้ามากขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถน้อยในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานของชาติได้อีกด้วย

เรื่อง ตลาด ตลาด

By Mallika Pupa Kosolsak

เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ ต้องพบกับวิกฤติการขาดแคลนสินค้าอุปโภค บริโภค จำพวกน้ำ อาหารต่างๆ ซึ่งคนส่วนใหญ่นั้นได้หาสินค้าเหล่านี้แต่ในห้าง หรือร้านสะดวกซื้อเป็นส่วนใหญ่ พอสินค้าในห้างหมด ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานาว่า น้ำดื่มขาดตลาดบ้าง ข้าวสารอาหารแห้งหมดบ้าง สินค้าแพงขึ้นบ้าง เป็นต้น หารู้ไม่ว่า…จริงๆแล้วตามตลาด” (Informal sector) ยังมีสินค้าเหล่านั้นอยู่ไม่ได้ขาด แต่ทำไมคนถึงไม่เลือกที่จะจับจ่ายใช้สอยที่ ตลาด” หล่ะ ?

แต่ไหนแต่ไรเมื่อเราพูดถึง “การบริโภคอาหารและสินค้า” คนก็จะนึกถึงตลาด” เป็นอันดับแรก เมื่อก่อนการจับจ่ายใช้สอยของคนเราก็จะไปรวมตัวกันที่ตลาด เพราะเป็นสถานที่ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกัน และใช้เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์กับผู้คนได้อีกด้วย แต่ในปัจจุบันตลาดได้มีบทบาทความสำคัญน้อยลงจากแต่ก่อนค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นเพราะเหตุใด เราจึงต้องควรหันกลับมาคิดว่า ตลาดของเราดีจริงหรือไม่ ?

โดยพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนแปลงไปอาจมีผลเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีทางเลือกต่างๆ เพิ่มเข้ามามากมาย ส่งผลให้ค่านิยมของคนสมัยใหม่เลือกไปเดินตลาดติดแอร์ นั่นก็คือ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ มากกว่าตลาดร้อนแบบธรรมดาๆ โดยเฉพาะ”คนเมือง”จะมีพฤติกรรมแบบนี้ มากกว่าชนบท หรือคนที่อยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น….ทำไมคนยอมที่จะขับรถไปห้างสรรพสินค้าในระยะทางที่ไกลกว่า แทนที่จะเดินไปซื้อของที่ตลาดแถวบ้านทำไมคนเลือกจะเข้าร้านสะดวกซื้อ ที่สินค้าราคาแพงกว่าหลายบาท มากกว่าการเข้าตลาด ทั้งที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ? ทำไม??

  1. อาจเป็นเพราะ การจัดการสภาพแวดล้อม ระหว่างห้างสรรพสินค้ากับตลาดที่แตกต่างกัน…ลองสังเกตดูว่าทำไมเวลาไปห้างคนจะไม่อยากกลับบ้านเร็วมากนัก ทั้งๆที่เดินไปซักพักก็มีเรื่องให้ต้องเสียสตางค์อีก นั่นเป็นเพราะห้างสรรพสินค้ามี “เครื่องปรับอากาศ” ที่ช่วยจัดการสภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศจากที่ค่อนข้างร้อนมากของบ้านเรา ให้อยู่ในสภาวะที่เย็นสบาย เหมาะที่จะเดินเลือกซื้อของได้นานๆ และเดินเล่นชิวๆได้ ส่งผลต่อพฤติกรรมของคนเมืองที่เปลี่ยนไป โดยหากมีทางเลือก ผู้คนก็มักจะเลือกใช้ชีวิตใน indoor มากกว่า outdoor และยิ่งช่วงหน้าร้อน ห้างสรรพสินค้าก็ยิ่งมีคนหนาตาเป็นพิเศษ!                                                       
  2. คุณภาพของสินค้า ห้างซื้อของได้ง่าย สินค้ามีเกือบครบทุกอย่างในที่เดียว อีกทั้งยังมีการการันตี รับประกันสินค้า และการบริการหลังการขายที่ค่อนข้างน่าเชื่อถือ จึงสังเกตได้ว่าคนไปห้างมักจะต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพราะความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น…ของบางอย่างไม่ค่อยจำเป็นในอดีต แต่พอเข้าไปเดินก็กลับซื้อมาใช้ อีกทั้งวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะพาลูกหลานและครอบครัวมาจับจ่ายสินค้า พร้อมรับประทานอาหารในห้างที่มีให้เลือกมากมาย มีการจัดวางสินค้าต่างๆที่เป็นสัดส่วนและเป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการจับจ่าย ใช้สอย ถึงแม้ว่าข้อเสียของร้านเช่าในห้างจะค่อนข้างแพงทำให้พ่อค้าแม่ค้าต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมาก ส่งผลให้ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบที่จะต้องซื้อของในราคาแพงมากกว่าอีกต่อหนึ่ง แต่ผู้บริโภคก็ไม่ได้สนใจตรงจุดนี้มากนัก
  3. ห้างมีการเข้าถึงที่สะดวก และมีมาตรฐาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าห้าง หรือร้านสะดวกซื้อมักจะอยู่ติดริมถนนใหญ่ ที่เอื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้สะดวก ซึ่งต่างจากตลาดร้อนบางแห่งที่เข้าไปอยู่ในตรอกซอกซอย จนบางทีการเข้าถึงเป็นไปด้วยความลำบาก ซึ่งการมีห้างขึ้นมาก็มักจะส่งผลให้วิถีการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไป ตามความเจริญที่พรวดเข้ามา เหมือนเป็นแรงดึงดูดให้คนในละแวกใกล้เคียงเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในห้างมากขึ้น ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่ได้เข้ามา และถึงแม้ว่าการจราจรแถวห้างจะเริ่มมีการติดขัดบ้างจากความหนาแน่นของการเข้ามาใช้บริการ แต่อีกหน่อยพวกเราก็คงชินกันไปเอง
  4. การบริการ ทั้งพ่อค้า แม่ค้าตามห้างเป็นพนักงานที่ถูกอบรมมา ให้บริการด้านข้อมูลสินค้าด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม อารมณ์เบิกบาน ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกพึงพอใจมากกว่าการไปสอบถามราคา หรือข้อมูลกับพ่อค้า แม่ค้าในตลาดร้อนบางราย และที่สำคัญห้างต่างๆมักมีที่จอดรถที่สะดวกสบาย เพียงพอรองรับต่อจำนวนคนใช้บริการ และมีรปภ.ดูความเรียบร้อยให้ ทั้งโบกรถเข้าออก ดูแลความปลอดภัยของทรัพย์สิน อีกทั้งห้างยังมีห้องน้ำบริการที่สะอาดและเพียงพอกว่า

 

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “ตลาดร้อน” ในบ้านเราก็ยังมีคนส่วนหนึ่งจับจ่ายใช้สอยอยู่เป็นปกติ เนื่องจากมีของที่ราคาถูกกว่า บางทีของสด ใหม่กว่า ได้อารมณ์การเลือกซื้อสินค้ามากกว่า เป็นต้น แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ตลาดติดแอร์นั้นได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ …หากเราโชคร้ายเกิดวิกฤติขึ้นอีก เราคงจะไม่เจ็บตัวมาก ถ้าเราไม่ด่วนสรุป และโวยวายจากเพียงการเลือกซื้อสินค้าในทางเลือกแบบเดิมๆ เพราะจริงๆแล้วสินค้าอุปโภค บริโภคมีอยู่ทุกหนแห่ง และมันก็ไม่ได้เป็นการเสียหายอะไร หากเราจะเดินเล่นตามตลาดร้อนดูบ้าง และที่สำคัญเราควรจะมีการพัฒนาตลาดร้อนควบคู่ไปด้วย เพราะจริงๆแล้วถ้าเปรียบเทียบตลาดร้อนกับห้างหรือร้านสะดวกซื้อนั้น ตลาดร้อนมีการกระจายตัวที่ค่อนข้างมากกว่า เข้าถึงผู้คนได้มากกว่า มีอยู่ทั่วไป และเพื่อให้ตลาดร้อนเป็นตัวเลือกที่ดีของคนเมือง หรือคนรุ่นใหม่ในอนาคต แถมยังจะเป็นการช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นจริงๆอีกด้วย…

จากแผน 1 ถึงปัจจุบัน: อะไรคือสิ่งขับเคลื่อนให้กรุงเทพเป็นอย่างทุกวันนี้ ?

By Wijitbusaba Ann Marome

Done_Back_ENG_Ann edited

การพัฒนากรุงเทพมหานครและผลที่เกิดขึ้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 ถึง 11
(ที่มา: โครงการวิจัย CCaR, Bangkok)

กทม. ในทุกวันนี้มีทั้งด้านดีและไม่ดีในปัจจัยเดียวกัน เช่น เราไม่ขาดแคลนน้ำใช้ แต่ถ้าดูแลไม่ดี หรือเกิดอุทกภัยพัดพาขยะมา น้ำก็จะกลายเป็นน้ำเสียและแหล่งเพาะเชื้อโรคได้  ดังนั้นก่อนเราจะไปดูอนาคต เรามาย้อนดูอดีตกันสักหน่อย ว่า กทม. พัฒนามาจากพื้นฐานอะไร  ภาพประกอบบทความเป็นกราฟฟิก timeline แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร (หมายเหตุ-  ในช่วงแรกของแผนพัฒน์ฯ ยังไม่มีแผนพัฒนา กทม.)

ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1  ที่มีสาระสำคัญเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ นำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ควบคู่ไปกับการออกเครื่องมือควบคุมการพัฒนาเมืองในปีก่อนหน้า (พ.ศ. 2503) นั่นคือ ผังนครหลวง หรือ ผัง Litchfield โดยมีระยะของแผน 30 ปี ผังดังกล่าวประกอบด้วยแผนผังการใช้ประโยชน์ ที่ดิน แผนผังโครงการคมนาคมและขนส่ง และแผนผังโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ กทม. (พระนครและธนบุรี) เท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมปริมณฑล

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การพัฒนาเน้นพื้นที่เมืองเท่านั้น โดยเฉพาะมากระจุกอยู่ใน กทม. จึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยนโยบายลดช่องว่างต่างๆ ตั้งแต่ แผนพัฒนาฉบับที่ 2, 3 เรื่อยมา (เช่น การกระจายรายได้ การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข มากขึ้น)

การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคที่เทหนักมาที่ กทม. นั้น ทำให้ กทม. ต้องมีการปรับผัง Litchfield ในปี 2514 เนื่องมาจากว่า 1) คนอพยพเข้ามาใน กทม. มากกว่าที่คาดการไว้ และ 2) ผัง Litchfield ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ในปี พ.ศ. 2518 นี้เอง ที่เราเริ่มมีเครื่องมือในการบังคับใช้ผังเมืองรวม คือ พรบ. การผังเมือง พศ. 2518 มีไปเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ หรือผังสี ทีเราเห็นๆ กัน ไม่ให้เมืองขยายมากเกินไป และเริ่มมีแผนพัฒนา กทม. ฉ.1 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา กทม.

เครื่องมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผังหรือมาตรการทางการผังเมือง ก็ยังไม่ได้ทำให้ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของคน เข้ามาสู่กทม. ลดน้อยลง เนื่องมาจาก 1) การพัฒนาเมือง กทม. ในลักษณะโตเดี่ยว หรือ เป็นศูนย์กลางของความเจริญทุกอย่าง จากแผน 1 เป็นต้นมา และ 2) กทม. ได้ขยายอย่างไร้ทิศทาง ดังจะเห็นได้ชัด จากผลพวง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ 2530) ร่วมกับนโยบายของรัฐบาลพลเอก ชาติชายฯ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล  การอพยพ ย้ายถิ่นเข้า กทม. จึงมีมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

ประเด็นคือ การพัฒนา ทั้งระดับชาติ และ กทม. เน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐาน หรือ การเปิดเสรีทางการเงิน แต่การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ให้คงอยู่ได้ การพัฒนาเป็นแบบนี้เรื่อยมา จนเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 2540 เงินบาทลอยตัว เราต้องไปกู้ IMF ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2538 ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ได้เตรียมรับน้ำเอาไว้  ซึ่ง ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ แผนพัฒนาฯ ตามไม่ทัน

ดังนั้น ในแผนพัฒนาฯ ฉ. 8 (2540) จึงเน้นการพัฒนาที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศไทย ในการพัฒนาทางปัจจัย governance หรือ ธรรมาภิบาล จนนำมาสู่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดขึ้นมาในแผนพัฒนาฯ ที่ 9

และต่อมาในปี 2542 เราได้มีผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยได้มีการทำพื้นที่รับน้ำ (แต่สมัยนั้นยังไม่เรียก floodway แบบนี้) ในเขตทางตะวันออก ได้แก่ มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสาม หนองจอก และทางตะวันตก คือ ตลิ่งชัน และได้มีการควบคุมการพัฒนามากขึ้นใน  ต่อมา ผังเมืองรวม ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2549) ถึงการกำหนด FAR หรือจำนวนชั้นที่สร้างได้ ทำให้ในพื้นที่ floodway เหล่านี้ ถ้าจะทำการจัดสรร ที่ดิน 1 แปลง ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1000 ตรว. นั่นคือ ไม่สนับสนุนให้มีการสร้างบ้านจัดสรรนั่นเอง แต่มาตรการต่างๆ และการบังคับใช้ของผังเมืองรวม ก็ยังไม่สามารถควบคุมการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ดังนั้น หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงกดดัน ต่อผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งฉบับร่างเพื่อทำประชาพิจารณ์ จะเห็นได้ว่า เขตตลิ่งชันแต่เดิมกำหนดให้เป็น พื้นที่รับน้ำ ได้ถูก upzone ให้เป็น พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และพื้นที่ชนบท เกษตรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาจริง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ผังเมืองรวม ยังตามหลังการพัฒนาเมืองอยู่มากเนื่องจากมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ประเด็นคือ 1) ในเมื่อการพัฒนาเมืองไปไกลและเร็วกว่าผังเมืองจะควบคุมได้ และ 2) การพัฒนาเมืองจากอดีตทีผ่านมา เน้นหนักการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับอุทกภัย  ซึ่งถ้าระบบเหล่านี้ล้มเหลวลง สังคมหรือคน จะสามารถรับมือ หรือปรับตัวต่อภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างไร  ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีจะผลักภาระไปให้ประชาชนจัดการตัวเอง ก็คงวุ่นวาย….

การพัฒนาเมืองในอนาคต เราจึงควรมองปัจจัยการพัฒนาต่างๆ (ไม่แค่การพัฒนาเศรษฐกิจ) เป็นองค์รวม น่าสนใจว่า ช่วง 30 ปีข้างหน้า กทม. จะเป็นอย่างไร การพัฒนาอาจจะรุนแรงและรวดเร็วกว่าอดีตก็เป็นได้

ราคาน้ำมันขึ้น…แล้วไง?

By Fighto!

ทุกครั้งที่มีข่าวประกาศว่า ราคาน้ำมัน จะขึ้น หรือราคาน้ำมันจะลงนั้น จะได้รับปฏิกิริยาตอบรับจากประชาชนเสมอ ทั้งเสียงบ่น การรีบออกไปเติมน้ำมันล่วงหน้าก่อนเวลาที่ราคาน้ำมันจะขึ้น อย่างไรก็ตาม มีเพียงส่วนน้อยที่จะวางแผนลดการใช้รถยนต์เพื่อประหยัดน้ำมัน แต่กลับใช้วิธีหันไปหาพลังงานตัวเลือกอื่นที่ราคาถูกกว่าแทน

การที่ราคาน้ำมันมีการปรับราคาอยู่ตลอดนั้น ไม่ใช่เป็นความต้องการของตลาด แต่ราคาน้ำมันถูกกำหนดโดย การแทรกแซงของรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือ 0.005 บาท/ลิตร การปรับลดภาษีสรรพสามิตนี้ทำให้ผลกระทบในเวลาต่อมา คือ รัฐไม่สามารถแบกรับการตรึงราคาน้ำมันไหว จึงต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตกลับไปเท่าเดิม แต่ไปลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแทน ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงมากเกินไป เกิดปัญหาตามมา คือ คนไม่ใช้แก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่นำมาใช้แทนน้ำมัน  และมีราคาถูกกว่า

การตรึงราคาน้ำมัน ตลอดจนพลังงานทดแทนหลากหลายทางเลือกที่รัฐบาลนำมาเสนอให้กับประชาชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวันนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย ที่รัฐพร้อมจะมอบให้กับประชาชน แม้ว่าจะทราบกันดีว่า น้ำมันนั้นกำลังจะหมดไปในไม่ช้าพร้อมกับราคาที่แพงเอาการ จะเห็นได้จากภาพเมืองในปัจจุบัน ที่ทุกคนต่างบ่นกันตลอดว่า

“น้ำมันแพงจัง!!!

“ราคาน้ำมันขึ้นอีกละ!!”

ไปติดแก๊สดีกว่า

แต่ภาพที่สะท้อนออกมาคือ คนยังซื้อรถใหม่กันอยู่ทุกวัน ปัญหารถติดไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ประชาชนยังคำนึงถึงความสะดวกสบายส่วนตัวมากกว่าการหันมาช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน

ที่จริงแล้ว ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ประชาชนยังนิยมกันซื้อรถใหม่ หรือ ไม่ใส่ใจกับการประหยัดพลังงาน แต่เป็นเพราะทางเลือกในการเดินทางในเมืองนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าเขามาใช้บริการขนส่งสาธารณะเมืองแล้ว จะเดินทางถึงที่หมายเร็วขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น หรือสามารถโดยสารต่อเดียวได้โดยไม่ต้องใช้บริการ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง ไปหน้าปากซอยเพื่อขึ้น รถเมล์ ไปต่อ รถไฟฟ้า กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดมากขึ้นจากการที่จ่ายเงินเติมน้ำมันขับรถไปเอง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น  ก็ไม่ได้ลดปัญหารถติดในเมือง

แม้ว่าเราจะมี นโยบายพลังงานแห่งชาติ เป็นตัวกำหนดทิศทางการใช้พลังงาน และหา พลังงานทางเลือก ใหม่ในอนาคตของประเทศได้ แต่เราก็ไม่ควรที่จะคิดว่าอย่างไรเสียในอนาคตก็ยังคงมีพลังงาน   ในทางตรงข้าม  เราจะมีวิธีปรับตัวหรือมีส่วนช่วยอย่างไรในการประหยัดพลังงาน เพื่อให้เรายังสามารถใช้ได้นานที่สุด โดยเริ่มที่ตัวเอง และคนรอบข้างก่อน แล้วการร่วมด้วยช่วยกันในระดับเมืองก็จะเกิดขึ้น รัฐก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้นดีกว่าไปแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลง แม้ว่าราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นสูงเท่าไหร่ สิ่งที่เราควรจะตระหนัก คือ

“…หากพรุ่งนี้เชื้อเพลิงทั้งหลายเหลือน้อยลงทุกที เราจะอยู่อย่างไร

 

อ้างอิง

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,714 16-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555