เรือนไทยยกพื้น กับบ้านสมัยใหม่ติดพื้น: บ้านแบบไหน…ที่เหมาะกับเมืองไทย

By FIGHTO

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลแก่อาคารบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมเป็นอย่างมาก จึงเกิดข้อโต้แย้งในสังคมขึ้นมากมาย บ้างก็ว่า คนเมืองลืมความเป็นไทยแต่เดิมที่สร้างบ้านยกใต้ถุนเพราะอยู่ในที่ราบลุ่มน้ำท่วมบ่อย บ้างก็ว่าคนไทยตามพวกฝรั่ง ก็เลยไปสร้างบ้านแบบฝรั่งเขา ไม่ได้ดูสภาพบ้านเมืองตัวเอง เป็นต้น แล้วอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบบ้านไปจากเดิม มันเหมาะแล้วหรือกับสภาพปัจจุบัน

จากการศึกษาการสร้างบ้านของคนไทยในภาคกลาง พบว่า ทุกครัวเรือนซึ่งมีที่อยู่อาศัยในพื้นที่ราบลุ่ม และน้ำท่วมขัง จะสร้างบ้านเรือนชั้นเดียวใต้ถุนสูงให้รอดพ้นจากน้ำท่วม โดยกำหนดความสูงของใต้ถุนจากระดับน้ำที่เคยท่วมสูงสุดในอดีตที่ผ่านมา มีการขุดคูคลองเพื่อให้น้ำไหลผ่านลงสู่ทะเลโดยเร็ว และในขณะเดียวกันก็ใช้เป็นทางเดินเรือเพื่อสัญจรไปมา และขนส่งสินค้าทั้งในภาวะปกติและภาวะน้ำท่วม

ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาถนนหนทางมากขึ้น ความนิยมในการสัญจรไปมาใช้รถ ซึ่งวิ่งไปตามถนนแทนเรือ จึงทำให้คูคลองถูกถมและทำถนนแทน ส่วนที่ไม่ถูกถมก็ปล่อยให้ตื้นเขินน้ำไหลไม่สะดวก เมื่อฝนตกลงมาก็ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน การสร้างบ้านเรือนก็เปลี่ยนไปจากชั้นเดียวใต้ถุนสูงมาเป็นชั้นเดียวโดยมีพื้นบ้านตั้งอยู่ในระดับดิน อาจมีการถมให้สูงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่สูงพอจะหนีน้ำท่วมได้

หากลองพิจารณาจากภาพเมืองในย่านเก่า ๆ ทั้งในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ เกาะเมืองอยุธยา หรือที่เมืองสุโขทัย จะพบว่า อันที่จริงแล้วบ้านที่ยกใต้ถุนสูงนั้น ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองก็ได้ แต่จะสร้างในพื้นที่ที่เหมาะสมและมีกิจกรรมที่สอดคล้องกับน้ำท่วม เช่น พื้นที่เกษตรกรรมสำหรับพืชที่ต้องเพาะปลูกในพื้นที่น้ำท่วม เช่น พื้นที่ปลูกข้าว เป็นต้น

แต่น้ำท่วมจะกลายเป็นอุทกภัยที่มีอันตรายต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนก็ต่อเมื่อไปท่วมในพื้นที่ที่มีกิจกรรมที่ไม่สามารถอยู่กับน้ำท่วมได้ เช่น ย่านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของเมือง จึงเกิดการบริหารจัดการน้ำสำหรับเมืองขึ้น เช่น การสร้างเครือข่ายคลองมากขึ้น การสร้างเขื่อน ระบบระบายน้ำในเมือง ทำให้ความมั่นใจของประชาชนเมืองรู้สึกปลอดภัยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมจะไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักและนานเกินไป จึงมีการพัฒนารูปแบบของการสร้างบ้านเรือนให้สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของเมืองมากขึ้น

ที่มาของภาพ: http://www.dmc.tv/images/00-iimage/tana2.jpg

การพัฒนาของเมืองอย่างรุนแรงของความต้องการทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จนเมืองเติบโตเร็วมาก เลยไม่ได้มีใครสนใจกับแนวคลองการระบายน้ำที่ได้จัดการไว้แต่แรก จึงเกิดการถมคลอง สร้างอาคาร หรือถนนขวางทางน้ำไหล จนในที่สุดก็เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำตามา แล้วก็จะเกิดคำถามย้อนกลับมาที่เดิม ว่า เราควรจะกลับไปสร้างบ้านแบบยกสูงแบบเดิมหรือไม่ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณจะสร้างบ้านแบบไหนให้รอดพ้นน้ำท่วม แต่ประเด็นอยู่ที่ คุณจะสร้างบ้านแบบไหนให้เข้ากับพื้นที่มากกว่า

การที่ผู้อยู่อาศัยเข้าใจที่ที่เราอยู่ รู้ว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ต่ำ เป็นที่รับน้ำ หรืออยู่ติดคลองที่ใช้ระบายน้ำ ก็ต้องรู้ว่าตัวเองควรจะสร้างบ้านอย่างไรให้สัมพันธ์กับพื้นที่ ไม่ใช่ว่ามองแต่ในที่ของตัวเราเองเท่านั้น โดยไม่รู้ว่ารอบข้างนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผลที่เกิดขึ้นคือปัญหาที่พบกันในปัจจุบัน ต่างคนต่างสร้าง ต่างจะเอาประโยชน์เข้าตัวเองฝ่ายเดียว สุดท้ายก็เดือดร้อนกันหมดทุกคน

คำตอบคงไม่ใช่ว่า บ้านเรือนไทยยกพื้น กับบ้านสมัยใหม่ติดพื้น บ้านแบบไหนที่เหมาะกับเมืองไทย  แต่คำตอบอยู่ที่ว่า คุณเข้าใจพื้นที่ที่คุณอยู่มากน้อยเพียงไรต่างหากที่จะสร้างบ้าน 

——-

อ้างอิง
• ความเข้าใจเรื่องทรัพยากรน้ำกับสุขภาวะเมือง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา, 2555.
• เหตุที่ทำให้น้ำท่วมมากขึ้น: พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดย สามารถ มังสัง: วันที่ 20 ธันวาคม 2554.

Advertisements

ร้านทางเดิน…..เมินทางเท้า

By Mallika Pupa Kosolsak

 

 “ร้านค้าริมทาง”  เป็นร้านค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากคนเมือง เนื่องจากมีราคาถูก ตอบรับกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าริมทางยังถือเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยสีสัน และความมีชีวิตชีวาจากความหลากหลายของร้านค้าริมทาง เช่น รถเข็น หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ด้วย

โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตามย่านการค้าที่สำคัญ ตามตลาด หรือตามจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของเมือง อีกทั้งยังเป็นทั้งแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีราคาย่อมเยาของคนในเมือง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในเมือง ทำให้ร้านค้าริมทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของร้านค้าริมทางนี้ให้มากขึ้นทั้งในหลายๆด้าน เช่น การอนุญาตให้ตั้งร้านค้าริมทางให้มากขึ้น การเก็บค่าเช่าให้เหมาะสม เป็นต้น แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากร้านค้าเหล่านั้นด้วย เช่น การวางขายสินค้าเต็มพื้นที่ทางเดินเท้าสาธารณะทำให้มีทางเดินไม่เพียงพอ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เป็นต้น

เราควรจะจัดการอย่างไร…เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย กับกลุ่มคนที่ต่างความต้องการในเมืองของเรา 

 

ถ่ายภาพ: Mallika Pupa Kosolsak สถานที่: ย่านสีลม และสยามแสควร์

 

“ร้านค้าริมทาง” เป็นกิจกรรมการค้าที่มีลักษณะชั่วคราว โดยมีที่ตั้งไม่แน่นอน สินค้าสามารถยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่วนหนึ่งของร้านอาจจะอยู่ในตัวอาคารแล้วมีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมาถึงทางเดินเท้า ถ้าเป็นรถเข็นก็นำมาจอดริมทางเดินเท้า หรือตั้งบนทางเดินเท้าเลยก็มี เป็นการยึดพื้นที่สาธารณะเพื่อขายของ โดยเฉพาะในตอนเย็นๆไปจนถึงช่วงกลางคืน จะเห็นร้านเหล่านี้มากมายบนทางเท้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีมากมายหลากลายชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร (สินค้าที่อยู่ในจำพวกปัจจัยสี่) เป็นต้น และสินค้าที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น แผ่นซีดีหนัง ซีดีเพลง สินค้าเครื่องประดับ (สินค้าจำพวกของนอกกายต่างๆ) เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงร้านค้าริมทางที่มักพบเห็นในทุกๆที่ ก็คงไม่พ้น..ร้านขายของกิน..ที่มีค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งขายอาหารทั้งแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงพลาสติก เพื่อความสะดวกให้ลูกค้านำกลับไปกินที่บ้านหรือที่ทำงานได้ และร้านอาหารเคลื่อนที่แบบมีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้เลย โดยมักตั้งอยู่บนทางเท้า

ทั้งๆที่ร้านค้าริมทาง หาบเร่ แผงลอยเหล่านี้บดบังทัศนียภาพ

และทัศนวิสัยของเมือง แต่ทำไมยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก??

 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าริมทาง ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนเมือง และลักษณะของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทั้งการจราจรที่ติดขัดและความรีบเร่งที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปประกอบกิจการต่างๆ ทำให้ทุกคนต้องประหยัดเวลาแม้กระทั่งในการกินอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล ร้านอาหารริมถนน หรือรถเข็นจึงเป็นที่พึ่งอย่างดี หรือพูดง่ายๆว่า มีลักษณะที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” อีกทั้งอาหารและสินค้าที่ขายก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด กระจายตัวอยู่ในทุกสถานที่ตามย่านชุมชนที่มีประชาชนผ่านไปมาจำนวนมาก เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ ใต้ทางขึ้น BTS ป้ายรถเมล์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและมีราคาถูก พอเป็นที่พึ่งให้กับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมือทำเอง หรือหาซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่มีราคาถูก สถานที่ขายไม่ต้องเสียค่าเช่า หรือว่าอาจจะเสียในราคาที่ถูกกว่าเช่าร้าน ไม่เสียค่าทำความสะอาด หรือดูแลซ่อมแซม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ทั่วไปได้ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ร้านค้าริมทางก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ปัญหาสภาพภูมิทัศน์ที่ร้านค้าบดบังทัศนียภาพของเมือง และจากการที่มีปริมาณร้านที่มากและตั้งเต็มพื้นที่บนทางเท้าทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาไม่สามารถเดินบนทางเท้าปกติได้ เลยต้องลงไปเดินบนถนนแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือไม่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนร้านที่ตั้งขวางทางเดินอย่างเกะกะ เกิดปัญหาการจราจรตามมา รวมถึงการเกิดปัญหาสังคม เช่น การเรียกค่าคุ้มครองกับผู้ค้า เป็นต้น เนื่องจากตามกฎหมายแล้วการค้าในลักษณะหาบแร่ แผงลอยตามพื้นที่สาธารณะหรือตามท้องถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เว้นแต่มีการประกาศผ่อนผันได้ตามวัน เวลาที่กำหนด ส่วนจำพวกร้านอาหารที่มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้าน โดยตั้งอยู่บนทางเท้านั้น อาหารมักจะไม่ค่อยสะอาดและไม่ถูกสุขอนามัยมากนัก รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ และยังก่อให้เกิดความสกปรกในพื้นที่ จากการกินแล้วก็ทิ้งเศษ อาหาร ขยะ ลงบนพื้นเลย บ้านเมืองเกิดความสกปรกตามมา

จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีร้านค้าริมทางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และงามตามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ทางเท้ามีค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ทั้งเพื่อกิจกรรมการสัญจร และกิจกรรมการค้าริมทาง ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทางเท้าในอนาคตเราก็ควรมีการพัฒนาให้ทางเท้ามีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเอื้อต่อการที่จะสามารถประกอบกิจกรรมตามลักษณะของสังคมเมืองไทยที่มักจะมีวิถีชีวิตบาทวิถีขึ้นได้ โดยอาจใช้วิธีตั้งข้อกำหนดกฎหมายควบคุมต่างๆ เช่น เพิ่ม set back ระหว่างอาคารกับพื้นที่ถนนให้มากขึ้น เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ทางเท้ากว้างขึ้น ซึ่งการมีพื้นที่ทางเท้าที่เหมาะสมก็สามารถพัฒนาพื้นที่ทางเท้าให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ง่าย ดังเช่น ถนนเศรษฐกิจหลักของประเทศสิงคโปร์ที่มีการปลูกต้นไม้ใหญ่บนทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมือง มีทางเท้าที่กว้างขวาง มีแหล่งช้อปปิ้งทอดยาวตามทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและสร้างกิจกรรมให้กับพื้นที่ ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทางเดินเท้าเต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา ดูครึกครื้น อย่างกับถนนมีชีวิต สร้างสีสันให้เมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่ : Orchard Road, Singapore
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orchard_Road_6,_Singapore_Biennale
_2006,_Oct_06.JPG

ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมืองโดยการดึงจุดเด่นของพื้นที่ขึ้นมา ก็ต้องคิดก่อนว่าทางเท้านั้นจะจัดการ และสามารถพัฒนาให้เป็นรูปแบบแนวทางไหนได้บ้าง โดยต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาให้ออกมาได้หลากหลายแนวทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น…

  • ทางเดินเท้าเพื่อให้เกิดความรู้สึกเดินสบาย เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสดชื่นจากการมีต้นไม้เยอะ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีความร่มรื่น มองทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน
  • ทางเดินเท้าที่สามารถเดินซื้อของได้ดั่งใจ มีปริมาณคนหนาแน่น เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งเศรษฐกิจ 
  • ทางเดินเท้าที่มีกิจกรรมทางสังคมมาก ใช้เพื่อเดินเล่น พักผ่อนได้
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน คนจึงเดินอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก มีความต่อเนื่อง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เป็นทางลัดไปยังพื้นที่ต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น


…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ

การเป็นทางเดินเท้าที่ใช้ได้สำหรับทุกคน (universal design)

รวมถึงควรมีการควบคุมโดยใช้มาตรการ กฎหมายต่างๆ สร้างความชัดเจนในนโยบาย มีบทลงโทษที่แน่นอน ไม่ควรผ่อนปรนในกรณีต่างๆ เพื่อให้คนใส่ใจและปฏิบัติตามมากขึ้น ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามทิศทางที่เราได้วางไว้ เช่น การกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนของรถเข็น หรือร้านค้าริมทาง  มีมาตรการในการใช้พื้นที่โดยกำหนดให้หลังจากการประกอบกิจกรรมเสร็จต้องเก็บทำความสะอาดบริเวณร้านค้าให้เรียบร้อย มีการลงเบียนมาตรฐาน คุณภาพอาหารสำหรับร้านขายของกิน เพื่อให้คนเกิดความเชื่อมั่นในความสะอาดมากขึ้น มีมาตรการให้มีถึงขยะประจำโต๊ะอาหาร เพื่อให้ทิ้งลงถังขยะแทนที่จะลงพื้น เพื่อลดความสกปรกของการใช้พื้นที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างทางเท้ากับพื้นที่ตั้งร้านค้าริมทางได้ เป็นต้น หรืออาจมีการพัฒนาพื้นที่ดินรัฐบาลหรือเอกชนที่มีศักยภาพ มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ใช้ในการค้าขายแทนการใช้พื้นที่สาธารณะ

ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจในวิถีชีวิต และลักษณะวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา อยู่กันอย่างเข้าใจความเป็นรูปแบบของเมือง และที่สำคัญจะส่งเสริมให้คนเดินทางเท้ามากขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถน้อยในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานของชาติได้อีกด้วย

Building living landscapes – future developments must respect nature

By Asan Suwanarit

(from Suwanarit, A. (2012)”Building living landscapes -future developments must respect nature” in Asia-Pacific Housing Journal Volume 6  No. 18  (January – March 2012), page 17-24.)

Thailand’s unprecedented floods at the end of 2011 devastated many households and industrial estates and drastically affected overall economic growth.

Such catastrophic and devastating events are no longer merely natural calamities; they are undoubtedly man-made disasters.

The recent flooding in Thailand has left no choice but for the government and experts
to re-examine policies and infrastructure with the objective of ensuring that, in the
long-term, Bangkok and its surrounding regions will be in a much better position to manage such natural events, especially as they are likely to be more frequent and more extreme.

It is now indisputable that any future urban development must respect nature much more.

Urban and regional planning must be developed with full cognizance and understanding
of the ecosystem to which the landscape belongs. Under this framework, biophysical and sociological information generates opportunities and places constraints on landscape-use decisions.

For a sustainable future, Bangkok and its surrounding regions should consider alternative approaches that ensure that it remains a living landscape. These approaches require an understanding of the area’s dynamism from various scales and perspectives.

The challenges that future generations of decision makers, planners, developers and
designers must face include a clear understanding of and how to incorporate natural, scientific and cultural perspectives into future developments.

Cities are always evolving

Cities, like life, are always evolving and changing as rice fields, buildings, roadways and cities’ shapes are all constantly in motion.

The past has provided our landscapes with unique and tangible shapes that also directly affect how people live today. These elements are irrevocably bound by continuous development over time–a dynamism that is both productive and destructive.

Cultivating Bangkok’s landscape

In 1782, following the fall of Ayutthaya, Bangkok was built as the Rattanakosin Kingdom’s new capital on the site of an old settlement close to the mouth of Chao Phraya River. Geographically, its landscape was characterized by a flat and low-lying plain, consisting of young fluvial, brackish and marine deposits.

These natural conditions have formed a vast water reception and dispersion area, which was once a resource for wet cultivation of rice and for tropical orchards. As the city grew, immigrant populations began laying claim to the fertile tidal hinterland for cultivation and along the extensive canals for settlement, to help create the city as “the Venice of the East”.

During the late nineteenth century, the construction of extensive canal networks developed Thailand’s agricultural industry into a leading global leader. From 1869-70, Bangkok gradually extended northward when the Prem Phrachakorn Canal was constructed.

This canal provided a route between Bangkok and Ayutthaya, extending 51.3 kilometers, and, at the same time, it encouraged people to settle for cultivation purposes.

Other notable developments extended the metropolis further to the east. The 21.5 kilometer Nakhon Nuang Khet Canal (1876) and the 28.7 kilometer Pravet Burirom Canal (1878) were constructed to provide more rapid communication and transportation between Bangkok and Chachoengsao.

This was followed by the most significant development in the late nineteenth century, the Rangsit Irrigation Project, (1890-1904), which enlarged the arable area for rice cultivation on the northern periphery of Bangkok.

From agri-aquaculture to paved-paradise

During the modern era, Bangkok began to lose its embracing connections with water.
Rapid urbanization gave rise to a densely populated land-based city.

In the 1960s the city began evolving from its traditional agricultural foundation into a large diversified and growing metropolis. Large previously exclusively agricultural areas were transformed into urban dwellings that developed along main roads.

In the inner city, many klongs (canals) were filled for further road expansion or became sewage drains behind residential and commercial blocks. New workplaces and residential developments were also built to take advantage of the new infrastructure.

While the nation as a whole enjoyed unprecedented growth as an emerging industrial economy, Bangkok and its surrounding region’s rapid urbanization gave rise to a densely-populated urban area.

The expansion eventually extended beyond the city’s administrative boundaries, spilling into neighboring provinces, and became the Bangkok Metropolitan Region (BMR).

This conurbation now covers an area of over 7,761 square kilometres, with the evergrowing population reaching approximately 10.3 million registered inhabitants.

Learning from Tung Rangsit and
Bang Khun Thain [1]

As part of Bangkok’s northern development corridor, Tung Rangsit became a major urbanized area. Typical traditional living accommodations in the less densely populated peripheral areas were gradually replaced by concentrated residential estate
projects.

Many fragmented urban clusters also sprouted into mosaic landscapes of urban and rural applications. The land-use shift from rice fields to urban dwellings has significantly reduced stormwater retention areas and increased potential flood hazards.

Similar situations have also occurred in the only coastal district of Bangkok, Bang Khun
Thain. Located between the Chao Phraya basin and the Gulf of Thailand, the area, although previously a frequently flooded swamp, developed during the last century as a thriving aqua-cultural and industrial center.

These new forms of rural-urban socioeconomic admixture developments including rural-urban industrial, residential, commercial and business land uses, differed greatly from traditional rural-urban land-mix concepts.

These land uses have subjected the urban areas and coastal ecology to more flood disasters. The coastline is eroding at a rate of as much as 10m per year, and is likely to
increase.

City at risk [2]

Over the past few decades, urban developments in the ecologically-fragile Chao Phraya
Great Plain have made it more vulnerable to the elements. The situation is likely to be further impacted by climate change as various environmental risks are being investigated.

  1. Faced with seasonal monsoon rains and daily tidal fluctuations, an increasing number of people in Bangkok and its region currently face regular flood risks. From May to October the combination of elevated Chao Phraya River flows, tidal surges and local runoff often places many city and regional areas under water.
  2. Excess groundwater pumping in the past has resulted in continuing land subsidence. The city which is built on thick soft clay sinks by about 5-10 mm and by as much as 30 mm in outlying southeastern and southwestern areas each year. Combined with rising sea levels, this subsidence could potentially leave Bangkok and its region under 50-100 cm of water by 2025.
  3. Most of Bangkok‘s water supply comes from the Chao Phraya and Mae Klong Rivers. Climate change will likely affect the two rivers’ water flows and the city’s water supply. As temperatures rise, household and industrial water demand will increase and further exacerbate projected water supply changes. Since Bangkok is expected to continue Learning to live with floods 23 Asia-Pacific Housing Journal growing over the next decade, water supply and contamination of both surface and ground waters problems may worsen.
  4. Bangkok’s climate has become warmer and dryer than its surrounding suburbs because of its extensive land-use changes. This is also known as the Heat Island Effect. From 1956–1997 Bangkok’s lowest temperature increased by 2 ºC. Today, Bangkok and its surrounding region are experiencing more days with temperatures above 30 ºC.

Notes
[1] Source: Sustainable Landscape Design Studio, SLDS, Department of Landscape
Architecture, Faculty of Architecture and Planning, Thammasat University, Thailand.

[2] Source: Bangkok City Report, Coastal Cities at Risk (CCaR): Building Adaptive Capacity for Managing Climate in Coastal Mega cities. Southeast Asia START Regional Center Thailand.

References
Jarupongsakul, T., Kaida, Y., 2000. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year 2020. Paper presented at the international conference The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl. Bangkok. Kasetsart University. Retrieved May 2010, from web site: http://std.cpc.ku.ac.th/delta

Sowatree, N., 2000. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand. Bangkok. Paper presented at the international conference The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl. Bangkok. Kasetsart  University . Retrieved May 2010, from web site: http://std.cpc.ku.ac.th

Suwanarit, A., 2011. Re-structuring Bangkok’s Suburbia: Landscape Vision Tung Rangsit. Proceeding of The International Federation of Landscape Architect Asia Pacific Region Congress, IFLA-APR 2011, [CD-Rom], Bangkok, Thailand

Suwanarit, A. 2011. Bangkok Floods: Natural Events That Become Man-Made Disasters. Topos Blog, http://www.toposmagazine.com/blog/bangkok-floods-natural-events-that-become-manmade-disasters.html

Tangchonlatip, K. 2007. Krung Thep Maha Nakorn: Muang toh diew talod karn khong pra tade Tai [Bangkok Metropolis: Primate City of Thailand], Bangkok: Institute of Population and Social Research, Mahidol University

Thaitakoo, D., Takeuchi, K. 2008. Landform Transformation on the Urban Fringe of Bangkok: The Need to Review Landuse Planning Processes with Consideration of the Flows of Fill Materials to Developing Areas. Landscape and Urban Planning, Vol. 84: 74-91