ร้านทางเดิน…..เมินทางเท้า

By Mallika Pupa Kosolsak

 

 “ร้านค้าริมทาง”  เป็นร้านค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากคนเมือง เนื่องจากมีราคาถูก ตอบรับกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าริมทางยังถือเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยสีสัน และความมีชีวิตชีวาจากความหลากหลายของร้านค้าริมทาง เช่น รถเข็น หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ด้วย

โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตามย่านการค้าที่สำคัญ ตามตลาด หรือตามจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของเมือง อีกทั้งยังเป็นทั้งแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีราคาย่อมเยาของคนในเมือง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในเมือง ทำให้ร้านค้าริมทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของร้านค้าริมทางนี้ให้มากขึ้นทั้งในหลายๆด้าน เช่น การอนุญาตให้ตั้งร้านค้าริมทางให้มากขึ้น การเก็บค่าเช่าให้เหมาะสม เป็นต้น แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากร้านค้าเหล่านั้นด้วย เช่น การวางขายสินค้าเต็มพื้นที่ทางเดินเท้าสาธารณะทำให้มีทางเดินไม่เพียงพอ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เป็นต้น

เราควรจะจัดการอย่างไร…เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย กับกลุ่มคนที่ต่างความต้องการในเมืองของเรา 

 

ถ่ายภาพ: Mallika Pupa Kosolsak สถานที่: ย่านสีลม และสยามแสควร์

 

“ร้านค้าริมทาง” เป็นกิจกรรมการค้าที่มีลักษณะชั่วคราว โดยมีที่ตั้งไม่แน่นอน สินค้าสามารถยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่วนหนึ่งของร้านอาจจะอยู่ในตัวอาคารแล้วมีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมาถึงทางเดินเท้า ถ้าเป็นรถเข็นก็นำมาจอดริมทางเดินเท้า หรือตั้งบนทางเดินเท้าเลยก็มี เป็นการยึดพื้นที่สาธารณะเพื่อขายของ โดยเฉพาะในตอนเย็นๆไปจนถึงช่วงกลางคืน จะเห็นร้านเหล่านี้มากมายบนทางเท้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีมากมายหลากลายชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร (สินค้าที่อยู่ในจำพวกปัจจัยสี่) เป็นต้น และสินค้าที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น แผ่นซีดีหนัง ซีดีเพลง สินค้าเครื่องประดับ (สินค้าจำพวกของนอกกายต่างๆ) เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงร้านค้าริมทางที่มักพบเห็นในทุกๆที่ ก็คงไม่พ้น..ร้านขายของกิน..ที่มีค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งขายอาหารทั้งแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงพลาสติก เพื่อความสะดวกให้ลูกค้านำกลับไปกินที่บ้านหรือที่ทำงานได้ และร้านอาหารเคลื่อนที่แบบมีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้เลย โดยมักตั้งอยู่บนทางเท้า

ทั้งๆที่ร้านค้าริมทาง หาบเร่ แผงลอยเหล่านี้บดบังทัศนียภาพ

และทัศนวิสัยของเมือง แต่ทำไมยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก??

 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าริมทาง ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนเมือง และลักษณะของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทั้งการจราจรที่ติดขัดและความรีบเร่งที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปประกอบกิจการต่างๆ ทำให้ทุกคนต้องประหยัดเวลาแม้กระทั่งในการกินอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล ร้านอาหารริมถนน หรือรถเข็นจึงเป็นที่พึ่งอย่างดี หรือพูดง่ายๆว่า มีลักษณะที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” อีกทั้งอาหารและสินค้าที่ขายก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด กระจายตัวอยู่ในทุกสถานที่ตามย่านชุมชนที่มีประชาชนผ่านไปมาจำนวนมาก เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ ใต้ทางขึ้น BTS ป้ายรถเมล์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและมีราคาถูก พอเป็นที่พึ่งให้กับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมือทำเอง หรือหาซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่มีราคาถูก สถานที่ขายไม่ต้องเสียค่าเช่า หรือว่าอาจจะเสียในราคาที่ถูกกว่าเช่าร้าน ไม่เสียค่าทำความสะอาด หรือดูแลซ่อมแซม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ทั่วไปได้ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ร้านค้าริมทางก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ปัญหาสภาพภูมิทัศน์ที่ร้านค้าบดบังทัศนียภาพของเมือง และจากการที่มีปริมาณร้านที่มากและตั้งเต็มพื้นที่บนทางเท้าทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาไม่สามารถเดินบนทางเท้าปกติได้ เลยต้องลงไปเดินบนถนนแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือไม่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนร้านที่ตั้งขวางทางเดินอย่างเกะกะ เกิดปัญหาการจราจรตามมา รวมถึงการเกิดปัญหาสังคม เช่น การเรียกค่าคุ้มครองกับผู้ค้า เป็นต้น เนื่องจากตามกฎหมายแล้วการค้าในลักษณะหาบแร่ แผงลอยตามพื้นที่สาธารณะหรือตามท้องถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เว้นแต่มีการประกาศผ่อนผันได้ตามวัน เวลาที่กำหนด ส่วนจำพวกร้านอาหารที่มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้าน โดยตั้งอยู่บนทางเท้านั้น อาหารมักจะไม่ค่อยสะอาดและไม่ถูกสุขอนามัยมากนัก รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ และยังก่อให้เกิดความสกปรกในพื้นที่ จากการกินแล้วก็ทิ้งเศษ อาหาร ขยะ ลงบนพื้นเลย บ้านเมืองเกิดความสกปรกตามมา

จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีร้านค้าริมทางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และงามตามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ทางเท้ามีค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ทั้งเพื่อกิจกรรมการสัญจร และกิจกรรมการค้าริมทาง ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทางเท้าในอนาคตเราก็ควรมีการพัฒนาให้ทางเท้ามีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเอื้อต่อการที่จะสามารถประกอบกิจกรรมตามลักษณะของสังคมเมืองไทยที่มักจะมีวิถีชีวิตบาทวิถีขึ้นได้ โดยอาจใช้วิธีตั้งข้อกำหนดกฎหมายควบคุมต่างๆ เช่น เพิ่ม set back ระหว่างอาคารกับพื้นที่ถนนให้มากขึ้น เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ทางเท้ากว้างขึ้น ซึ่งการมีพื้นที่ทางเท้าที่เหมาะสมก็สามารถพัฒนาพื้นที่ทางเท้าให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ง่าย ดังเช่น ถนนเศรษฐกิจหลักของประเทศสิงคโปร์ที่มีการปลูกต้นไม้ใหญ่บนทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมือง มีทางเท้าที่กว้างขวาง มีแหล่งช้อปปิ้งทอดยาวตามทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและสร้างกิจกรรมให้กับพื้นที่ ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทางเดินเท้าเต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา ดูครึกครื้น อย่างกับถนนมีชีวิต สร้างสีสันให้เมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่ : Orchard Road, Singapore
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orchard_Road_6,_Singapore_Biennale
_2006,_Oct_06.JPG

ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมืองโดยการดึงจุดเด่นของพื้นที่ขึ้นมา ก็ต้องคิดก่อนว่าทางเท้านั้นจะจัดการ และสามารถพัฒนาให้เป็นรูปแบบแนวทางไหนได้บ้าง โดยต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาให้ออกมาได้หลากหลายแนวทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น…

  • ทางเดินเท้าเพื่อให้เกิดความรู้สึกเดินสบาย เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสดชื่นจากการมีต้นไม้เยอะ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีความร่มรื่น มองทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน
  • ทางเดินเท้าที่สามารถเดินซื้อของได้ดั่งใจ มีปริมาณคนหนาแน่น เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งเศรษฐกิจ 
  • ทางเดินเท้าที่มีกิจกรรมทางสังคมมาก ใช้เพื่อเดินเล่น พักผ่อนได้
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน คนจึงเดินอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก มีความต่อเนื่อง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เป็นทางลัดไปยังพื้นที่ต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น


…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ

การเป็นทางเดินเท้าที่ใช้ได้สำหรับทุกคน (universal design)

รวมถึงควรมีการควบคุมโดยใช้มาตรการ กฎหมายต่างๆ สร้างความชัดเจนในนโยบาย มีบทลงโทษที่แน่นอน ไม่ควรผ่อนปรนในกรณีต่างๆ เพื่อให้คนใส่ใจและปฏิบัติตามมากขึ้น ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามทิศทางที่เราได้วางไว้ เช่น การกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนของรถเข็น หรือร้านค้าริมทาง  มีมาตรการในการใช้พื้นที่โดยกำหนดให้หลังจากการประกอบกิจกรรมเสร็จต้องเก็บทำความสะอาดบริเวณร้านค้าให้เรียบร้อย มีการลงเบียนมาตรฐาน คุณภาพอาหารสำหรับร้านขายของกิน เพื่อให้คนเกิดความเชื่อมั่นในความสะอาดมากขึ้น มีมาตรการให้มีถึงขยะประจำโต๊ะอาหาร เพื่อให้ทิ้งลงถังขยะแทนที่จะลงพื้น เพื่อลดความสกปรกของการใช้พื้นที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างทางเท้ากับพื้นที่ตั้งร้านค้าริมทางได้ เป็นต้น หรืออาจมีการพัฒนาพื้นที่ดินรัฐบาลหรือเอกชนที่มีศักยภาพ มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ใช้ในการค้าขายแทนการใช้พื้นที่สาธารณะ

ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจในวิถีชีวิต และลักษณะวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา อยู่กันอย่างเข้าใจความเป็นรูปแบบของเมือง และที่สำคัญจะส่งเสริมให้คนเดินทางเท้ามากขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถน้อยในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานของชาติได้อีกด้วย