“กรุงเทพกับน้ำท่วม” จากอดีตถึงปัจจุบัน: 2554 ไม่ได้ท่วมหนักที่สุด แต่ผลกระทบร้ายแรงที่สุด

โดย ทีมงาน CCaR Bangkok

ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น โดยแท้จริงแล้วเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน อย่างไรก็ตาม อุทกภัยในปี 2554 แม้ว่าจะมีปริมาณน้ำโดยรวมน้อยกว่าอุทกภัยในปี 2538 แต่กลับส่งผล
กระทบแก่ประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

อะไรคือปัญหา และแนวทางป้องกันไม่ให้ปี 2555 ต้องซ้ำรอยเดิม ควรเป็นอย่างไร

Image

คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่

ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทยไม่ใช่พึ่งเกิดขึ้น โดยแท้จริงแล้วเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน

ที่เลวร้ายที่สุดน่าจะเป็นเมื่อครั้งน้ำท่วมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2485 โดยครั้งนั้น น้ำได้ท่วมตามสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพฯ เช่น สถานีรถไฟหัวลำโพง ถนนเยาวราช อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ภูเขาทอง ถนนราชดำเนิน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมถึงพระที่นั่งอนันตสมาคม

และอีกครั้งที่เมื่อน้ำท่วมกรุงเทพฯใน พ.ศ. 2538 จากพายุหลายลูกพัดผ่าน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา และมีสภาพฝนตกหนักในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ทำให้ฝนตกหนักในภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับพายุ “โอลิส” ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับสูง โดยวัดที่สะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2538 มีค่าระดับสูงถึง 2.27 เมตร (รทก.) ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์(เท่าน้ำท่วมปี พ.ศ. 2485 ) ทำให้น้ำล้นคันป้องกันน้ำท่วมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำในระดับสูงถึง 50 – 100 ซ.ม.

อุทกภัยน้ำท่วมในประเทศไทย พ.ศ. 2554 เป็นอุทกภัยรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างฤดูมรสุมในประเทศไทย  ผลกระทบหนักที่สุดอยู่ที่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมไปถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง เหตุการณ์กินเวลาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมและยังคงดำเนินมามากกว่าสองเดือนจนถึงปัจจุบัน จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 527 ราย สูญหาย 3 ราย และมีผู้ได้รับผลกระทบ 2.9 ล้านครัวเรือน หรือกว่า 9.5 ล้านคนโดยประเมินความเสียหายอยู่ที่ 156,700 ล้านบาท ส่งผล
กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม 2.31 แสนล้านบาท

อุทกภัยดังกล่าวทำให้พื้นดินกว่า 150 ล้านไร่ (6 ล้านเฮกตาร์) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมใน 63 จังหวัด 641 อำเภอ ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ สุโขทัย ตาก พิษณุโลก กำแพงเพชร ทางภาคเหนือ ไปจนถึง พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ปทุมธานี นครนายก นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี กรุงเทพมหานคร ในที่ราบลุ่มภาคกลาง ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา ในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง

อุทกภัยครั้งนี้ถูกกล่าวขานว่าเป็น “อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ”  และครั้งต่อไปที่คาดการณ์กันไว้ว่าน้ำท่วมจะท่วมครั้งใหญ่อีกครั้งปี พ.ศ.2561 น้ำที่เคยเป็นภาระเป็นครั้งคราวที่พอทนทานจึงกลับกลายเป็นวิกฤตของชาติโดยฉับพลัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาวะอากาศของซีเอ็นเอ็นสรุปความผันแปรเรื่องน้ำเอาไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งเงาสะท้อนของภาวะโลกร้อนที่สาเหตุมาจากน้ำมือมนุษย์ด้วยความไม่เคยรู้เท่าทันน้ำที่ทำให้ฝืนธรรมชาติอย่างผิดคิดว่าเราสามารถบริหารจัดการน้ำนับหมื่นลูกบาศก์เมตรได้ กลายเป็นวิกฤตน้ำที่ส่งผลกระทบมาเป็นวิกฤตของคนไทย และยังเกี่ยวโยงถึงวิกฤตของการบริหารจัดการเรื่องน้ำ

น้ำท่วมครั้งนี้ ยังมีคำถามที่หลายคนอยากรู้ก็คือ “จะมีผลกระทบอย่างไรกับเศรษฐกิจ” สิ่งที่มักจะพบคือเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตต่อทรัพย์สิน โดยเฉพาะต่อโครงข่ายการผลิตที่ถูกทำลายไป โดยเฉพาะเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นในเขตอุตสาหกรรม จะมีนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานอีกกี่แห่งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง และส่งผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ดังที่เห็นจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญระดับโลก แต่กลับต้องชะงักการผลิตและการส่งออกเพราะความเสียหายจากอุทกภัย ผลกระทบดังกล่าวปรากฏยังตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 54 สืบเนื่องมาจนถึงต้นปี 55

ความเสียหายทางเศรษฐกิจของไทยจะมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนได้รับความเสียหายมากแค่ไหน กรุงเทพฯและปริมณฑลจะท่วมเป็นบริเวณกว้างและนานหรือไม่ 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสียหายจากน้ำท่วมปี 2554 ส่งผลกระทบวงกว้างต่อเศรษฐกิจทั่วประเทศ ได้แก่

  1. ในอดีตความเสียหายจากน้ำท่วมจะจำกัดอยู่แค่ภาคการเกษตรตลอดจนครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในที่ลุ่มน้ำเป็นสำคัญ แต่ครั้งนี้น้ำท่วมลุกลามไปยังภาคอุตสาหกรรม ทำให้นิคมอุตสาหกรรมสำคัญ ๆของประเทศที่ทยอยกันจมน้ำ และกระทบต่อสถานประกอบการ โรงงานนับหมื่นและแรงงานมากกว่า 6 แสนคน การซ่อมแซมเครื่องจักร โรงงานที่ต้องจมน้ำไป อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ หมายความว่าบางแห่งกว่าจะกลับมาผลิตใหม่ได้ อาจต้องใช้เวลาถึง 3-6 เดือน
  2. ระหว่างภาคอุตสาหกรรมซ่อมแซมและฟื้นฟูเพื่อกลับมาผลิตใหม่ แรงงานจำนวนมากของไทย มีปัญหาขาดรายได้อย่างกะทันหันเป็นระยะเวลานาน ซ้ำเติมจากการที่บ้านเรือน สินทรัพย์ต้องเสียหายไปและเมื่อน้ำท่วมเข้ามากรุงเทพฯ ความเสียหายต่อสินทรัพย์ธุรกิจ และเศรษฐกิจก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
  3. จากแต่ก่อนที่น้ำท่วมต่างจังหวัด ชาวกรุงเทพฯ บริจาคช่วยเหลือ ตอนนี้ท่วมกันถ้วนหน้า ต่างคนต่างต้องดูแลตนเอง เก็บเงินไว้ซ่อมบ้านตนเอง กระบวนการฟื้นฟูก็จะไม่ง่ายเหมือนเดิม

ในระยะยาวความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติในไทยหลังจากน้ำท่วมครั้งนี้คือ “ต่อไปจะเกิดปัญหาเช่นนี้อีกไหมในอนาคต”  สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือ

(1) ดูแลช่วยลดความทุกข์ของทุกคนจากน้ำท่วม (2) ออกมาตรการเยียวยาให้ประเทศฟื้นขึ้นมาได้  และ (3) จะมีโครงการสำคัญที่จะมาช่วยบริหารจัดการเรื่องน้ำอย่างจริงจัง เพื่อเป็นประกันให้กับทุกคนว่า “จะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นนี้อีก และรัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจที่มาลงทุนในไทยไม่ให้ย้ายการลงทุนไปประเทศอื่น

ทั้งหมดนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นน้ำท่วมในปี 2554 อีกครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายมากมายมหาศาลนับแสนล้านบาท  คนตกงานนับแสนยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สินและความทุกข์ยากทางกายและใจอย่างเหนือคณานับ ทั้งๆที่นักวิชาการต่างยืนยันว่ามวลน้ำปีนี้มิได้มีมากกว่าปี 2538 ….

————–

อ้างอิง

ปิยมิตร   ปัญญา.”วิกฤตน้ำ วิกฤตคน วิกฤตการพัฒนา”  มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 31ตุลาคม 2554.

เดลินิวส์. น้ำท่วมกับเศรษฐกิจ. ฉบับวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2554.

กอบกุล  รายะนคร. สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ   มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ค่าแรง 300 บาท | Are You Ready? คุณพร้อมแล้วหรือยัง

By FIGHTO!!!

นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศนั้น ทำให้หลาย ๆ คนเป็นกังวลถึงผลกระทบจากนโยบายนี้

…บ้างก็ดีใจที่ตนจะได้ค่าแรงเพิ่ม

บ้างก็ว่า…ถ้าขึ้นค่าแรง ราคาข้าวของต่างๆก็ต้องแพงขึ้น

ตารางอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับใหม่แต่ละจังหวัด ปี 2555
ที่มา: http://www.thanonline.com/images/stories/ article2012/2727/101.jpg

 

ในมุมของผู้ประกอบการ อาจจะสร้างความหนักใจเพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการปลดพนักงานลงได้ หลากหลายมุมมองที่เป็นกังวลต่อการขึ้นค่าแรงในคราวเดียวเท่ากันทั่วประเทศนี้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในสังคม ตั้งแต่ระดับประชาชน ภาคธุรกิจ และในระดับประเทศ

การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 40% ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นั้น แม้จะมีเพียง 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต ที่ปรับถึงระดับ 300 บาทต่อวัน แต่ก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไม่ต่ำกว่า 10-20% จากทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 2.9 ล้านรายทั่วประเทศ หรือมากกว่า 300,000 ราย ที่อาจต้องปิดกิจการ     ส่วนที่เหลือก็ต้องเร่งพัฒนาธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้น เพื่อทดแทนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการบางรายอาจสร้างทางเลือกแรงงานใหม่คือ เลือกใช้แรงงานต่างด้าวแทน ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า อาจส่งผลให้เกิดการทะลักเข้ามาทำงานของแรงงานต่างชาติอย่างมากมายอีกครั้ง

ปัญหาการนำเข้าแรงงานต่างด้าวราคาถูกเข้ามาทำงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม ประมงหรือภาคบริการนั้น ทำให้เรายังคงค่าจ้างต่ำมาโดยตลอด การขึ้นค่าจ้างแต่ละครั้งถูกจำกัดไว้มาก ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าแรงที่ขึ้นมาตลอด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ พากันขึ้นราคา โดยอ้างถึงต้นทุนการผลิตของตนที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้สนใจว่าประชาชนนั้นมีกำลังพอซื้อหรือไม่กับราคาที่ปรับขึ้น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา

หากมองในอีกมุมที่หลายๆ คนเป็นกังวลเรื่องขึ้นค่าแรง นโยบายนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ได้ ทั้งศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะสามารถพัฒนาตัวเองให้สามารถแข่งขันกับภาคธุรกิจภายนอกได้ โดยที่ภาครัฐไม่ต้องคอยประคบประหงม จนไม่สามารถเติบโตด้วยตัวเองได้ ทำให้ฐานเศรษฐกิจนั้นแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่ว่ายังไม่ทันได้สู้อะไรเลย ก็ประกาศว่าจะปิดกิจการเสียแล้ว ส่วนภาคแรงงานหากยังคงค่าแรงถูก ทักษะแรงงานก็คงจะไม่ได้พัฒนา  การขึ้นค่าแรงจะทำให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีคุณภาพ และสินค้าก็มีคุณภาพตามไปด้วยซึ่งหมายถึงมูลค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

การขึ้นค่าแรงรอบนี้จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและทางเลือกของประเทศไทยที่จะเลือกเดิน ว่าจะเป็นประเทศที่ใช้ฐานแรงงานมีฝีมือสูง ใช้เทคโนโลยี ใช้ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าแรงงานและสินค้า หรือเลือกที่จะเป็นฐานการผลิตของประเทศพัฒนาแล้วด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย ใช้แรงงานราคาต่ำต่อไปดังปัจจุบัน

การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ความพร้อมของผู้ประกอบการ แรงงาน และระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมทั้งระบบการศึกษา ที่เราควรจะก้าวต่อไป อาจเป็นจุดเริ่มของการปรับทิศทางในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สำคัญที่สุด และถ้าไม่รีบปรับตัววันนี้ วันข้างหน้าอาจจะสายเกินไป  เพราะการปรับตัวอย่างมีสติ รู้เท่าทัน ย่อมดีกว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องปรับตัว

 

การขึ้นค่าแรงอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายก็ได้
แต่อาจเป็นอีกก้าวที่สำคัญที่ทำให้ประเทศพัฒนาต่อไป

——–

อ้างอิง

• “ค่าแรงใหม่SMEเจ๊ง คาด3แสนรายลอยแพคนงาน/ปีหน้าเผาจริง300บาททั้งแผ่นดิน” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,727 วันที่ 1-4 เมษายน พ.ศ. 2555

• “คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน: ทางเลือกรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ” โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, นักวิจัยศูนย์นวัตกรรมนโยบาย (Policy innovation center) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี) ใน http://www.siamintelligence.com/wage-in-underdeveloped-country/  วันที่ 14 สิงหาคม 2554

• “ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่นประเดิมค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน” ใน http://www.siamintelligence.com/daily-minimum-300-bathdate/ วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

• “ค่าแรง 300 บาท กับก้าวแรกของโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ใน http://www.siamintelligence.com/wages-300-bath-and-economic-shift/ วันที่12 เมษายน 2555

ร้านทางเดิน…..เมินทางเท้า

By Mallika Pupa Kosolsak

 

 “ร้านค้าริมทาง”  เป็นร้านค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากคนเมือง เนื่องจากมีราคาถูก ตอบรับกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าริมทางยังถือเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยสีสัน และความมีชีวิตชีวาจากความหลากหลายของร้านค้าริมทาง เช่น รถเข็น หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ด้วย

โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตามย่านการค้าที่สำคัญ ตามตลาด หรือตามจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของเมือง อีกทั้งยังเป็นทั้งแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีราคาย่อมเยาของคนในเมือง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในเมือง ทำให้ร้านค้าริมทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของร้านค้าริมทางนี้ให้มากขึ้นทั้งในหลายๆด้าน เช่น การอนุญาตให้ตั้งร้านค้าริมทางให้มากขึ้น การเก็บค่าเช่าให้เหมาะสม เป็นต้น แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากร้านค้าเหล่านั้นด้วย เช่น การวางขายสินค้าเต็มพื้นที่ทางเดินเท้าสาธารณะทำให้มีทางเดินไม่เพียงพอ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เป็นต้น

เราควรจะจัดการอย่างไร…เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย กับกลุ่มคนที่ต่างความต้องการในเมืองของเรา 

 

ถ่ายภาพ: Mallika Pupa Kosolsak สถานที่: ย่านสีลม และสยามแสควร์

 

“ร้านค้าริมทาง” เป็นกิจกรรมการค้าที่มีลักษณะชั่วคราว โดยมีที่ตั้งไม่แน่นอน สินค้าสามารถยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่วนหนึ่งของร้านอาจจะอยู่ในตัวอาคารแล้วมีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมาถึงทางเดินเท้า ถ้าเป็นรถเข็นก็นำมาจอดริมทางเดินเท้า หรือตั้งบนทางเดินเท้าเลยก็มี เป็นการยึดพื้นที่สาธารณะเพื่อขายของ โดยเฉพาะในตอนเย็นๆไปจนถึงช่วงกลางคืน จะเห็นร้านเหล่านี้มากมายบนทางเท้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีมากมายหลากลายชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร (สินค้าที่อยู่ในจำพวกปัจจัยสี่) เป็นต้น และสินค้าที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น แผ่นซีดีหนัง ซีดีเพลง สินค้าเครื่องประดับ (สินค้าจำพวกของนอกกายต่างๆ) เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงร้านค้าริมทางที่มักพบเห็นในทุกๆที่ ก็คงไม่พ้น..ร้านขายของกิน..ที่มีค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งขายอาหารทั้งแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงพลาสติก เพื่อความสะดวกให้ลูกค้านำกลับไปกินที่บ้านหรือที่ทำงานได้ และร้านอาหารเคลื่อนที่แบบมีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้เลย โดยมักตั้งอยู่บนทางเท้า

ทั้งๆที่ร้านค้าริมทาง หาบเร่ แผงลอยเหล่านี้บดบังทัศนียภาพ

และทัศนวิสัยของเมือง แต่ทำไมยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก??

 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าริมทาง ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนเมือง และลักษณะของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทั้งการจราจรที่ติดขัดและความรีบเร่งที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปประกอบกิจการต่างๆ ทำให้ทุกคนต้องประหยัดเวลาแม้กระทั่งในการกินอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล ร้านอาหารริมถนน หรือรถเข็นจึงเป็นที่พึ่งอย่างดี หรือพูดง่ายๆว่า มีลักษณะที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” อีกทั้งอาหารและสินค้าที่ขายก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด กระจายตัวอยู่ในทุกสถานที่ตามย่านชุมชนที่มีประชาชนผ่านไปมาจำนวนมาก เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ ใต้ทางขึ้น BTS ป้ายรถเมล์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและมีราคาถูก พอเป็นที่พึ่งให้กับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมือทำเอง หรือหาซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่มีราคาถูก สถานที่ขายไม่ต้องเสียค่าเช่า หรือว่าอาจจะเสียในราคาที่ถูกกว่าเช่าร้าน ไม่เสียค่าทำความสะอาด หรือดูแลซ่อมแซม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ทั่วไปได้ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ร้านค้าริมทางก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ปัญหาสภาพภูมิทัศน์ที่ร้านค้าบดบังทัศนียภาพของเมือง และจากการที่มีปริมาณร้านที่มากและตั้งเต็มพื้นที่บนทางเท้าทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาไม่สามารถเดินบนทางเท้าปกติได้ เลยต้องลงไปเดินบนถนนแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือไม่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนร้านที่ตั้งขวางทางเดินอย่างเกะกะ เกิดปัญหาการจราจรตามมา รวมถึงการเกิดปัญหาสังคม เช่น การเรียกค่าคุ้มครองกับผู้ค้า เป็นต้น เนื่องจากตามกฎหมายแล้วการค้าในลักษณะหาบแร่ แผงลอยตามพื้นที่สาธารณะหรือตามท้องถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เว้นแต่มีการประกาศผ่อนผันได้ตามวัน เวลาที่กำหนด ส่วนจำพวกร้านอาหารที่มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้าน โดยตั้งอยู่บนทางเท้านั้น อาหารมักจะไม่ค่อยสะอาดและไม่ถูกสุขอนามัยมากนัก รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ และยังก่อให้เกิดความสกปรกในพื้นที่ จากการกินแล้วก็ทิ้งเศษ อาหาร ขยะ ลงบนพื้นเลย บ้านเมืองเกิดความสกปรกตามมา

จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีร้านค้าริมทางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และงามตามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ทางเท้ามีค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ทั้งเพื่อกิจกรรมการสัญจร และกิจกรรมการค้าริมทาง ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทางเท้าในอนาคตเราก็ควรมีการพัฒนาให้ทางเท้ามีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเอื้อต่อการที่จะสามารถประกอบกิจกรรมตามลักษณะของสังคมเมืองไทยที่มักจะมีวิถีชีวิตบาทวิถีขึ้นได้ โดยอาจใช้วิธีตั้งข้อกำหนดกฎหมายควบคุมต่างๆ เช่น เพิ่ม set back ระหว่างอาคารกับพื้นที่ถนนให้มากขึ้น เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ทางเท้ากว้างขึ้น ซึ่งการมีพื้นที่ทางเท้าที่เหมาะสมก็สามารถพัฒนาพื้นที่ทางเท้าให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ง่าย ดังเช่น ถนนเศรษฐกิจหลักของประเทศสิงคโปร์ที่มีการปลูกต้นไม้ใหญ่บนทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมือง มีทางเท้าที่กว้างขวาง มีแหล่งช้อปปิ้งทอดยาวตามทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและสร้างกิจกรรมให้กับพื้นที่ ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทางเดินเท้าเต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา ดูครึกครื้น อย่างกับถนนมีชีวิต สร้างสีสันให้เมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่ : Orchard Road, Singapore
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orchard_Road_6,_Singapore_Biennale
_2006,_Oct_06.JPG

ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมืองโดยการดึงจุดเด่นของพื้นที่ขึ้นมา ก็ต้องคิดก่อนว่าทางเท้านั้นจะจัดการ และสามารถพัฒนาให้เป็นรูปแบบแนวทางไหนได้บ้าง โดยต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาให้ออกมาได้หลากหลายแนวทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น…

  • ทางเดินเท้าเพื่อให้เกิดความรู้สึกเดินสบาย เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสดชื่นจากการมีต้นไม้เยอะ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีความร่มรื่น มองทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน
  • ทางเดินเท้าที่สามารถเดินซื้อของได้ดั่งใจ มีปริมาณคนหนาแน่น เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งเศรษฐกิจ 
  • ทางเดินเท้าที่มีกิจกรรมทางสังคมมาก ใช้เพื่อเดินเล่น พักผ่อนได้
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน คนจึงเดินอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก มีความต่อเนื่อง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เป็นทางลัดไปยังพื้นที่ต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น


…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ

การเป็นทางเดินเท้าที่ใช้ได้สำหรับทุกคน (universal design)

รวมถึงควรมีการควบคุมโดยใช้มาตรการ กฎหมายต่างๆ สร้างความชัดเจนในนโยบาย มีบทลงโทษที่แน่นอน ไม่ควรผ่อนปรนในกรณีต่างๆ เพื่อให้คนใส่ใจและปฏิบัติตามมากขึ้น ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามทิศทางที่เราได้วางไว้ เช่น การกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนของรถเข็น หรือร้านค้าริมทาง  มีมาตรการในการใช้พื้นที่โดยกำหนดให้หลังจากการประกอบกิจกรรมเสร็จต้องเก็บทำความสะอาดบริเวณร้านค้าให้เรียบร้อย มีการลงเบียนมาตรฐาน คุณภาพอาหารสำหรับร้านขายของกิน เพื่อให้คนเกิดความเชื่อมั่นในความสะอาดมากขึ้น มีมาตรการให้มีถึงขยะประจำโต๊ะอาหาร เพื่อให้ทิ้งลงถังขยะแทนที่จะลงพื้น เพื่อลดความสกปรกของการใช้พื้นที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างทางเท้ากับพื้นที่ตั้งร้านค้าริมทางได้ เป็นต้น หรืออาจมีการพัฒนาพื้นที่ดินรัฐบาลหรือเอกชนที่มีศักยภาพ มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ใช้ในการค้าขายแทนการใช้พื้นที่สาธารณะ

ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจในวิถีชีวิต และลักษณะวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา อยู่กันอย่างเข้าใจความเป็นรูปแบบของเมือง และที่สำคัญจะส่งเสริมให้คนเดินทางเท้ามากขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถน้อยในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานของชาติได้อีกด้วย

สยาม-ลิโด้-สกาล่า แหล่งความทรงจำของคนหลายรุ่น

By   FIGHTO

สยามสแควร์ แหล่งรวมวัยรุ่นสุดฮิตในกรุงเทพมหานครที่เป็นทั้งโลกของแฟชั่น อาหาร พื้นที่โฆษณา โรงเรียนกวดวิชา สังคมเด็กแนว หรือในแวดวงทางการธุรกิจการตลาด เป็นสถานที่ที่มีการทดลองสินค้า และกิจกรรมการตลาดแบบแปลกใหม่และเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของวัยรุ่นหลายรุ่นเป็นระยะเวลากว่า 50 ปีแล้ว อยู่คู่กับโรงหนังสุดคลาสสิก 3 โรง คือ สยาม ลิโด้ และ สกาล่า แต่เร็ว ๆ นี้ หลาย ๆ อย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากการความต้องการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

สยามสแควร์ในอนาคต? (ที่มาของภาพ: http://www.bangkokpost.com/media/content/20120314/368565.jpg)

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ได้เข้ามาเพื่อเสริมรายได้ และสร้างภาพลักษณ์ย้ำให้กับความเป็นสยามสแควร์แหล่งรวมของคนทุกยุคทุกสมัย และทุกวัยให้กลับคืนมาโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553 สอดคล้องกับพื้นที่ดังกล่าวนี้ไม่ได้มีการลงทุนใหญ่และพัฒนาเต็มรูปแบบมากว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งบริเวณสยามสแควร์เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ หลังจากที่โรงหนังสยามถูกไฟไหม้ไป จึงทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นถูกนำมาพัฒนาก่อสร้างได้ก่อน และจะทยอยปรับโฉมเป็นช็อปปิ้งมอลล์ใหม่ รวมถึงโรงหนังลิโด้ และสกาล่า ตามลำดับ

จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่หน้าตาของสยามสแควร์ที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางสังคมที่ซ้อนอยู่ภายใต้สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอาคารต่าง ๆ ที่เมื่อ คนยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมองผ่านแล้วสามารถนึกถึงความทรงจำในวันวาน ความผูกพันกับสถานที่ เรื่องราวต่าง ๆ ที่บอกเล่าถึงความสำคัญของสยามสแควร์

จากความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียของมติชนออนไลน์ ในประเด็น “46 เรื่องที่ควรรู้ และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ” ได้บอกกล่าวเรื่องราวที่น่าสนใจ บ่งบอกถึงความผูกพันของคนในแต่ละยุคที่มีต่อสยามสแควร์ เช่น

ที่มาของภาพ: http://hilight.kapook.com/img_cms2/news/001_7.jpg

“…ย่านโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์เป็นที่นัดพบของผู้คนในทุกยุคทุกสมัย แต่วรรณกรรมที่พูดถึงสถานที่แห่งนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ของนักเขียนชื่อดังอย่าง “ชาติ กอบจิตติ” (รวมเล่มครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2531)โดยตัวละครในเรื่องใช้ย่านนี้เป็นจุดนัดพบและทำธุรกิจเครื่องหนัง อันเป็นแรงบันดาลใจให้ดาราอย่าง หนุ่ม-อรรถพร ธีมากรและเพื่อนฝูง ลงทุนเปิดแบรนด์เสื้อผ้า “พันธุ์หมาบ้า”(Phanmaba) ตรงชั้นสองของโรงหนังลิโดในทุกวันนี้… (ข้อมูลจาก http://www.apexsiam-square.com)

“…โรงภาพยนตร์ทั้ง 3 แห่ง นอกจากจะเป็นผู้นำระบบต่าง ๆ แล้วยังมีความเป็นผู้นำในการทำร้านเล็ก ๆ เพื่อให้คนรุ่น ใหม่ที่มีทุนน้อยเริ่มทำงานใหม่ เริ่มต้นจากการเช่าร้านเล็ก ๆ จากใต้ถุนโรงภาพยนตร์ จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังมีร้านค้าเล็กมากมายรายรอบ…” (ข้อมูลจาก http://www.apexsiam-square.com)

 

ที่มาของภาพ : http://hilight.kapook.com/img_cms2/other/002_2.jpg

 

“…คำว่า “สยามสแควร์” ที่เป็นที่รู้จักกันมาจนทุกวันนี้ มาจาก คุณพอใจ ชัยเวฬ เขียนคอลัมน์ ซุบซิบเกี่ยวกับคนบันเทิง และผู้ที่มีชื่อเสียง รู้จักมักคุ้น เขียนเป็นคอลัมน์ “สยามสแควร์” ในหนังสือสูจิบัตรในข้อ 9….”

 

“…สมัยก่อน ที่นี่เป็นสถานที่ที่วัยรุ่นมานัดเดทกันเป็นประจำ จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่…”

ที่มาของภาพ:
http://hilight.kapook.com/img_cms2/star/157_31.jpg


“…สยาม ลิโด สกาล่า ในความทรงจำ… มิสเตอร์โดนัทสาขาแรกตรงข้ามสกาล่า .. ร้านป้าที่ขายอาหารเครื่องดื่มให้เด็กจุฬากับเกรียนยุคนั้นก๊งเหล้า ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าของ MK สุกี้… ร้านขายชุดเด็กเลดี้เบิร์ดตรงข้างลิโดอันแสนคลาสสิค… ฝั่งเซ็นเตอร์ก็ Hi-light ที่มืดตึ๊ดแม้ในตอนกลางวัน มุมเก้าอี้โซฟาแบบเรโทรที่เกรียนยุคนั้นใช้สูบบุหรี่กินเหล้า.. กับแฟชั่นแบบโดมอนแมน เทมโปโป้.. และอื่น ๆ อีกมากมาย…”

“…เรียนอยู่ย่านๆนี้ หลังเลิกเรียนก็มีแต่สยามสแควร์นี่แหล่ะที่เป็นที่สุมหัว ดูหนังก็ต้องลิโด้ สกาล่า ตั้งแต่สตาร์วอร์ภาคแรก ๆ เสิ้อผ้าก็ต้องไข่บูติค เดินได้ทุกวัน สมัยนั้นยังไม่มีมาบุญครอง…” 


อย่างไรก็ตาม สยามสแควร์ก็ไม่ใช่โบราณสถาน ที่จะต้องมีไว้เพื่อตอกย้ำความทรงจำเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต แต่เป็นย่านพาณิชยกรรมที่มีมูลค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง อยู่ใจกลางเมือง ถ้าจะให้เก็บรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม ก็คงไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้ยังคงถึงคุณค่าทางสังคมอยู่ได้ โดยที่การพัฒนาก็ยังคงดำเนินต่อไป

หากการพัฒนาสยามสแควร์ให้ทันสมัย จะเป็นการลบภาพในอดีตทั้งหมดที่เคยมีมาโดยที่ไม่ทิ้งร่อยรอยของความเปลี่ยนแปลงของหน้าตาในแต่ละยุคแต่ละสมัยของสยามสแควร์ไว้ สักวันหนึ่งคนที่คิดถึงสยามสแควร์แบบวันวาน ก็คงต้องไปค้นหาโรงหนังสยาม ลิโด้ สกาล่าได้ตามแหล่งท่องเที่ยวแนวคลาสสิกย้อนยุคต่าง ๆ ที่กำลังนิยมกัน

 

…แล้วคุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง

ของหน้าตาสยามสแควร์รูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น…

อ้างอิง

  • 46 เรื่องที่ควรรู้ และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังสยาม-ลิโด-สกาล่า ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ(?) : มติชนออนไลน์ : วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
  • ทรัพย์สินจุฬาฯไล่ปรับโฉมที่ดินแถวสยาม- โพสต์ทูเดย์  : วันที่ 13 มีนาคม 2555
  • จุฬาฯแจงแผนปรับปรุงสยามสแควร์-โรงหนังลิโด กับคุณค่าความทรงจำ (ชมคลิป) : มติชนออนไลน์ : วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
  • เปิดแปลน แปลงโฉม 3 เฟส โรงหนังสยาม-ลิโด้-สกาล่า สู่ช้อปปิ้งมอลล์ใหม่ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ : วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555

จากแผน 1 ถึงปัจจุบัน: อะไรคือสิ่งขับเคลื่อนให้กรุงเทพเป็นอย่างทุกวันนี้ ?

By Wijitbusaba Ann Marome

Done_Back_ENG_Ann edited

การพัฒนากรุงเทพมหานครและผลที่เกิดขึ้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 ถึง 11
(ที่มา: โครงการวิจัย CCaR, Bangkok)

กทม. ในทุกวันนี้มีทั้งด้านดีและไม่ดีในปัจจัยเดียวกัน เช่น เราไม่ขาดแคลนน้ำใช้ แต่ถ้าดูแลไม่ดี หรือเกิดอุทกภัยพัดพาขยะมา น้ำก็จะกลายเป็นน้ำเสียและแหล่งเพาะเชื้อโรคได้  ดังนั้นก่อนเราจะไปดูอนาคต เรามาย้อนดูอดีตกันสักหน่อย ว่า กทม. พัฒนามาจากพื้นฐานอะไร  ภาพประกอบบทความเป็นกราฟฟิก timeline แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กับ แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร (หมายเหตุ-  ในช่วงแรกของแผนพัฒน์ฯ ยังไม่มีแผนพัฒนา กทม.)

ปี พ.ศ. 2504 ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1  ที่มีสาระสำคัญเน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ นำมาสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ควบคู่ไปกับการออกเครื่องมือควบคุมการพัฒนาเมืองในปีก่อนหน้า (พ.ศ. 2503) นั่นคือ ผังนครหลวง หรือ ผัง Litchfield โดยมีระยะของแผน 30 ปี ผังดังกล่าวประกอบด้วยแผนผังการใช้ประโยชน์ ที่ดิน แผนผังโครงการคมนาคมและขนส่ง และแผนผังโครงการสาธารณูปโภค ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ กทม. (พระนครและธนบุรี) เท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมปริมณฑล

ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การพัฒนาเน้นพื้นที่เมืองเท่านั้น โดยเฉพาะมากระจุกอยู่ใน กทม. จึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยนโยบายลดช่องว่างต่างๆ ตั้งแต่ แผนพัฒนาฉบับที่ 2, 3 เรื่อยมา (เช่น การกระจายรายได้ การพัฒนาการศึกษา การสาธารณสุข มากขึ้น)

การพัฒนาด้านสาธารณูปโภคที่เทหนักมาที่ กทม. นั้น ทำให้ กทม. ต้องมีการปรับผัง Litchfield ในปี 2514 เนื่องมาจากว่า 1) คนอพยพเข้ามาใน กทม. มากกว่าที่คาดการไว้ และ 2) ผัง Litchfield ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ในปี พ.ศ. 2518 นี้เอง ที่เราเริ่มมีเครื่องมือในการบังคับใช้ผังเมืองรวม คือ พรบ. การผังเมือง พศ. 2518 มีไปเพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ หรือผังสี ทีเราเห็นๆ กัน ไม่ให้เมืองขยายมากเกินไป และเริ่มมีแผนพัฒนา กทม. ฉ.1 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา กทม.

เครื่องมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นผังหรือมาตรการทางการผังเมือง ก็ยังไม่ได้ทำให้ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นของคน เข้ามาสู่กทม. ลดน้อยลง เนื่องมาจาก 1) การพัฒนาเมือง กทม. ในลักษณะโตเดี่ยว หรือ เป็นศูนย์กลางของความเจริญทุกอย่าง จากแผน 1 เป็นต้นมา และ 2) กทม. ได้ขยายอย่างไร้ทิศทาง ดังจะเห็นได้ชัด จากผลพวง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ 2530) ร่วมกับนโยบายของรัฐบาลพลเอก ชาติชายฯ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ส่งเสริมการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในเขตปริมณฑล  การอพยพ ย้ายถิ่นเข้า กทม. จึงมีมากเป็นพิเศษในช่วงนั้น

ประเด็นคือ การพัฒนา ทั้งระดับชาติ และ กทม. เน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางโครงสร้างพื้นฐาน หรือ การเปิดเสรีทางการเงิน แต่การพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นไปเพื่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ให้คงอยู่ได้ การพัฒนาเป็นแบบนี้เรื่อยมา จนเกิดเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในปี 2540 เงินบาทลอยตัว เราต้องไปกู้ IMF ประกอบกับเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2538 ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่ได้เตรียมรับน้ำเอาไว้  ซึ่ง ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ แผนพัฒนาฯ ตามไม่ทัน

ดังนั้น ในแผนพัฒนาฯ ฉ. 8 (2540) จึงเน้นการพัฒนาที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่าง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อีกทั้งมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขยายสิทธิ เสรีภาพ และส่วนร่วมของพลเมืองในการเมือง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นก้าวที่สำคัญของประเทศไทย ในการพัฒนาทางปัจจัย governance หรือ ธรรมาภิบาล จนนำมาสู่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดขึ้นมาในแผนพัฒนาฯ ที่ 9

และต่อมาในปี 2542 เราได้มีผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 โดยได้มีการทำพื้นที่รับน้ำ (แต่สมัยนั้นยังไม่เรียก floodway แบบนี้) ในเขตทางตะวันออก ได้แก่ มีนบุรี ลาดกระบัง คลองสาม หนองจอก และทางตะวันตก คือ ตลิ่งชัน และได้มีการควบคุมการพัฒนามากขึ้นใน  ต่อมา ผังเมืองรวม ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2549) ถึงการกำหนด FAR หรือจำนวนชั้นที่สร้างได้ ทำให้ในพื้นที่ floodway เหล่านี้ ถ้าจะทำการจัดสรร ที่ดิน 1 แปลง ต้องมีขนาดไม่ต่ำกว่า 1000 ตรว. นั่นคือ ไม่สนับสนุนให้มีการสร้างบ้านจัดสรรนั่นเอง แต่มาตรการต่างๆ และการบังคับใช้ของผังเมืองรวม ก็ยังไม่สามารถควบคุมการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ดังนั้น หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงกดดัน ต่อผังเมืองรวม กทม. ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ว่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งฉบับร่างเพื่อทำประชาพิจารณ์ จะเห็นได้ว่า เขตตลิ่งชันแต่เดิมกำหนดให้เป็น พื้นที่รับน้ำ ได้ถูก upzone ให้เป็น พื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย และพื้นที่ชนบท เกษตรกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาจริง ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ผังเมืองรวม ยังตามหลังการพัฒนาเมืองอยู่มากเนื่องจากมีข้อจำกัดในการบังคับใช้

ประเด็นคือ 1) ในเมื่อการพัฒนาเมืองไปไกลและเร็วกว่าผังเมืองจะควบคุมได้ และ 2) การพัฒนาเมืองจากอดีตทีผ่านมา เน้นหนักการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจเป็นหลัก ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมและการรับมือกับอุทกภัย  ซึ่งถ้าระบบเหล่านี้ล้มเหลวลง สังคมหรือคน จะสามารถรับมือ หรือปรับตัวต่อภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างไร  ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าอยู่ดีดีจะผลักภาระไปให้ประชาชนจัดการตัวเอง ก็คงวุ่นวาย….

การพัฒนาเมืองในอนาคต เราจึงควรมองปัจจัยการพัฒนาต่างๆ (ไม่แค่การพัฒนาเศรษฐกิจ) เป็นองค์รวม น่าสนใจว่า ช่วง 30 ปีข้างหน้า กทม. จะเป็นอย่างไร การพัฒนาอาจจะรุนแรงและรวดเร็วกว่าอดีตก็เป็นได้

เมืองเศรษฐกิจใหม่..

By Mallika Pupa Kolsolsak

เมืองเศรษฐกิจใหม่ ??  ที่รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคต…ควรให้ความสำคัญเพิ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อกล่าวถึงเรื่องของปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ส่งผลต่อแนวคิดของการย้ายเมืองหลวงให้กลับมามีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง โดยแนวคิดนี้ได้เกิดขึ้นมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ซึ่งเหตุผลของการย้ายเมืองหลวงแต่ละยุคสมัยก็มีแตกต่างกันไป

การย้ายเมืองสมัยอดีตโบราณ :  มีสาเหตุมาจากทั้งปัญหาโรคระบาด ปัญหาภัยพิบัติ การถูกรุกรานจากอาณานิคมและปัญหาเรื่องทำเลที่ตั้ง เช่น เมืองลำพูน เกิดโรคระบาด เวียงกุมกาม (จ.เชียงใหม่) เกิดน้ำท่วมอยู่ทุกปี สุโขทัย ถูกแทรกแซงจากอยุธยา อยุธยา ถูกพม่าโจมตีเผาทำลายจนย่อยยับ กรุงธนบุรี ทำเลที่ตั้งไม่ดี มีแม่น้ำไหลผ่านกลาง  ข้าศึกเข้าถึงกลางเมืองง่าย  สองฝั่งเมืองติดต่อกันลำบาก  อีกทั้งตั้งอยู่ริมตลิ่ง  น้ำจะเซาะตลิ่งพัง และถูกขนาบด้วยวัดทั้งสองข้างขยายไม่ได้ (1)

พอถึงยุคของกรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง แนวคิดการย้ายเมืองหลวงก็เกิดขึ้นอีกเช่นกัน


ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322543369&grpid=01&catid=01

ได้มีคนให้แนวคิดไว้มากมายที่จะย้ายเมืองหลวงออกจากกรุงเทพฯ ไปที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ให้เหตุผลว่าเกิดขึ้นจากการที่กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่ดี ไม่ปลอดภัย จึงต้องเกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการโยกย้ายเมืองหลวงใหม่เกิดขึ้น โดยการให้เหตุผลของแต่ละจังหวัดที่ต้องการให้เป็นเมืองหลวงใหม่แทน มีดังนี้

พชรบูรณ์ ระหว่างสงคราม โลกครั้งที่ 2 และสงครามมหาเอเชียบูรพา กรุงเทพฯถูกโจมตี จนประชาชนต้อง อพยพออกต่างจังหวัด จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น จึงมีดำริที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความปลอดภัยกว่า ซึ่งเพชรบูรณ์มีภูมิประเทศเป็นป่าทึบและเขาสูง (2)

นครนายก  ครั้งแรกสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ  เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง ปลอดภัยจากน้ำท่วม มีอาณาเขตหลายหมื่นไร่เป็นกรรมสิทธิ์ของทหารและหน่วยงานราชการ จึงไม่ยากต่อการขอ (3) อีกทั้งเป็นพื้นที่ลาดชัน หากน้ำท่วมก็จะไหลระบายได้เร็ว เป็นพื้นที่ที่สามารถเชื่อมไปยังภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน สามารถทำเส้นทางรถไฟให้มาที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ เพราะห่างกันเพียงแค่ 40 กิโลเมตรเท่านั้น (4)

นครราชสีมา เหตุผลด้านที่ตั้งปลอดภัยจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหว และตั้งอยู่ใจกลางของประเทศ โดยดร.อาจอง ชุมสายให้ความเห็นว่า ภาคอีสานอยู่เหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 100เมตรขึ้นไปและไม่มีรอยต่อเปลือกโลก ปลอดภัยจากพายุรุนแรงทางมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีเวียดนาม เขมร ลาว เป็นกำบังพายุใต้ฝุ่นให้กับเรา (5)

ระยอง /ชลบุรี เสนอแนะโดย อ.ศรีศักร วัลลิโภดม เหตุผลเพราะน้ำท่วมไม่ถึง ส่วนกรุงเทพฯ ก็ปล่อยให้เป็นเมืองท่าใหญ่ และเมืองประวัติศาสตร์ไป แล้วก็ใช้สนามบินสุวรรณภูมิ หน่วยงานราชการก็ยังอยู่กรุงเทพฯ ได้ แต่เคลียร์พื้นที่เศรษฐกิจออกไป (6)

แต่ในทางกลับกันการย้ายเมืองหลวงก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป

…….

จึงเกิดแนวคิดเมืองบริวารขึ้น รศ.ดร.ธนวัฒน์ นักวิชาการหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้แนวคิดของการแก้ไขโดยไม่ต้องย้ายกรุงเทพฯ คือ การบีบเมืองหลวงไม่ให้โต แต่ไปโตที่เมืองบริวาร ที่อยู่ห่างจาก กทม.ประมาณ 100 ก.ม. มีด้วยกัน 4 เมือง คือ สุพรรณบุรี สระบุรี ฉะเชิงเทรา และราชบุรี แล้วใช้รถไฟความเร็วสูง 200 ก.ม. / ช.ม. สำหรับคนที่อยู่เมืองบริวารใช้โดยสารเวลามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยใช้เวลาเพียง 30 นาที อีกทั้งศูนย์อำนาจยังได้กระจายออกไปอีกด้วย (7)

“….ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าการที่กรุงเทพฯ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงขึ้นอีก แนวคิดการย้ายเมืองหลวงหรือแนวคิดเมืองบริวารจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาทบทวน พิจารณาและไตร่ตรองเพิ่มมากยิ่งขึ้น รัฐบาลควรต้องมองและคาดการณ์อนาคต เพื่อวางแผนและเตรียมตัวให้ถูกทาง ซึ่งหากว่าการย้ายเมืองหลวงหรือการเกิดเมืองบริวารขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่เห็นว่าสมควรแล้ว รัฐบาลควรที่จะต้องมีการผลักดันและคำนึงถึงจังหวัดที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่…”  

โดยรัฐบาลต้องช่วยผลักดัน “เน้นเมืองที่เป็นเศรษฐกิจใหม่” เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทดแทนกรุงเทพฯ ที่ในอนาคตยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกน้ำท่วม โดยรัฐบาลควรเร่งจัดสรรงบ วางผังเมืองใหม่ให้กับจังหวัดนั้นๆ เพื่อแบ่งโซนการใช้ประโยชน์ที่ดินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโซนอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัยให้ชัดเจน วางระบบโลจิสติกส์ที่ดี ให้มีความเหมาะสมที่จะเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ ที่รองรับการเติบโตของประเทศในอนาคตได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง

(1)     http://blogazine.in.th/blogs/thanormrak/post/3333

(2)     http://www.komchadluek.net/detail/20111121/115578/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87.html)

(3)     http://www.greenworld.or.th/columnist/situation/1534

(4)     http://news.mthai.com/hot-news/141460.html

(5)     http://board.palungjit.com/f178/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%88-%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-244988.htmlและ http://www.youtube.com/watch?v=pk9PrP3cdzI&feature=player_embedded

(6)     http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322543369&grpid=01&catid&subcatid และรศ.ศรีศักร วัลลิโภดม, รายการที่นี่ TPBS, วันที่ 1 ธ.ค. 2554

(7)     ใน “ย้าย ไม่ย้ายเมืองหลวง”หน้า 16,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2554