ค่าแรง 300 บาท | Are You Ready? คุณพร้อมแล้วหรือยัง

By FIGHTO!!!

นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศนั้น ทำให้หลาย ๆ คนเป็นกังวลถึงผลกระทบจากนโยบายนี้

…บ้างก็ดีใจที่ตนจะได้ค่าแรงเพิ่ม

บ้างก็ว่า…ถ้าขึ้นค่าแรง ราคาข้าวของต่างๆก็ต้องแพงขึ้น

ตารางอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับใหม่แต่ละจังหวัด ปี 2555
ที่มา: http://www.thanonline.com/images/stories/ article2012/2727/101.jpg

 

ในมุมของผู้ประกอบการ อาจจะสร้างความหนักใจเพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการปลดพนักงานลงได้ หลากหลายมุมมองที่เป็นกังวลต่อการขึ้นค่าแรงในคราวเดียวเท่ากันทั่วประเทศนี้ ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายในสังคม ตั้งแต่ระดับประชาชน ภาคธุรกิจ และในระดับประเทศ

การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 40% ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 นั้น แม้จะมีเพียง 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต ที่ปรับถึงระดับ 300 บาทต่อวัน แต่ก็เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SME ไม่ต่ำกว่า 10-20% จากทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 2.9 ล้านรายทั่วประเทศ หรือมากกว่า 300,000 ราย ที่อาจต้องปิดกิจการ     ส่วนที่เหลือก็ต้องเร่งพัฒนาธุรกิจในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้น เพื่อทดแทนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการบางรายอาจสร้างทางเลือกแรงงานใหม่คือ เลือกใช้แรงงานต่างด้าวแทน ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า อาจส่งผลให้เกิดการทะลักเข้ามาทำงานของแรงงานต่างชาติอย่างมากมายอีกครั้ง

ปัญหาการนำเข้าแรงงานต่างด้าวราคาถูกเข้ามาทำงานในภาคเกษตร อุตสาหกรรม ประมงหรือภาคบริการนั้น ทำให้เรายังคงค่าจ้างต่ำมาโดยตลอด การขึ้นค่าจ้างแต่ละครั้งถูกจำกัดไว้มาก ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าแรงที่ขึ้นมาตลอด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ พากันขึ้นราคา โดยอ้างถึงต้นทุนการผลิตของตนที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ได้สนใจว่าประชาชนนั้นมีกำลังพอซื้อหรือไม่กับราคาที่ปรับขึ้น ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา

หากมองในอีกมุมที่หลายๆ คนเป็นกังวลเรื่องขึ้นค่าแรง นโยบายนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศก็ได้ ทั้งศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อยที่จะสามารถพัฒนาตัวเองให้สามารถแข่งขันกับภาคธุรกิจภายนอกได้ โดยที่ภาครัฐไม่ต้องคอยประคบประหงม จนไม่สามารถเติบโตด้วยตัวเองได้ ทำให้ฐานเศรษฐกิจนั้นแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่ว่ายังไม่ทันได้สู้อะไรเลย ก็ประกาศว่าจะปิดกิจการเสียแล้ว ส่วนภาคแรงงานหากยังคงค่าแรงถูก ทักษะแรงงานก็คงจะไม่ได้พัฒนา  การขึ้นค่าแรงจะทำให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงานที่มีคุณภาพ และสินค้าก็มีคุณภาพตามไปด้วยซึ่งหมายถึงมูลค่าของสินค้าที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

การขึ้นค่าแรงรอบนี้จึงเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างและทางเลือกของประเทศไทยที่จะเลือกเดิน ว่าจะเป็นประเทศที่ใช้ฐานแรงงานมีฝีมือสูง ใช้เทคโนโลยี ใช้ความรู้ในการเพิ่มมูลค่าแรงงานและสินค้า หรือเลือกที่จะเป็นฐานการผลิตของประเทศพัฒนาแล้วด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย ใช้แรงงานราคาต่ำต่อไปดังปัจจุบัน

การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างในครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ความพร้อมของผู้ประกอบการ แรงงาน และระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมทั้งระบบการศึกษา ที่เราควรจะก้าวต่อไป อาจเป็นจุดเริ่มของการปรับทิศทางในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สำคัญที่สุด และถ้าไม่รีบปรับตัววันนี้ วันข้างหน้าอาจจะสายเกินไป  เพราะการปรับตัวอย่างมีสติ รู้เท่าทัน ย่อมดีกว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องปรับตัว

 

การขึ้นค่าแรงอาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายก็ได้
แต่อาจเป็นอีกก้าวที่สำคัญที่ทำให้ประเทศพัฒนาต่อไป

——–

อ้างอิง

• “ค่าแรงใหม่SMEเจ๊ง คาด3แสนรายลอยแพคนงาน/ปีหน้าเผาจริง300บาททั้งแผ่นดิน” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,727 วันที่ 1-4 เมษายน พ.ศ. 2555

• “คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์สถาบัน: ทางเลือกรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ” โดย แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, นักวิจัยศูนย์นวัตกรรมนโยบาย (Policy innovation center) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี) ใน http://www.siamintelligence.com/wage-in-underdeveloped-country/  วันที่ 14 สิงหาคม 2554

• “ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่นประเดิมค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน” ใน http://www.siamintelligence.com/daily-minimum-300-bathdate/ วันที่ 11 กรกฎาคม 2554

• “ค่าแรง 300 บาท กับก้าวแรกของโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่” ใน http://www.siamintelligence.com/wages-300-bath-and-economic-shift/ วันที่12 เมษายน 2555