21 . 12 . 2012 วันโลกแตก หรือ วันปอดแหก

BY FIGHTO!!!

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่าหลังจากวันที่ 21 ธันวาคม 2012 โลกของเรายังไม่แตก ทุกสรรพสิ่งชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ทุกสำนักทางวิชาการได้ทำการยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ถึงความเป็นไปไม่ได้ของการที่โลกจะแตกในวันนั้น หรือในเร็ว ๆ นี้ แต่ความคิดคนก็สุดที่จะห้ามได้ ประชาชนในหลายประเทศทั้งจีน รัสเซีย และฝรั่งเศสเกิดความตื่นตระหนก มีการเตรียมพร้อมและกักตุนข้าวของกันไว้ล่วงหน้า รวมถึงโปรโมชั่นตามร้านค้าต่าง ๆ ที่มาล่อใจลูกค้าก่อนวันโลกแตก

Image

ภาพล้อเลียนวันโลกาวินาศ 2012 มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาดบุกเมือง
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE13076697/NE13076697-5.jpg

ไม่น่าแปลกใจที่คนใจจำนวนมากจะเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั้นเป็นวันสิ้นโลก เพราะมีไม่กี่ช่องทางที่เขาสามารถรับรู้ข่าวสารได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข่าวสารไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google เขาจะได้รับข่าวจาก forward mail ต่าง ๆ ที่ชอบสร้างข่าวต่าง ๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนจีนบางกลุ่มเชื่อว่าทางรัฐบาลจีนนั้นปิดข่าวที่โลกจะแตก แม้ว่าทางการจีนจะออกมายืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง

จากรายงานข่าว รายงานว่า มีชายชาวฮ่องกงวัย 40 ถึงกับขายแฟลตที่เขาพักอาศัยและข้าวของทั้งหมด ลาออกจากงาน ใช้เงินทั้งหมดไปกับการเที่ยว กินข้าวร้านหรู พักโรงแรมอย่างดี รูดบัตรเครดิตทุกใบที่มี แต่สิ่งที่แย่คือ ไปขอยืมเงินคนอื่นด้วย (ยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก)

บางเมืองในรัสเซียมีการกักตุนอาหารกัน ทั้งเกลือ น้ำ น้ำมัน อาหาร จนสินค้านั้นขาดตลาด ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ ต้องออกมาพูดเรื่องโลกแตกว่า “ผมไม่เชื่อว่าโลกจะแตก อย่างน้อยก็ไม่แตกในปีนี้

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็สุดที่จะห้ามได้ นานาจิตตัง เชื่อได้ครับ แต่ไม่ควรทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย จะเห็นว่าสื่อมีส่วนสำคัญมากกับความเชื่อของคน การที่สื่อให้ข้อมูลโดยไม่มีข้อมูลมายืนยันหรือไม่ได้รับการพิสูจน์จนกลายเป็นการชวนเชื่อข่าวกับประชาชน ซึ่งพบมากมายในปัจจุบันนี้ตาม social network ต่าง ๆ โดยการดึงข้อมูลจริงมาเพียงเสี้ยว แล้วที่เหลือคือร่ายยาวตามความรู้สึกของผู้โพสด้วยเหตุผลร้อยแปดก็อาจจะทำให้ข่าวนั้นดูน่าเชื่อยิ่งขึ้น

เราคงจะไปห้ามหรือควบคุมทั้งคนปล่อยข่าว และประชาชนที่รับข่าวได้หรอกว่าไม่ให้เขาทำหรือเชื่ออะไร แต่อยู่ที่วิจารณญาณนของผู้เสพข่าว และจรรยาบรรณของผู้เสนอข่าวเองว่าสิ่งไหนคือ ความถูกต้อง สิ่งไหนคือ ความจริง และที่สำคัญผมไม่รู้ว่าโลกจะแตกจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราควรดำรงอยู่ตลอดเวลาคือ สติ แม้ว่าโลกจะแตก แต่เราต้องไม่ปอดแหก

——-

อ้างอิง

  1. กระแสหวาดผวา‘วันสิ้นโลก’ในประเทศจีน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151178
  2. ภัตตาคารฮ่องกง เชิญร่วมโต๊ะจีนมื้อสุดท้ายวันสิ้นโลก จ่ายคนละ 8,408 บาท (2555) [Online]. Available: URL:  http://news.mthai.com/world-news/207999.html=03
  3. สำรวจกระแสตื่น “โลกแตก” ก่อนสิ้นปฏิทินมายา (2555) [Online]. Available: URL: http://news.sanook.com/1159169/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2/
  4. 21/12/12..โลกแตก หรือแค่เรื่องหน้าแหก! (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151452
  5. ฮ่องกงเพี้ยนหนักวันสิ้นโลก8คนเชื่อ21ธค.โลกแตกขายมรดก-เที่ยวทิ้งทวน ‘อ.ลักษณ์’ฟันธงงมงาย ‘กลุ่มฤาษี’สวดล้างซวย นาซา-ชี้มายาตีความผิด (2555) [Online]. Available: URL: http://img.ryt9.com/s/bmnd/1552659
Advertisements

“ขยะ” ของไร้ค่า หรือ คลังสมบัติ

By Mallika Pupa Kosolsak

ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะในหลายแห่งของประเทศไทยได้เพิ่มปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อย่างเอาผิดใครไม่ได้ เนื่องจาก “ขยะ” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากทุกคนและเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง  จากการที่เราทุกคนบริโภคทรัพยากรอยู่ทุกๆวัน แล้วเหลือสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไว้ กลายมาเป็นภาระของสังคมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยสังคมจะต้องนำไปกำจัดทิ้งหรือแปรรูปเพื่อให้ขยะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีก จึงเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรตระหนักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการที่เราทิ้งสิ่งของที่ไม่ใช้ออกไปแล้วนั้น เมื่อทุกคนทิ้งกันไปเรื่อยๆโดยไม่รู้วิธีกำจัดหรือวิธีลดปริมาณขยะลง แต่ในทางตรงกันข้ามปริมาณขยะที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้ลดลงไปเลยแต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทุกวันๆ แล้วเราจะต้องจัดการและรับมือกับมันอย่างไร? ….เมื่อสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นภูเขาทรัพย์สมบัติกองโตมหึมาของสังคม ที่ไม่มีใครอยากได้  และล้วนแล้วแต่ได้รับผลเสียร่วมกันทั้งสิ้น…. 

การเพิ่มปริมาณของขยะกองโตที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้น อาจเป็นเนื่องมาจากการที่คนเราใช้ทรัพยากรอย่างเมามัน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า สิ่งที่เราบริโภคไปแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเกิดขยะเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น รวมถึงการแสดงความเพิกเฉยและไร้ความรับผิดชอบของคน ที่อาจจะคิดว่าผลกระทบเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัวเรา คนที่กระทำส่วนใหญ่นั้นมักไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักจะตกเป็นของคนที่มีบ้านเรือนหรืออยู่ในชุมชนที่ใกล้แหล่งที่ทิ้งขยะ ซึ่งจริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน คนทุกๆภาคส่วนต้องร่วมมือช่วยกัน…

 

แล้วชาวบ้านอย่างเราเราหล่ะ จะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อลดปัญหานั้นให้น้อยลงไปหรือส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด??

 

เริ่มจากการที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า…การที่จะจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีระบบและกระบวนการของการจัดการที่ดี  เริ่มตั้งแต่การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางโดยอาศัยความร่วมมือที่ดีจากเราทุกคนในฐานะที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ที่ทิ้งขยะ ตลอดจนการนำขยะไปกำจัดต้องมีวิธีการที่ถูกต้องอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการกับขยะที่มากมายนั้น ควรเริ่มตั้งแต่ในครัวเรือน เราสามารถที่จะลดปริมาณขยะให้ลดลงได้ จากการที่บริโภคแล้ว ก็มีการแยกขยะก่อนทิ้ง

ซึ่งถ้าถามว่าขยะของเรามีประโยชน์มั้ย? ก็คงตอบได้ว่า มันขึ้นอยู่กับว่า คุณคิดว่าขยะยังสามารถทำอะไรได้บ้าง คุณเห็นประโยชน์ของมันและคิดว่ามันสามารถทำเงินให้กลับมาหาคุณได้หรือไม่ ถ้าคุณคิดว่าได้ การจัดการขยะเพื่อให้เกิดมูลค่าก็สามารถเกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องสนุกที่คุณสามารถช่วยสังคมในอีกทางหนึ่งได้อีกด้วย ดังนั้นจึงอาจพูดง่ายๆได้ว่า ขยะเหลือใช้ก็มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบของขยะในบ้านเมืองของเราในปัจจุบันค่อนข้างส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก เนื่องจากเรายังมีระบบการจัดการที่ไม่ดีพอ คนขาดความตระหนักและความใส่ใจในเรื่องนี้กันมาก ปัญหาเหล่านี้จึงยังส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นวงกว้าง เช่น กลิ่นเน่าเหม็นจากกองขยะ แหล่งน้ำเน่าเสียจากการปนเปื้อนของเศษขยะ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและสัตว์นำโรค สังคมขาดความสะอาด ขาดความสวยงาม ไม่เป็นระเบียบและไม่น่าอยู่ เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแก้ปัญหาขยะในปลายเหตุ การเกิดภัยพิบัติ ดังเช่น เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่ผ่านมาคือ    เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะที่จ.อยุธยา ที่ได้เกิดผลเสียขึ้นมากมายกับคนในพื้นที่นับไม่ถ้วน ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่เป็นการด่วน เนื่องจากการเผาไหม้ขยะทำให้มีโอกาสเกิดสารพิษเพราะเกิดจากกองขยะที่ไม่มีการคัดแยก เป็นต้น

เหตุการณ์ไฟไหม้ขยะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 เม.ย.55
ที่มา: http://www.krobkruakao.com

 

แต่อันที่จริงแล้วขยะก็ยังมีคุณค่ามากมายเช่นกัน ถ้าหากเรารู้จักจัดการมันให้เป็นและถูกวิธี ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการรณรงค์ในเชิงบวกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเราได้ผลประโยชน์จากมันเช่นกัน เช่น การ Recycle ก็คือ การนำขยะกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ รวมถึงการคัดแยกขยะเพื่อนำมาขายให้เกิดมูลค่า เช่น ขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม แก้ว กระดาษ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณการบริโภคทรัพยากรใหม่ แถมยังช่วยลดปริมาณขยะไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้รณรงค์เรื่องการจัดการขยะโดยคำนึงถึงตั้งแต่ระดับครัวเรือนมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วประเทศอื่นๆ นี้ก็พร้อมเผชิญกับข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาขยะไม่ต่างกัน

หากแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ผู้นำทางการเมืองที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว แต่กระบวนการพัฒนาได้ก่อให้เกิดมิติของประชาสังคม และจิตสำนึกสาธารณะที่พร้อมจะมีส่วนร่วมดูแลและผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และสร้างจิตสำนึกใหม่ๆ ที่พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการชะลอพฤติกรรมการบริโภคนิยมและสาเหตุของปัญหาขยะให้ลดน้อยลง

 

ญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ว่านี้ เพราะมีกลไกในการคัดแยกขยะในระดับครัวเรือนที่เข้มแข็งและมีผลในทางปฏิบัติได้จริง โดยเป็นจิตสำนึกสามัญที่คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานรวมถึงการรักษาความสะอาดและรักสิ่งแวดล้อม คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมักออกปากชมว่าเมืองญี่ปุ่นสะอาด ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะ โดยต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ทุกคนก็พยายามจะทำหน้าที่รับผิดชอบขยะของตนอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรืออะไรก็ตาม ซึ่งผู้ทิ้งจะต้องรู้จักลักษณะและธรรมชาติของขยะแต่ละชิ้น และจำแนกแยกแยะอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเนื่องจากความจำกัดของพื้นที่ประเทศ แต่ประชากรมีร้อยกว่าล้านคน ทำให้วินัยของการจัดการกับขยะของชาวญี่ปุ่นต้องมีระบบและเป็นระเบียบ เพื่อช่วยทำให้บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่ และไม่เปลืองพื้นที่สำหรับกองขยะ วินัยนี้เป็นสิ่งที่น่าทำตามอย่างยิ่ง ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่าถือเป็นจริยธรรมของชาวบ้านที่จะต้องแยกขยะอย่างซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความทุ่มเทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทุ่มเทพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

และในอีกกรณีหนึ่ง คือ การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี นับเป็นนวัตกรรมตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย โดยประเทศเยอรมนีมีวิธีการกำจัดขยะ 3 รูปแบบคล้ายกับของประเทศไทย แต่มีสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก คือ ประเทศไทยจะฝังกลบกว่าร้อยละ 90 เผาร้อยละ 3 และนำไปใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 7 ซึ่งการฝังกลบก็จะมีปัญหาการปนเปื้อนของน้ำชะขยะซึมลงในพื้นดินอีกทั้งมลพิษทางกลิ่นในชุมชน ส่วนการเผาหากควบคุมสภาวะการเผาไม่ดีก็เกิดมลพิษทางอากาศตามมา แต่หากหันไปมองทางประเทศเยอรมนี ขยะที่ฝังกลบมีเพียงร้อยละ 20 ขยะที่เผาร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือร้อยละ 60 เป็นขยะที่เขานำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ยังไม่น่าแปลกใจที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์นั้นคือการเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและพลังงาน เพราะประเทศไทยก็มีการดำเนินการบ้างแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่สามารถจัดการคัดแยกขยะที่มีคุณภาพสำหรับกระบวนการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานได้

…เห็นอย่างนี้แล้วไม่ว่าเราจะพิจารณาขยะในฐานะที่เป็น “ปัญหา” หรือประเมินค่าขยะในฐานะที่อาจเป็น “แหล่งรายได้” เราก็ควรที่จะควบคุม “ขยะ” ไม่ให้เป็นสิ่งที่น่า “แขยง” จนถึงขั้น “ขยาด” และร่วมด้วยช่วยกัน “แยกขยะ” เพื่อช่วย “ลดขยะ” และปัญหาขยะเหล่านี้ก็จะค่อยๆหมดไป…

——

อ้างอิง
(1) พันธพงศ์ ตั้งธีระสุนันท์. “การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี : ขยะ…ของไร้ค่า หรือ มหาสมบัติ”  <http://www.oknation.net/blog/print.php?id=133489&gt;
(2) สุวรรณา เกรียงไกรเพชร. “วัฒนธรรมการแยกขยะเมืองญี่ปุ่น” มติชนรายสัปดาห์  ปีที่ 25 ฉบับที่ 1295 วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 <http://www.japankiku.com/tour/ garbage_japan.html>

 

ใครคืออาเซียน ? | ฉัน (ไทย) หรือเรา (ทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

BY    FIGHTO!!!

วันนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักประชาคมอาเซียน ในปี 2015 ที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะการที่ประเทศหลายๆ ประเทศกำหนดนโยบายเศรษฐกิจร่วมกันถือเป็นความร่วมมือพิเศษที่เราในฐานะประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ในบทความนี้จะขอไม่กล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจ เพราะคงพอทราบกันแล้วว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง แต่อีกด้านหนึ่งที่ใกล้ชิดและอยู่ติดตัวเรามาตลอดจนลืมไปแล้วนั่นคือ ความเป็นรัฐชาติ พูดกันให้เข้าใจง่ายคือ ฉันคือไทย ฉันคือพม่า ฉันคืออินโดนีเซีย เป็นต้น คงเป็นการยากที่จะบอกว่า ฉันคืออาเซียน พวกเราคืออาเซียน

ความเป็นรัฐชาติที่แต่ละประเทศได้ปลูกฝังให้แก่ประชาชนมาช้านานนั้น ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนในระบบการศึกษาจากรัฐ โดยยกเรื่องความขัดแย้งที่ผ่านมานานจากการสู้รบกันของชาติเรากับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ เล่าเฉพาะด้านที่เราถูกกระทำ ซึ่งให้ข้อมูลทั้งแบบไม่จริงบ้าง หรือถ้าจริงก็เป็นการให้ข้อมูลแบบประวัติศาสตร์ตัดตอน ทำให้รัฐดูเป็นพระเอกในสายตาของประชาชน ผลที่ตามมาคือ ทัศนคติการมองเพื่อนบ้านของไทยค่อนข้างแย่ ส่งผลไปถึงการแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ดูถูกดูแคลนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การเอาชื่อประเทศเพื่อนบ้านมาล้อเลียนในแง่มุมว่าเชย ไม่ทันสมัย หรือการล้อเลียนการพูดไทยไม่ชัดของแรงงานพม่าที่มาทำงานในไทย ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยเราไม่ได้ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน แต่มีศัตรูอยู่รอบด้าน ด้วยทัศนคติความเป็นรัฐชาติที่ถูกปลูกฝังมา แล้วเราจะเกิดความมั่นใจและเชื่อใจได้อย่างไรกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในปี 2015 หรือในปัจจุบันนี้ก็ตาม

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจนำมาซึ่งปัญหาในการรวมกลุ่มของอาเซียนในการทำความเข้าใจระดับประชาชน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ผลกระทบก็คือ ความกังวลของประชาชนต่างๆ นานา กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางอาชีพ ค่าครองชีพ เป็นต้น ซึ่งพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจ หรือบางกลุ่มอาจจะไม่ต้องการเป็นอาเซียนก็ได้ คงมีคำถามตามมีอีกว่า อะไรคืออาเซียน เป็นอาเซียนแล้วฉันได้อะไร ใครได้ประโยชน์ เราพัฒนามาไกลแล้วจะเสียประโยชน์รึเปล่ากับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นฐานความคิดของคำถามเหล่านี้มาจากเรื่องรัฐชาติ ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจกับประชาคมอาเซียน

 

 

ดังนั้น ประชาคมอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวนโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนและความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งภูมิภาคด้วย หากแต่ละประเทศในอาเซียนเริ่มจากการขจัดความขัดแย้งทางรัฐชาติเสียก่อน การพัฒนาอื่นๆ ก็จะมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น  ควรมีการให้ความรู้ทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะรู้เขา รู้เรา หรือควรจะสนับสนุนให้มีการจัดเวที จัดค่ายระหว่างประชาชนในอาเซียนทุกระดับชั้นไม่ใช่เพียงแต่กลุ่ม ธุรกิจ หรือทางวิชาการอย่างเดียว ความสัมพันธ์และความเข้าใจกันระหว่างประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านก็จะดีขึ้น และสามารถพัฒนาให้เกิดความสำเร็จในระดับภูมิภาคได้

ถ้าภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจับมือกันร่วมพัฒนาไปพร้อมกัน ก็จะไม่เกิดคำถามซ้ำๆ เดิมๆ อีกว่า ใครคือ อาเซียน?

 

อ้างอิง
• Siam Intelligence, (2555), ไทยกับประชาคมอาเซียน: ก้าวให้พ้นความเป็นรัฐชาติ, สืบค้นวันที่ 16 พฤษภาคม 2555, จากเว็บไซต์: <http://www.siamintelligence.com/thai-and-asean-community-crossover-nation-and-state/&gt;.
• Siam Intelligence, (2555), วาทกรรมสร้างชาติ: ก้าวให้ข้ามก่อนอาเซียน 2015, สืบค้นวันที่ 16 พฤษภาคม 2555, จากเว็บไซต์: < http://www.siamintelligence.com/nation-building-discourse-before-asean-2015/&gt;.

กว่าคนไทยจะได้รู้!! : วิกฤติการสื่อสารเตือนภัยไทย ท่ามกลางแผ่นดินไหวและสึนามิ

By Wanida Supaporn

ที่มาของภาพ: http://www.thairath.co.th/content/region/253743

บ่ายวันที่ 11 เมษายน 2555 ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ที่แสนอบอ้าว

เสียงเตือนภัยสึนามิดังขึ้นใน 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน พร้อมกระแสคลื่นข่าวซัดเข้าสู่โซเชียลเน็ตเวิร์ค

‘แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ที่เกาะสุมาตรา …สึนามิกำลังมา !!!’

 

ขณะที่อีกฟากหนึ่งอ้างว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ใช้เวลาเพียง 13 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหวในการออกประกาศแจ้งเตือนประชาชน จากนั้นได้ประกาศอพยพโดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ มีการประสานงานกันอย่างเป็นระบบทั้งหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทำให้การอพยพประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำให้ก่อนเวลา 17.00 น. แทบทุกพื้นที่เสี่ยงก็ได้อพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัยอย่างสำเร็จเรียบร้อย สะท้อนประสิทธิภาพค่อนข้างสูงของประเทศไทยในการรับมือกับภัยพิบัติสึนามิจากแผ่นดินไหวระยะไกล [1]

แต่ในทางกลับกัน..

อีกฝั่งหนึ่งกลับชี้ให้เห็นความโกลาหลที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่เสียงโทรศัพท์ที่กระหน่ำดังขึ้นไม่ขาดสายที่ศูนย์ปฏิบัติการแผ่นดินไหว สังกัดกรมอุตุนิยมวิทยา โดยที่ศูนย์ฯ มีโทรศัพท์อยู่เพียง 4 สาย

เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบแจ้งเตือนภัยพิบัติแท้จริงแล้วคือ ‘ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช.)’ ที่มีเบอร์ตรง คือ 192 แต่ประชาชนน้อยรายที่จะทราบ เนื่องจากเบอร์ดังกล่าวเพิ่งได้เมื่อปลายเดือนมีนาคม และยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง [2]

ครั้นเปลี่ยนไปหาข้อมูลบนเว็บไซต์ของศูนย์ปฏิบัติการแผ่นดินไหว สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ http://www.seismology.tmd.go.th  ก็เข้าไม่ได้เนื่องจากมีการใช้งานพร้อมกันมากจนเซิร์ฟเวอร์ล่ม แม้แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถเข้าไปอัพโหลดสถานการณ์ข้อมูลล่าสุดได้ [2]

แม้แต่สื่อที่เข้าถึงประชาชนได้มากที่สุดอย่างโทรทัศน์ ก็ยังปรากฏความล่าช้าของการสื่อสาร กระทั่งเกิดเสียงเรียกร้องขึ้นว่า “รัฐบาลครับ…..ขอทีวีสักช่องให้ประชาชนภาคใต้ได้ติดตามเรื่องนี้หน่อย รวมศูนย์ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน… วุ่นกันไปหมดแล้วครับ ได้โปรดเถอะครับ” [3] อีกทั้งจากการสัมภาษณ์ประชาชนในพื้นที่ที่หนีภัยสึนามิ ต่างพูดเหมือนกันว่าระบบการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือล่ม ไม่สามารถติดต่อได้ อันเป็นปัญหาทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ [3]

แม้ว่า ความวุ่นวายเหล่านี้จะจบลงด้วยดี ไม่มีสึนามิ ไม่มีความเสียหายใหญ่หลวงจากแผ่นดินไหว แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนความพร้อมในการรับมือของประเทศไทยได้หรือไม่ ที่สำคัญ การสื่อสารในภาวะวิกฤติ (Crisis Communication) ของประเทศไทย หรือแม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร มีความพร้อมมากน้อยเพียงใดหากวันหนึ่งเกิดภัยพิบัติขึ้นมาจริงๆ

ผู้เชี่ยวชาญทางการสื่อสารทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ ดร.นรีนุช ดำรงชัย (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)) อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม (คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิต) และคุณจิตติมา บ้านสร้าง (สถานีโทรทัศน์ Thai PBS) ได้ร่วมให้ความคิดเห็นกับทีมวิจัย CCaR เกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการสื่อสารเพื่อลดความเสี่ยง และเพื่อรับมือกับภัยพิบัติ โดยการคำนึงถึงประเด็นหลัก ๆ ดังนี้

 

1) ต้องมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

เพื่อคนทุกกลุ่มจะสามารถเข้าถึงได้  โดยช่องทางที่เข้าถึงคนได้มากที่สุด ได้แก่ โทรทัศน์  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงให้ประชาชนรอฟังแถลงการณ์จากทางราชการอย่างเดียว แต่ควรเป็นการสื่อสาร 2 ทาง ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตัวเอง มาจากแหล่งข้อมูลหลายฝ่าย ดังนั้น จึงควรมีการสร้างพื้นที่ที่ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ได้มาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน ตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติ หรือระหว่างที่เกิดแล้วจะสื่อสารอย่างไร มีใครต้องการความช่วยเหลือ และจะช่วยอย่างไร

อีกหนึ่งช่องทางที่สำคัญ คือ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งควรมีการวางแผนล่วงหน้าหากเกิดเครือข่ายโทรศัพท์มือถือล่ม ทางเลือกอื่นที่รองรับควรเป็นอย่างไร  นอกจากนี้ สื่อออนไลน์อาจกลายเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีความรวดเร็ว แต่ความแม่นยำหรือความถูกต้องของข้อมูลกลับเป็นปัญหา จึงควรมีพื้นที่ส่วนกลางหรือสื่อกลางที่ทำหน้าที่รวบรวม กลั่นกรองและอัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

 

2) มาตรฐานวิธีการสื่อสาร

ภาษาและระบบการสื่อสารต้องได้มาตรฐานที่ทุกคนและทุกหน่วยงาน สามารถยอมรับและเข้าใจตรงกันได้ รวดเร็วทันเวลา อีกทั้งต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ได้มาตรฐาน มีการอัพเดทที่ถูกต้องแม่นยำตลอดเวลา เพื่อป้องกันความไม่แน่ใจในการพิจารณาข้อมูลต่างๆ ในภาวะวิกฤต

ปัจจุบัน การสื่อสารและการมีส่วนร่วม 2 ทางนั้น มีความก้าวหน้าในกระบวนการมากขึ้น โดยมีเครื่องมือสำหรับการสื่อสารบางอย่างที่เข้าใจง่ายและเห็นเป็นภาพ เช่น การ์ตูน และเอนิเมชั่น 2 มิติ

สื่อมวลชนก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างมาตรฐานวิธีการสื่อสาร เช่น ประเทศญี่ปุ่น ช่อง NHK ผู้สื่อข่าวจะได้รับการฝึกว่าจะรายงานข่าวอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ไม่เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการลดระดับความรุนแรงลงได้

 

3) การสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ในการรับมือ

ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ประชาชนในพื้นที่นั้น มีความต้องการในการรับรู้ข้อมูลที่ต่างกัน  ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา กลุ่มคนที่อยู่ติดถิ่นดั้งเดิม เช่น คนนนทบุรีและสมุทรสาคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่มีองค์ความรู้อยู่แล้ว โดยต้องการเพียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

 

ขณะที่กลุ่มคนที่ใกล้จะถูกน้ำท่วม เช่นภาคธุรกิจ เป็นกลุ่มคนที่ต้องการข้อมูลเชิงพยากรณ์มาก เพื่อใช้ในการตัดสินใจ

การสื่อสารข้อมูลทั้งข้อเท็จจริง และข้อมูลเชิงพยากรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมให้ประชาชนมีความรู้ที่จะรับมือ ปรับตัวสู้กับสภาพปัญหาได้นั้น จำเป็นต้องมีแผนการ โดยการกำหนดกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องและประเด็นที่คนกลุ่มนั้นๆ เกิดความสนใจ และสร้างระบบความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ว่าทำแล้วดี แล้วตนเองได้รับประโยชน์  ให้แผนเข้าไปอยู่ในวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขา เพื่อจะทำให้เขาเหล่านั้นรู้สึกตื่นตัวและมีการเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

เมื่อมีแผนแล้ว ควรมีการนำแผนไปปฏิบัติจริงผ่านการซ้อม  อาทิ แผนการรับมือกับน้ำที่จะมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า มีการเสนอแนะให้  “กทม. ต้องประกาศให้ประชาชนทราบแล้วว่าถ้าน้ำท่วมต้องปฏิบัติตัวอย่างไร สมมติมี 3 ขั้นตอนต้องประกาศไปเลย ไม่ใช่พูดแต่ว่าท่วมหรือไม่ท่วม แต่ควรเปลี่ยนเป็นการพูดเรื่องขั้นตอนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และต้องกะทัดรัด ไม่ใช่ยาวเยิ่นเย้อ และมีการซักซ้อม เปิดให้มีการประชุมของคนในละแวกเดียวกัน สำนักงานเขตต้องมีวิธีการทำงานแบบนี้ ต้องรีบคุยกัน เรียนรู้กัน …” [4]

นอกจากประชาชนจะเรียนรู้ผ่านการวางแผนและซักซ้อมรับมือแล้ว สื่อมวลชนก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการช่วยเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ

แม้ว่าสื่อบางสื่อทำได้ดีในแง่การเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน แต่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ยังอธิบายแต่เพียงว่า มีอะไร เกิดขึ้นที่ไหน อย่างไร  เท่านั้น แต่ไม่มีการอธิบายสาเหตุและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูล หรือเป็นข้อมูลที่ขาดตกบกพร่อง นั่นคือเน้นการสื่อสารที่รวดเร็ว สร้างอารมณ์ร่วม แต่อาจขาดความแม่นยำของข้อมูล

ซึ่งบทบาทที่สื่อสามารถช่วยได้คือ  ควรเป็นการอธิบายและการนำเสนอข้อมูลที่สร้างความเข้าใจมากกว่าความรวดเร็ว  มีการนำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายจากนักวิชาการ เพื่อให้คนรู้จักช่วยตัวเองมากกว่าพึ่งพาสื่อหรือรัฐฝ่ายเดียวเท่านั้น

—————-

แม้ว่า คำทำนายภัยพิบัติปี 2012 อาจจะดูห่างไกลกับยุคสมัยดิจิตอล ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารสามารถย่อโลกทั้งใบไว้เพียงคลิกเดียว

ทว่าปัญหาภัยธรรมชาติที่เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จะเป็นการส่งสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่า กับประเทศที่เคยอยู่อาศัยอย่างสงบสุขกับธรรมชาติมาโดยตลอดอย่างประเทศไทย

หรือแม้แต่ … หากมวลน้ำก้อนใหญ่จะมาอีกครั้ง … เราควรจะเตรียมวิธีสื่อสารข้อมูลอย่างไร ไม่ให้ประชาชนต้องตกเป็น ‘คนสุดท้ายที่จะได้รู้’

 

——–

อ้างอิง

[1] ภาสกร ปนานนท์. “ประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิของประเทศไทย” ใน หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 17 เมษายน 2555 หน้า 7.
[2] “ระบบเตือนภัย : เอาอยู่แน่หรือ” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 17 เมษายน 2555 หน้า 10
[3] “วิไลพร – ธนชาติ” ถอดบทเรียนสึนามิญี่ปุ่นถึงบทเรียนไทย…แผนภัยพิบัติแห่งชาติ!http://thaipublica.org/2012/04/wilaiporn-thanachat-lesson-leraned-diaster/
[4] สุริชัย หวันแก้ว ใน “นักวิชาการแนะรัฐยกเครื่องวิธีคิด “สื่อสารภาวะวิกฤติ-ฉุกเฉินทางสังคม”
http://www.oknation.net/blog/kobkab/2011/10/16/entry-1
[5] นรีนุช ดำรงชัย. สัมภาษณ์. 11 เมษายน พ.ศ.2555.
[6] สกุลศรี ศรีสารคาม. สัมภาษณ์. 11 เมษายน พ.ศ.2555.
[7] จิตติมา บ้านสร้าง. สัมภาษณ์. 11 เมษายน พ.ศ.2555.

 

 

สติ กับ สตางค์: คุณจะเลือกอะไรเมื่ออยู่ในสถานะผู้ประสบภัยพิบัติ

By FIGHTO

ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างรุนแรงมาก ไม่มีอะไรที่อยู่บนความแน่นอน ฤดูกาลผันเปลี่ยนไม่ตรงตามที่เคยเป็น บางพื้นที่จากที่ไม่เคยแล้งกลับแล้ง บางพื้นที่จากที่ไม่เคยน้ำท่วมกลับท่วม ความวิปริตของอากาศ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคน ทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่ต้องแบกรับกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ทั้งโรคฉี่หนู โรคติดต่อทางเดินอาหาร โรคตาแดง โรคผิวหนัง ความเสี่ยงจากการโดนสัตว์มีพิษกัดต่อย โรคเครียด เป็นต้น เนื่องจากสุขภาพขึ้นอยู่กับอาหารที่เพียงพอ น้ำดื่มที่สะอาด ที่อยู่อาศัย สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี กับเงื่อนไขของสังคมที่เหมาะสมในการควบคุมโรคติดต่อ การดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะภัยพิบัติจึงมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การที่รัฐประกาศให้อพยพออกจากพื้นที่ในภาวะประสบภัยพิบัติ อย่างกรณีน้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา มีทั้งประชาชนที่อพยพทันทีที่ได้รับแจ้งเตือนอพยพ และประชาชนที่ยังลังเลหรือดูสถานการณ์ก่อนว่ารุนแรงพอที่จะย้ายหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีอีกกลุ่มคือ จะไม่อพยพไปไหน เพราะห่วงบ้าน ห่วงทรัพย์สิน  ซึ่งกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะอพยพหรือไม่นั้น จะพบกับปัญหาแรกคือ ความเครียด เนื่องจากหวาดระแวงอยู่ตลอดว่า

“เมื่อไหร่น้ำจะมา”                      น้ำจะท่วมจริงหรอ

“ต้องขนของสูงเท่าไหร่        “น้ำจะท่วมนานมั้ย”       “ถ้าอพยพไปใครจะดูแลบ้าน”

“โจรจะขึ้นรึป่าว”     “จะไปทำงานยังไง”     แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมบ้าน”

นานาสารพัดความกังวลที่เกิดขึ้นในขณะนั้น พื้นฐานของความคิดทั้งหมดทั้งปวงคือ เงิน ทุกคนห่วงเงิน ห่วงทรัพย์สิน มากกว่าชีวิตที่จะต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ มากมาย

 

ถึงแม้ว่าคุณจะเลือกที่จะเป็นผู้อพยพ หรือเลือกที่จะเป็นผู้ประสบภัยอยู่ในพื้นที่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา คือ สติ การที่เรามีสติไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ไม่ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนเกิดภาวะเครียด ทั้งกับผู้ที่อพยพไปแล้วก็ต้องมีสติที่จะคิดวางแผนในอนาคตว่าจะวางแผนชีวิตต่อไปอย่างไรหลังจากสถานการณ์เป็นปกติ หรือผู้ที่เป็นผู้ประสบภัยต้องมีสติที่จะคิดว่า อยู่อย่างไรถึงจะปลอดภัย ถ้าเรามีสติอยู่ตลอด เราก็ไม่ต้องเสียเงินมากมายในการนำเงินไปรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้นจากตัวเองทำตัวเอง ทั้งจากภาวะเครียด ความไม่ระมัดระวังในการดำรงชีวิตในสภาวะภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ ทุกสิ่งทุกอย่างเราเลือกที่จะทำและเลือกที่จะอยู่ต่อ ก็ต้องอยู่อย่างมีสติและคิดบวกอยู่เสมอ

เงินทองทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างไรก็หาใหม่ได้ แต่สุขภาพชีวิต เกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว ต้องรักษาเพื่อให้อยู่ต่อได้อย่างเข้มแข็งและมีความสุขกับทุกสิ่งอย่างที่จะผ่านเข้ามาและผ่านไปในชีวิต ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจที่มีสติและมองโลกในแง่ดี 

…แล้วคุณล่ะถ้าวันหนึ่งคุณเป็นผู้ประสบภัย คุณจะเลือกอะไร สติ หรือ สตางค์…

———-

อ้างอิง

– นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

– นสพ.เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554

– ศูนย์ประสานงานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Coordination Unit) สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– การดูแลสุขภาพ แนะหลักฟื้นฟู สุขภาพจิตหลังน้ำท่วม แพทย์แนะหลักฟื้นสภาพจิตหลังน้ำลด (สสส.) โดย สุนันทา สุขสุมิตร

– สธ.เน้นดูแลสุขภาพจิตใจผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วม โดย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต

เอะอะอะไร… ก็ย้ายเมืองหลวง

By Mallika Pupa Kosolsak
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จากแผนโครงการพัฒนาต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการ และเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับคนในเมือง และจากความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบันที่เป็นไปอย่างก้าวหน้า ส่งผลให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างง่ายดาย และรวดเร็ว ซึ่งเราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของเมืองนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจหลักของการสร้างเมือง ซึ่งจะต้องมีการจัดสรรให้กับคนในเมืองนั้นๆ อีกทั้งต้องเพียงพอรองรับกับจำนวนคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นด้วย

แต่ปัญหาก็คือ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา นักวิชาการบางคนได้ให้เหตุผลว่า สาเหตุของการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้มาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสม และการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ที่ไม่ควรพัฒนา ไม่สอดคล้องกับผังเมืองรวม เช่น การสร้างถนน ขวางทางน้ำไหล การสร้างแหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรม ในพื้นที่ที่มีไว้สำหรับรับน้ำ หรือระบายน้ำตามธรรมชาติ อีกทั้งยังขาดการสร้างระบบระบายน้ำ เช่น ท่อระบายน้ำ หรือคู คลองระบายน้ำที่เหมาะสมเพียงพอ ทำให้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่จึงเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนอย่างที่คนไทยหลายล้านคนเพิ่งประสบมา

ก่อให้เกิดประเด็นในสังคมตามมาก็คือ “…การย้ายเมืองหลวงออกจาก กรุงเทพมหานครขึ้นอีกครั้ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย 20 คน ได้เสนอญัตติ โดยกล่าวว่า “ภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ กรุงเทพฯ จะจมบาดาลอย่างแน่นอน” ดังตัวอย่างอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปี 2554 ที่เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องหันกลับมาคิดทบทวนกันก็คือ การย้ายเมืองหลวงเป็นทางที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาได้จริงๆหรือไม่?? เราคิดจะย้ายเมืองหลวงกันอยู่บ่อยครั้ง มีปัญหานิดหน่อยก็อยากจะย้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราควรจะต้องมีการกระจายความเจริญออกไปยังเมืองอื่นๆ ก่อน โดยแนวคิดการกระจายอำนาจนี้ก็เริ่มมีมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับ ที่ 4 และมาชัดเจนขึ้นในฉบับที่ 5 แต่ก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำได้ง่ายๆ

 ซึ่งเมื่อพูดถึงข้อดี ข้อเสียของการย้ายเมืองหลวงนั้น……

การย้ายเมืองหลวง สิ่งที่ต้องทำ ก็คือ “การสร้างใหม่หมด” เพราะเมืองใหม่แทบจะไม่มีอะไรที่เพียงพอต่อการรองรับการเจริญเติบโตของเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเมืองหลวงได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการจะย้ายขึ้นจริง ก็ต้องมีการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ ที่ตอบสนองต่อประชาชน ที่ต้องย้ายตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย เส้นทางคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ ซึ่งนั่นก็หมายถึงงบประมาณที่ต้องมีการลงทุนอีกมหาศาล  ที่สำคัญต้องคิดอีกว่าสร้างเมืองหลวงใหม่ที่ไหนดี สร้างเมืองอย่างไรให้มีคุณภาพ ซึ่งประโยชน์ของการย้ายเมืองก็อาจจะช่วยแบ่งเบาความหนาแน่นของกรุงเทพฯ ได้บ้าง แต่กรุงเทพฯ มันก็โตมากแล้ว ส่งผลให้คนจึงย้ายตามไม่ได้ เพราะกิจกรรมทุกอย่างมันอยู่ที่นี่ ….

อีกทั้งยังสอดคล้องกับมุมมองของ ผศ.ดร.นพนันท์ ตาปนานนท์ แห่งภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่กล่าวว่า แนวคิดแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก แต่สุดท้ายแล้วทำไม่ได้จริง เพราะประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการกระจายความเจริญ หรือเมืองอื่นๆ นั้นโตไม่ทันกรุงเทพฯ

ส่วนการไม่ย้ายเมืองหลวง ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังคงประสบกับปัญหาเสี่ยงของภัยพิบัติแต่เราก็สามารถที่จะมีมาตรการป้องกันน้ำท่วมที่ดีได้ โดยการจัดระบบของโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การใช้ถนนเป็นแนวคันกั้นน้ำ การสร้างอุโมงค์ยักษ์ที่ใช้ในการระบายน้ำ การสร้างเขื่อน การขุดบึงรับน้ำแก้มลิง เป็นต้น ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานป้องกันที่ดี น้ำท่วมก็คงจะส่งผลกระทบต่อผู้คนได้ยาก อีกทั้งต้องมีการปรับปรุงกรุงเทพฯ ในแบบที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมืองบอก นั่นคือการกระจายความเจริญไปยังจังหวัดอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯ ด้วย ส่วนข้อดีคือ เมืองมีการเจริญเติบโตที่สูงอยู่แล้ว อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานก็มีจำนวนมาก จึงทำให้ไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มใหม่ตรงนี้ อีกทั้งยังมีความสำคัญในแง่ของประวัติศาสตร์อีกด้วย เพราะการสร้างเมืองไม่ใช่แค่สร้างให้สวยอย่างเดียว มันต้องมีคุณค่าทางด้านจิตใจด้วย ซึ่งการที่จะนำเงินไปลงทุนกับการสร้างเมืองหลวงใหม่เปรียบกับการนำเงินมาแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่างๆ เงินทุนน่าจะค่อนข้างต่างกันอย่างมาก

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องผ่านการพิจารณาศึกษาถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าให้ดีเสียก่อน  มิฉะนั้นสุดท้ายแล้วก็จะเท่ากับรัฐเทงบประมาณลงไปเสียเปล่า เพราะนอกจากจะไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชนแล้ว อาจจะนำไปสู่วิกฤตการณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศ

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าการขยายเมือง หรือแนวคิดการย้ายเมืองหลวง โดยมีการวางผังเมืองใหม่ เป็นเรื่องที่ไม่ใช้เรื่องง่าย เราต้องมีการวางแผนและจัดสรรทรัพยากรต่างๆให้ทั่วถึงแก่ทุกคน โดยสิ่งที่สำคัญต้องคำนึงถึงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้น  ในการที่จะทำให้ระบบอื่นๆ ของประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประเทศใดจะเจริญหรือไม่  ก็ดูกันตรงโครงสร้างพื้นฐานของเขาได้ด้วยเช่นกัน!!

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกแนวคิดอะไร…  หากกรุงเทพฯ มีแต่แนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาที่ดินในรูปแบบต่างๆ อย่างเดียว จนลืมตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่อย่างสมดุลกับธรรมชาติ  และอยู่อย่างเข้าใจองค์ประกอบของเมือง    และมีการปรับตัวในการดำรงชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี

เราจะอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร

คันกั้นน้ำที่แข็งแรงที่สุด

By Wanida Supaporn

 

หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้ว หลายภาคส่วนมีการนำเสนอแนวนโยบายเพื่อป้องกันและรับมือกับอุทกภัยใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

เช่นเดียวกับในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Media Workshop: “New Bangkok” Earth Change, We Adapt (“กรุงเทพฯ ใหม่” โลกเปลี่ยน เราปรับ) เมื่อวันพุธที่ 8 ก.พ. 2555 ที่ผ่านมา ที่มีการเสวนาทั้งจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และการทำเวิร์คชอปของบรรดานักสื่อสารมวลชน  เพื่อร่วมอภิปรายถึงแนวทางการป้องกัน หรือปรับตัว ของกรุงเทพมหานครต่อสภาวะภูมิอากาศที่แปรปรวนยิ่งขึ้นในอนาคต

น่าสนใจที่ในท่ามกลางความเห็นหลากหลาย แต่สิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่มองเห็นคล้ายกัน  คือ คันกั้นน้ำที่แข็งแรงที่สุดของกรุงเทพ อาจจะไม่ได้มาด้วยคอนกรีต บิ๊กแบ็ก หรือกระสอบทรายใดๆ

แต่กลับอยู่ที่ใจของคนกรุงเทพทุกคน

 .

.

สุรจิต ชิรเวทย์

 ถามคนในพื้นที่ อย่าเก่งเอง อย่าทำคนเดียว

 นายสุรจิต ชิรเวทย์ สว.สมุทรสงคราม  แสดงมุมมองว่า  “สายน้ำไม่เคยลืมทางเก่า” แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดในการตั้งถิ่นฐานของมุนษย์  ระยะเวลาที่น้ำจะท่วมพื้นที่บริเวณนั้นอาจเพียงแค่สามเดือน แนวคิดของคนรุ่นเก่าคือสร้างบ้านยกพื้นสูง แต่แนวคิดของคนรุ่นปัจจุบันคือถมที่ให้สูงยิ่งขึ้นๆ ราวกับต้องอยู่กับน้ำท่วมตลอดปี

นอกจากนี้ สว.สุรจิตยังแสดงความเห็นว่า น้ำเป็นเพศหญิง การรับมือต้องอาศัยความยืดหยุ่นสูง ไม่ใช่สู้ด้วยสิ่งแข็งกระด้างอย่างคันกั้นน้ำ หรือบิ๊กแบ็ก โดยเฉพาะการป้องกันน้ำท่วมด้วยวิธีสร้างพื้นที่ปิดล้อมด้วยคันกั้นน้ำ มีแต่จะทำให้ระดับน้ำยิ่งสูงขึ้น ๆ

ดังนั้น แนวคิดในการสู้กับน้ำโดยพึ่งพาสิ่งปลูกสร้างอย่างเดียว เช่น ประตูระบายน้ำ หรือการเน้นเทคโนโลยีต่างๆจากตะวันตก โดยหน่วยงานราชการ อาทิ กรุงเทพมหานคร เป็นผู้กุมอำนาจควบคุมแต่เพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมกับการรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ควรให้ความสำคัญกับคนในพื้นที่ ดึงชุมชนเข้ามาช่วยดูแล บริหารจัดการประตูระบายน้ำ รวมถึงส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ จะช่วยให้การรับมือกับน้ำมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับภูมินิเวศน์มากขึ้น

การที่กรุงเทพจะสามารถอยู่ร่วมกับสภาวะสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงนี้ได้ สว.สุรจิต ชี้ให้เห็นว่า แผนนโยบายต่างๆน่าจะมาจากข้างล่าง ต้องถามความเห็นคนในพื้นที่ อย่าเก่งเอง อย่าทำคนเดียว อีกทั้งต้องทำยุทธศาสตร์พัฒนาหลายๆทางเลือก อย่าใช้เพียงทางเลือกเดียว ระบบการบริหารของไทยแบบที่เลือกตัวแทนเข้าไปทำงานให้ โดยที่ตัวเราไม่ยุ่งเลย ไม่ต้องใส่ใจนั้น ไม่เป็นแนวทางที่ถูกต้อง ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้คนหันมาใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องของเราเหมือนกัน

อรทัย ก๊กผล

กรุงเทพมหานครต้องปรับโครงสร้างมารองรับด้วย

 ในมุมของนักรัฐศาสตร์ ผศ. ดร.อรทัย ก๊กผล จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า แนวคิดการบริหารจัดการของกรุงเทพมหานครต้องเปลี่ยน  ไม่ใช่พึ่งพาแต่ความรู้เชิงเทคนิค (เทคโนแครต) แต่ต้องเปลี่ยนมาเน้นเรื่องการบริหารจัดการที่กระจายอำนาจสู่ประชาชนมากขึ้น อีกทั้งการบริหารที่จะเชื่อมโยงกับปริมณฑลอย่างไร เพราะการที่กรุงเทพเติบโตออกไปเรื่อยๆ หมายถึงความสัมพันธ์ที่ต้องเกี่ยวข้องกับปริมณฑลในทุกๆด้าน ไม่สามารถแยกส่วนการแก้ปัญหาตามเขตปกครองได้ ขณะที่รัฐบาลส่วนกลางก็ต้องให้อำนาจในการบริหารจัดการกับกรุงเทพมหานครมากขึ้นด้วย  เช่น การปรับปรุงระบบทะเบียนบ้านและการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรที่แท้จริงของกรุงเทพ

“หากระบบความคิดของประชาชนยังไม่เปลี่ยน

กรุงเทพอีก 30 ปีก็จะยังเหมือนเดิม

ในมุมของสื่อมวลชนผู้เข้าร่วมเวิร์คชอป “วิสัยทัศน์ของกรุงเทพในอีก 30 ปีข้างหน้า จะเป็นเช่นไร” ได้มีการแยกกลุ่มย่อยตามแนวคิดต่าง ๆ กล่าวคือ 1) กลุ่มแนวคิดกรุงเทพยังคงเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน  2) กลุ่มแนวคิดกรุงเทพเป็นศูนย์กลางเฉพาะอย่าง ไม่ใช่ทั้งหมด และ 3) กลุ่มแนวคิดกรุงเทพ..ไม่แน่นอน  สื่อมวลชนเหล่านี้ได้ร่วมกันค้นหาปัจจัยในการพัฒนาเมืองอีก 30 ปีข้างหน้า และต่างได้ผลลัพธ์ มุมมองที่หลากหลายกันไป  แต่สิ่งที่ทุกกลุ่มมีเหมือนกัน คือ การมองเห็นความสำคัญของการกระตุ้นจิตสำนึก และการให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนกรุงเทพ อันจะเป็นปัจจัยหลักต่อการพัฒนากรุงเทพในอนาคต

“สิ่งสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกของคนในสังคม เพราะการพัฒนาทุกอย่างที่กล่าวมาจะต้องไปจบที่นโยบายซึ่งมาจากนักการเมือง นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนที่เลือกตั้งมีระบบความคิดแบบไหน ก็จะเลือกผู้แทนแบบนั้นเข้าไป ดังนั้นหากระบบความคิดของประชาชนยังไม่เปลี่ยน กรุงเทพอีก 30 ปีก็จะยังเหมือนเดิม” ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปกลุ่มหนึ่งกล่าว

ในทำนองเดียวกัน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับการพัฒนาเมือง อีกทั้งนวัตกรรมการออกแบบเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำ หรืออยู่ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศในรูปแบบต่างๆ ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของกรุงเทพในอีก 30 ปีข้างหน้า แต่ก่อนที่จะมาถึงการพัฒนาทางกายภาพเหล่านี้ ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปอีกกลุ่มหนึ่งให้ความเห็นที่คล้ายกับกลุ่มแรกว่า จิตสำนึกเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เมื่อมีความรู้และจิตสำนึก ก็จะนำไปสู่การปรับตัว ซึ่งรวมทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม หรือการออกแบบนวัตกรรมต่างๆ  นอกจากนั้นเมื่อมีความรู้และจิตสำนึก ก็จะนำไปสู่การให้คุณค่าทางสังคม ที่คนร่วมมือกัน หรือไม่เห็นแก่ตัว

.

.

บทสรุปของแนวทางการพัฒนากรุงเทพมหานครอาจมีได้หลากหลาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า แผนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เป็นประเด็นสำคัญที่ควรต้องถูกระบุไว้

และแผนการสร้างคันกั้นน้ำที่แข็งแรง ยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร  อาจต้องเริ่มสร้างที่จิตใจของคนกรุงเทพทุกคน