ราคาน้ำมันขึ้น…แล้วไง?

By Fighto!

ทุกครั้งที่มีข่าวประกาศว่า ราคาน้ำมัน จะขึ้น หรือราคาน้ำมันจะลงนั้น จะได้รับปฏิกิริยาตอบรับจากประชาชนเสมอ ทั้งเสียงบ่น การรีบออกไปเติมน้ำมันล่วงหน้าก่อนเวลาที่ราคาน้ำมันจะขึ้น อย่างไรก็ตาม มีเพียงส่วนน้อยที่จะวางแผนลดการใช้รถยนต์เพื่อประหยัดน้ำมัน แต่กลับใช้วิธีหันไปหาพลังงานตัวเลือกอื่นที่ราคาถูกกว่าแทน

การที่ราคาน้ำมันมีการปรับราคาอยู่ตลอดนั้น ไม่ใช่เป็นความต้องการของตลาด แต่ราคาน้ำมันถูกกำหนดโดย การแทรกแซงของรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาท/ลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจากลิตรละ 5.31 บาท ลงเหลือ 0.005 บาท/ลิตร การปรับลดภาษีสรรพสามิตนี้ทำให้ผลกระทบในเวลาต่อมา คือ รัฐไม่สามารถแบกรับการตรึงราคาน้ำมันไหว จึงต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตกลับไปเท่าเดิม แต่ไปลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันแทน ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงมากเกินไป เกิดปัญหาตามมา คือ คนไม่ใช้แก๊สโซฮอล์ ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่นำมาใช้แทนน้ำมัน  และมีราคาถูกกว่า

การตรึงราคาน้ำมัน ตลอดจนพลังงานทดแทนหลากหลายทางเลือกที่รัฐบาลนำมาเสนอให้กับประชาชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทุกวันนั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย ที่รัฐพร้อมจะมอบให้กับประชาชน แม้ว่าจะทราบกันดีว่า น้ำมันนั้นกำลังจะหมดไปในไม่ช้าพร้อมกับราคาที่แพงเอาการ จะเห็นได้จากภาพเมืองในปัจจุบัน ที่ทุกคนต่างบ่นกันตลอดว่า

“น้ำมันแพงจัง!!!

“ราคาน้ำมันขึ้นอีกละ!!”

ไปติดแก๊สดีกว่า

แต่ภาพที่สะท้อนออกมาคือ คนยังซื้อรถใหม่กันอยู่ทุกวัน ปัญหารถติดไม่ได้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ประชาชนยังคำนึงถึงความสะดวกสบายส่วนตัวมากกว่าการหันมาช่วยกันประหยัดการใช้พลังงาน

ที่จริงแล้ว ปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่ประชาชนยังนิยมกันซื้อรถใหม่ หรือ ไม่ใส่ใจกับการประหยัดพลังงาน แต่เป็นเพราะทางเลือกในการเดินทางในเมืองนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าเขามาใช้บริการขนส่งสาธารณะเมืองแล้ว จะเดินทางถึงที่หมายเร็วขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น หรือสามารถโดยสารต่อเดียวได้โดยไม่ต้องใช้บริการ มอเตอร์ไซต์รับจ้าง ไปหน้าปากซอยเพื่อขึ้น รถเมล์ ไปต่อ รถไฟฟ้า กว่าจะถึงที่หมายก็ใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยให้ประหยัดมากขึ้นจากการที่จ่ายเงินเติมน้ำมันขับรถไปเอง นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่แม้ราคาน้ำมันจะสูงขึ้น  ก็ไม่ได้ลดปัญหารถติดในเมือง

แม้ว่าเราจะมี นโยบายพลังงานแห่งชาติ เป็นตัวกำหนดทิศทางการใช้พลังงาน และหา พลังงานทางเลือก ใหม่ในอนาคตของประเทศได้ แต่เราก็ไม่ควรที่จะคิดว่าอย่างไรเสียในอนาคตก็ยังคงมีพลังงาน   ในทางตรงข้าม  เราจะมีวิธีปรับตัวหรือมีส่วนช่วยอย่างไรในการประหยัดพลังงาน เพื่อให้เรายังสามารถใช้ได้นานที่สุด โดยเริ่มที่ตัวเอง และคนรอบข้างก่อน แล้วการร่วมด้วยช่วยกันในระดับเมืองก็จะเกิดขึ้น รัฐก็ต้องเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการขนส่งสาธารณะให้ดีขึ้นดีกว่าไปแทรกแซงราคาน้ำมันให้ถูกลง แม้ว่าราคาน้ำมันจะทะยานขึ้นสูงเท่าไหร่ สิ่งที่เราควรจะตระหนัก คือ

“…หากพรุ่งนี้เชื้อเพลิงทั้งหลายเหลือน้อยลงทุกที เราจะอยู่อย่างไร

 

อ้างอิง

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,714 16-18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

 

Advertisements