“สตาร์บัคส์” กับพื้นที่สาธารณะเมือง

By FIGHTO!!!

คงไม่มีใครไม่รู้จักร้านกาแฟแบรนด์ชื่อดัง “สตาร์บัคส์” (Starbucks) เป็นร้านที่นิยมกันมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหนที่เป็นย่านสำคัญของเมืองก็จะเห็นร้านกาแฟร้านนี้ตั้งอยู่ หลาย ๆ คนอาจจะชอบในรสชาติของกาแฟ บรรยากาศร้านที่น่านั่ง หรือการบริการลูกค้าที่ประทับใจ คนบางกลุ่มเลือกแบรนด์นี้ด้วยความโก้เก๋ คิดว่าหากใครเห็นว่านั่งกินกาแฟร้านนี้ ถือแก้วกาแฟร้านนี้แล้วจะทำให้ดูดี มีฐานะ (แต่แท้จริงแล้วมีฐานะอะไรก็แล้วแต่จะคิด) กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร้านนี้เลยหรือเพียงนาน ๆ ครั้ง อาจจะด้วยระดับรายได้หรือมีร้านอื่นที่ชื่นชอบมากกว่า สตาร์บัคส์ไม่ได้นำมาซึ่งค่านิยมหรือพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ยังรวมไปถึงระบบของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สตาร์บัคส์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในไทย จากข้อมูลผลประกอบการประจำปี 2011 ของสตาร์บัคส์สำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า สตาร์บัคส์มีร้านกาแฟ (Starbucks Store) อยู่ทั่วโลกทั้งหมด 17,003 ร้าน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเองทั้งหมด (Company-operated Stores) และร้านที่สตาร์บัคส์ออกใบอนุญาตให้พาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศบริหารงานแทน (Licensed Stores) โดยสัดส่วนจำนวนร้านทั้งหมดคิดเป็น 53% ต่อ 47% ตามลำดับ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 9,031 ร้านกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบ่งตามประเทศต่าง ๆ ดังแสดงในรูปข้างบน

เว็บไซต์ ‘ประเทศไทยอยู่ตรงไหน’ วิเคราะห์สถานการณ์สตาร์บัคส์ในประเทศไทยไว้ว่า “…จากจำนวนร้านมีนัยยะสำคัญที่สามารถสะท้อนลักษณะบางประการของสังคมไทยได้ดีในระดับหนึ่ง เช่น แนวนโยบายที่เปิดกว้างต่อธุรกิจต่างประเทศ หรือการเป็นสังคมที่เปิดกว้างต่อวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เพราะอย่าลืมว่าเมืองไทยเราไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรมกาแฟที่มีมาตั้งแต่แรกเหมือนประเทศในทวีปยุโรป…”  ที่คล้ายคลึงที่สุดของสังคมไทยๆก็คือร้านน้ำชา โอเลี้ยง ที่มาเปิดให้มาพบปะสมาคมในช่วงเช้าและตั้งอยู่ตามชุมชนหรือตลาด แตกต่างกันตรงที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้า คือสตาร์บัคส์จะเจาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิซ คนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ จึงมักพบว่าร้านจะตรงอยู่ในย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว หรือจุดที่เป็นแหล่งรวมคนของย่านสำคัญ ๆ ในเมือง

ถามว่าแล้วเขามาทำอะไรกันที่สตาร์บัคส์? บางคนอาจเข้ามานั่งดื่มกาแฟ มานั่งเล่น เจรจาติดต่องาน มาคุยกับลูกค้า มานัทเดท พบปะสังสรรค์ ติวหนังสือ มารอเพื่อน หรือว่าจะมานั่งเก๋ ๆ จะเห็นว่า ประเด็นสำคัญการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อร้านสตาร์บัคส์หรือร้านที่มีลักษณะเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมเดิมจะไม่ใช่วัฒนธรรมน้ำชากาแฟก็ตาม คือ การได้มีพื้นที่สำหรับพบปะ สามารถนั่งเล่นได้ มีบรรยากาศที่ดีต่อการนั่งพักผ่อน สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ อันที่จริงแล้วพื้นที่สาธารณะที่บ้านเมืองเรามีอยู่นั้นเหมาะสำหรับการเป็นพื้นที่พบปะพักผ่อนหรือเปล่า คนจึงยอมที่จะจ่ายเงินแพง ๆ ซื้อกาแฟเพื่อจะได้มีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น

ทั้งนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสตาร์บัคส์อาจเป็นกระแสฉาบฉวย ฟุ่มเฟือย และทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ แต่บางครั้งกระแสหรือความนิยมในบางสิ่งบางอย่างอาจจะนำมาซึ่งคำตอบที่สามารถชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองนั้นอยู่ก็ได้ อย่างเช่นกรณีของสตาร์บัคส์เป็นตัวอย่าง

——–

อ้างอิง
1. คนไทยกับสตาร์บัคส์ | Where is Thailand? (2555) [Online]. Available: URL:
http://www.whereisthailand.info/2012/03/starbucks/

2. PANTIP.COM: B3474660 สร้างแบรนด์อย่างสตาร์บัคส์ (1) (2555) [Online]. Available:
URL: http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3474660/B3474660.html

Advertisements

ร้านทางเดิน…..เมินทางเท้า

By Mallika Pupa Kosolsak

 

 “ร้านค้าริมทาง”  เป็นร้านค้าที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆจากคนเมือง เนื่องจากมีราคาถูก ตอบรับกับสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งการจับจ่ายใช้สอยกับร้านค้าริมทางยังถือเป็นวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ของประเทศไทยมาอย่างช้านาน ด้วยสีสัน และความมีชีวิตชีวาจากความหลากหลายของร้านค้าริมทาง เช่น รถเข็น หาบเร่ แผงลอย เป็นต้น รวมถึงความหลากหลายของสินค้าต่าง ๆ ด้วย

โดยร้านค้าเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นตามย่านการค้าที่สำคัญ ตามตลาด หรือตามจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของเมือง อีกทั้งยังเป็นทั้งแหล่งงาน และแหล่งจับจ่ายซื้อสินค้าที่มีราคาย่อมเยาของคนในเมือง โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดในเมือง ทำให้ร้านค้าริมทางเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันๆ

เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของร้านค้าริมทางนี้ให้มากขึ้นทั้งในหลายๆด้าน เช่น การอนุญาตให้ตั้งร้านค้าริมทางให้มากขึ้น การเก็บค่าเช่าให้เหมาะสม เป็นต้น แต่ก็ควรคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากร้านค้าเหล่านั้นด้วย เช่น การวางขายสินค้าเต็มพื้นที่ทางเดินเท้าสาธารณะทำให้มีทางเดินไม่เพียงพอ ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง เป็นต้น

เราควรจะจัดการอย่างไร…เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้พื้นที่ที่หลากหลาย กับกลุ่มคนที่ต่างความต้องการในเมืองของเรา 

 

ถ่ายภาพ: Mallika Pupa Kosolsak สถานที่: ย่านสีลม และสยามแสควร์

 

“ร้านค้าริมทาง” เป็นกิจกรรมการค้าที่มีลักษณะชั่วคราว โดยมีที่ตั้งไม่แน่นอน สินค้าสามารถยกหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย ส่วนหนึ่งของร้านอาจจะอยู่ในตัวอาคารแล้วมีพื้นที่บางส่วนยื่นออกมาถึงทางเดินเท้า ถ้าเป็นรถเข็นก็นำมาจอดริมทางเดินเท้า หรือตั้งบนทางเดินเท้าเลยก็มี เป็นการยึดพื้นที่สาธารณะเพื่อขายของ โดยเฉพาะในตอนเย็นๆไปจนถึงช่วงกลางคืน จะเห็นร้านเหล่านี้มากมายบนทางเท้า ซึ่งสินค้าที่ขายก็มีมากมายหลากลายชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อาหาร (สินค้าที่อยู่ในจำพวกปัจจัยสี่) เป็นต้น และสินค้าที่ไม่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น แผ่นซีดีหนัง ซีดีเพลง สินค้าเครื่องประดับ (สินค้าจำพวกของนอกกายต่างๆ) เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงร้านค้าริมทางที่มักพบเห็นในทุกๆที่ ก็คงไม่พ้น..ร้านขายของกิน..ที่มีค่อนข้างเยอะมาก มีทั้งขายอาหารทั้งแบบสำเร็จรูป ใส่ถุงพลาสติก เพื่อความสะดวกให้ลูกค้านำกลับไปกินที่บ้านหรือที่ทำงานได้ และร้านอาหารเคลื่อนที่แบบมีโต๊ะ เก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้านได้เลย โดยมักตั้งอยู่บนทางเท้า

ทั้งๆที่ร้านค้าริมทาง หาบเร่ แผงลอยเหล่านี้บดบังทัศนียภาพ

และทัศนวิสัยของเมือง แต่ทำไมยังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก??

 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะร้านค้าริมทาง ตอบโจทย์ Lifestyle ของคนเมือง และลักษณะของเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทย ทั้งการจราจรที่ติดขัดและความรีบเร่งที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อเดินทางไปประกอบกิจการต่างๆ ทำให้ทุกคนต้องประหยัดเวลาแม้กระทั่งในการกินอาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกนอกบ้านหรือเดินทางไกล ร้านอาหารริมถนน หรือรถเข็นจึงเป็นที่พึ่งอย่างดี หรือพูดง่ายๆว่า มีลักษณะที่ “ซื้อง่าย ขายคล่อง” อีกทั้งอาหารและสินค้าที่ขายก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด กระจายตัวอยู่ในทุกสถานที่ตามย่านชุมชนที่มีประชาชนผ่านไปมาจำนวนมาก เช่น หน้าห้างสรรพสินค้า โรงเรียน อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ ใต้ทางขึ้น BTS ป้ายรถเมล์ เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ช่วยกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและมีราคาถูก พอเป็นที่พึ่งให้กับผู้มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และทำกำไรให้แก่ผู้ประกอบการบ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลงมือทำเอง หรือหาซื้อวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่มีราคาถูก สถานที่ขายไม่ต้องเสียค่าเช่า หรือว่าอาจจะเสียในราคาที่ถูกกว่าเช่าร้าน ไม่เสียค่าทำความสะอาด หรือดูแลซ่อมแซม จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าร้านใหญ่ๆ ทั่วไปได้ เหมาะกับยุคเศรษฐกิจแบบนี้

แต่ร้านค้าริมทางก็มีข้อเสียเช่นกัน ทั้งปัญหาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ปัญหาสภาพภูมิทัศน์ที่ร้านค้าบดบังทัศนียภาพของเมือง และจากการที่มีปริมาณร้านที่มากและตั้งเต็มพื้นที่บนทางเท้าทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาไม่สามารถเดินบนทางเท้าปกติได้ เลยต้องลงไปเดินบนถนนแทน ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการถูกรถชนหรือไม่ก็ต้องเดินอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนร้านที่ตั้งขวางทางเดินอย่างเกะกะ เกิดปัญหาการจราจรตามมา รวมถึงการเกิดปัญหาสังคม เช่น การเรียกค่าคุ้มครองกับผู้ค้า เป็นต้น เนื่องจากตามกฎหมายแล้วการค้าในลักษณะหาบแร่ แผงลอยตามพื้นที่สาธารณะหรือตามท้องถนนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เว้นแต่มีการประกาศผ่อนผันได้ตามวัน เวลาที่กำหนด ส่วนจำพวกร้านอาหารที่มีโต๊ะ และเก้าอี้ให้ลูกค้านั่งกินที่ร้าน โดยตั้งอยู่บนทางเท้านั้น อาหารมักจะไม่ค่อยสะอาดและไม่ถูกสุขอนามัยมากนัก รวมถึงการใช้พื้นที่สาธารณะที่ค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ และยังก่อให้เกิดความสกปรกในพื้นที่ จากการกินแล้วก็ทิ้งเศษ อาหาร ขยะ ลงบนพื้นเลย บ้านเมืองเกิดความสกปรกตามมา

จากปัญหาต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่ค่อนข้างแก้ไขได้ยาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการมีร้านค้าริมทางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะพัฒนาอย่างไรเพื่อให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย สะอาด และงามตามากยิ่งขึ้น ปัจจุบันพื้นที่ทางเท้ามีค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี มีการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อก่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ทางเท้า ทั้งเพื่อกิจกรรมการสัญจร และกิจกรรมการค้าริมทาง ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น ส่วนพื้นที่ทางเท้าในอนาคตเราก็ควรมีการพัฒนาให้ทางเท้ามีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเอื้อต่อการที่จะสามารถประกอบกิจกรรมตามลักษณะของสังคมเมืองไทยที่มักจะมีวิถีชีวิตบาทวิถีขึ้นได้ โดยอาจใช้วิธีตั้งข้อกำหนดกฎหมายควบคุมต่างๆ เช่น เพิ่ม set back ระหว่างอาคารกับพื้นที่ถนนให้มากขึ้น เป็นต้น เพื่อให้พื้นที่ทางเท้ากว้างขึ้น ซึ่งการมีพื้นที่ทางเท้าที่เหมาะสมก็สามารถพัฒนาพื้นที่ทางเท้าให้เป็นเอกลักษณ์ของเมืองได้ง่าย ดังเช่น ถนนเศรษฐกิจหลักของประเทศสิงคโปร์ที่มีการปลูกต้นไม้ใหญ่บนทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมือง มีทางเท้าที่กว้างขวาง มีแหล่งช้อปปิ้งทอดยาวตามทาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและสร้างกิจกรรมให้กับพื้นที่ ส่งเสริมให้กลายเป็นแหล่งเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ทางเดินเท้าเต็มไปด้วยผู้คนเดินไปมา ดูครึกครื้น อย่างกับถนนมีชีวิต สร้างสีสันให้เมืองไม่น้อยเลยทีเดียว

สถานที่ : Orchard Road, Singapore
ที่มา : http://en.wikipedia.org/wiki/File:Orchard_Road_6,_Singapore_Biennale
_2006,_Oct_06.JPG

ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ทางเท้าเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมืองโดยการดึงจุดเด่นของพื้นที่ขึ้นมา ก็ต้องคิดก่อนว่าทางเท้านั้นจะจัดการ และสามารถพัฒนาให้เป็นรูปแบบแนวทางไหนได้บ้าง โดยต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ เพื่อจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็สามารถพัฒนาให้ออกมาได้หลากหลายแนวทางเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น…

  • ทางเดินเท้าเพื่อให้เกิดความรู้สึกเดินสบาย เดินแล้วรู้สึกปลอดภัย รู้สึกสดชื่นจากการมีต้นไม้เยอะ มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีความร่มรื่น มองทัศนียภาพของเมืองได้อย่างชัดเจน
  • ทางเดินเท้าที่สามารถเดินซื้อของได้ดั่งใจ มีปริมาณคนหนาแน่น เป็นแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งเศรษฐกิจ 
  • ทางเดินเท้าที่มีกิจกรรมทางสังคมมาก ใช้เพื่อเดินเล่น พักผ่อนได้
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เพื่อเป็นทางผ่าน คนจึงเดินอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมมากนัก มีความต่อเนื่อง เป็นจุดเชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ
  • ทางเดินเท้าที่ใช้เป็นทางลัดไปยังพื้นที่ต่างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น


…แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด คือ

การเป็นทางเดินเท้าที่ใช้ได้สำหรับทุกคน (universal design)

รวมถึงควรมีการควบคุมโดยใช้มาตรการ กฎหมายต่างๆ สร้างความชัดเจนในนโยบาย มีบทลงโทษที่แน่นอน ไม่ควรผ่อนปรนในกรณีต่างๆ เพื่อให้คนใส่ใจและปฏิบัติตามมากขึ้น ก่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามทิศทางที่เราได้วางไว้ เช่น การกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนของรถเข็น หรือร้านค้าริมทาง  มีมาตรการในการใช้พื้นที่โดยกำหนดให้หลังจากการประกอบกิจกรรมเสร็จต้องเก็บทำความสะอาดบริเวณร้านค้าให้เรียบร้อย มีการลงเบียนมาตรฐาน คุณภาพอาหารสำหรับร้านขายของกิน เพื่อให้คนเกิดความเชื่อมั่นในความสะอาดมากขึ้น มีมาตรการให้มีถึงขยะประจำโต๊ะอาหาร เพื่อให้ทิ้งลงถังขยะแทนที่จะลงพื้น เพื่อลดความสกปรกของการใช้พื้นที่ มีการแบ่งพื้นที่ให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างทางเท้ากับพื้นที่ตั้งร้านค้าริมทางได้ เป็นต้น หรืออาจมีการพัฒนาพื้นที่ดินรัฐบาลหรือเอกชนที่มีศักยภาพ มาปรับปรุงพัฒนาเพื่อเพิ่มพื้นที่ที่ใช้ในการค้าขายแทนการใช้พื้นที่สาธารณะ

ซึ่งหากแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ทุกฝ่ายเกิดความพึงพอใจในวิถีชีวิต และลักษณะวัฒนธรรมของบ้านเมืองเรา อยู่กันอย่างเข้าใจความเป็นรูปแบบของเมือง และที่สำคัญจะส่งเสริมให้คนเดินทางเท้ามากขึ้น ส่งผลให้คนใช้รถน้อยในปริมาณที่น้อยลง ทำให้ประหยัดพลังงานของชาติได้อีกด้วย