โรคร้ายของคนเมือง แก้อย่างไรดีหนอ??

By Mallika Pupa Kosolsak

urban disease 01 urban disease 02urban disease 03

ที่มา: (ซ้าย) http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/
shutterstock_42439816.jpg
,
(กลาง) http://files.pocketonline.net/Dunbine/lof2009-08-27/lof2009-08-27-14.jpg,
(ขวา) http://news.tlcthai.com/news/13179.html

วิถีชีวิตในเมือง..คุณแน่ใจแล้วหรอว่ามันสามารถทำให้คุณมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้ ?? จากการที่คุณมีโอกาสการทำงานที่ดีกว่า อีกทั้งยังได้เงินเดือนที่สูงกว่าในจังหวัดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดี ย่อมมีดาบสองคม..นั้นก็คือ “ภัยคุกคามสุขภาพของคนเมือง” สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตและค่านิยมของผู้คนเมืองส่วนใหญ่นั้น ต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับเวลาและภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เผชิญกับมลภาวะอยู่ทุกวี่วัน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของตนเองว่ามันกำลังเผชิญกับความเลวร้ายมากน้อยเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ปัจจุบันด้วยสภาพการดำเนินชีวิตที่แข่งขันตลอดเวลา สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีความสุข คือการมีเงินทองมากๆ เพื่อจะได้สิ่งต่างๆที่ปรารถนา ตราบใดที่เรามีแรง เราต้องทำงานให้เต็มที่ เพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้ชีวิต หรือบางคนอาจต้องส่งเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว หรือเพื่อยกฐานะตัวเอง ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อละเลยการใส่ใจตนเอง แต่อันที่จริงแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ต่างเช่นกันเลย นั่นก็คือ การมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยปะละเลยมากเท่าใด แล้วโรคต่างๆ ดันเอาคืนกับตัวเราขึ้นมาจริงๆ เราก็จะเกิดความคิดที่ว่า เราไม่น่าทำอย่างนั้น เราควรจะทำแบบนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเราควรจะใส่ใจตั้งแต่แรก ดังนั้นบทความนี้จึงอยากที่จะให้คนเมืองเกิดความตระหนัก และใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั้นก็คือ สุขภาพ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคร้ายที่มักจะเกิดขึ้นกับคนเมือง มีดังนี้

urban disease 04urban disease 05 urban disease 06 urban disease 07

ที่มา: http://www.job2u.biz/wp-content/uploads/2011/07/เครียด.jpg, http://images.thaiza.com/24/24_20091026110722..jpg, http://knowhow.swpark.or.th/jce_editor/images/back_pain_cincinnati.jpg,  http://www.scbsme.com/sf/ci/389/health_9-20120914-224501.jpg

     โรคเครียดปัจจุบันคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ผู้คนในเมืองใหญ่มีปัญหาเรื่องของอารมณ์ ไม่ว่าจะโกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย อยู่กับความเครียดตลอดเวลาจากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2549 คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเครียดในระดับสูงมากถึง 8 % เครียดระดับปานกลาง 33 % และเครียดระดับน้อย 57 % รวมทั้งคนที่อยู่ในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มักเป็นโรคเครียดมากกว่าวัยอื่น เรียกกันว่า โรคผู้บริหาร
     โรคระบบทางเดินหายใจ มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด ไซนัส หวัด รายงานทางการแพทย์ของไทยพบว่าคนกรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยภูมิแพ้สูงถึง 50 % ต้นเหตุแห่งมลพิษก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรมตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่ปล่อยหมอกควันพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งไอเสียจากรถยนต์ที่มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน
     โรคความผิดปกติของกล้ามเนื้อยุคไอทีแทบทุกคนในเมืองใหญ่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ตาพร่ามัว รังสีจากหน้าจอทำให้กล้ามเนื้อตาตรึงเครียด ซึ่งหากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กล้ามเนื้อเมื่อยล้า เป็นอาการเครียดของกล้ามเนื้อเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ
     โรคนอนไม่หลับการนอนหลับสนิทอย่างเพียงพอ มีความสำคัญต่อความเข้มแข็งของสุขภาพและวิถีการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ผิดธรรมชาติ ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่กว่าร้อยละ 30 ไม่ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างมีสุขภาพและเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างมีคุณภาพ เกิดจากหลายสาเหตุเช่น อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด ความกังวล ฯลฯ
     โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย เป็นผลจากโรคเครียดและกล้ามเนื้ออักเสบ การได้รับสารพิษหรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนั่ง ยื่น หรือท่ายกของอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ โรคนี้พบบ่อยในคนทำงานนั่งโต๊ะ รวมทั้งคนที่อาศัยในเขตอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณที่มีมลพิษหนาแน่น
     โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ความรีบเร่งทำงาน รถติด ห้องน้ำไม่สะอาด ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลั้นปัสสาวะ โดยไม่รู้เลยว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทำให้กระเพาะปัสสาวะบวม ซึ่งผู้หญิงมีท่อนำปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย เชื้อโรคจะย้อนกลับเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ อาการของโรคนี้ จะทำให้คุณมีอาการปวดปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งใน 1 วัน หรือปวดปัสสาวะกระปริดกระปอย ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย จนรบกวนการหลับนอน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
     โรคไมเกรนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง บริเวณขมับหรือใกล้เบ้าตา ลักษณะการปวดจะรู้สึกปวดลึกเป็นจังหวะสอดคล้องกับการเต้นของหัวใจ เป็นสัญณาณเตือนของโรคไมเกรน เป็นโรคที่กำลังคุกคามประชาชนในเมืองใหญ่ อย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากคณะกรรมการการอาหารและยา ระบุว่า การปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และช่วงอายุที่พบเป็นช่วงวัยทำงาน มากกว่าผู้สูงอายุ

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโรคต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ผิดๆของคนเรา โดยเริ่มตั้งแต่สภาวะจิตใจทางอารมณ์ที่เกิดความเครียดและส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล จนกระทั่ง อาเจียน เครียดลงกระเพาะอาหาร ปัสสาวะบ่อยจนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นไมเกรน หรือลุกลามถึงขั้นเป็นโรคหัวใจได้

โดยสิ่งที่เราควรจะปฎิบัติเพื่อช่วยลดภัยต่างๆตามมา คือ เราควรผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย เริ่มง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จะช่วยให้การทำงานของระบบเลือด ทางเดินหายใจ หัวใจ สมองดีขึ้น และแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้ รวมทั้งควรพักผ่อนให้เพียงพอ หรือจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ ให้น่าทำงานมากขึ้น เพื่อลดสภาวะตึงเครียด ส่วนเรื่องอาหารก็ควรลดคาร์โบไฮเดรต และแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชา กาแฟ ผงชูรส เนย นม กล้วยหอม ส้ม เป็นต้น ส่วนการป้องกันโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากปัญหามลพิษนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลารถติด พักอาศัยอยู่ในที่อากาศถ่ายเทหรือไปสูดอากาศนอกเมืองบ้าง เอาผ้าปิดจมูก เพื่อช่วยกรองสารพิษอีกที ส่วนพฤติกรรมการนั่งทำงาน เราก็ควรที่จะปรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับสรีระ เช่น ใช้แผ่นป้องกันแสง เพื่อป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอถนอมสายตา ควรปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับช่วงแต่ละเวลา และควรพักสายตาจากการทำงานหน้าคอมเป็นเวลานานๆบ้าง อีกทั้งขณะใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ให้วางท่อนแขนขนานกับพื้น มีแผ่นรองข้อมือเพื่อช่วยลดการเคลื่อนไหว และการเสียดสี ปรับระดับเก้าอี้ให้นั่งสบาย เป็นต้น

….อย่างไรก็ตามพวกคุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วในปัจจุบันเรามีโครงการรณรงค์ต่างๆที่น่าสนใจมากมายที่สนับสนุนเรื่องการทำให้เป็นเมืองสุขภาวะที่ดี ทั้งการรณรงค์ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ การทำให้เป็นเมืองปั่นจักรยาน เพื่อลดปัญหามลพิษ เป็นต้น เพื่อช่วยลดปัญหาภัยคุกคามสุขภาพของคนเมืองให้น้อยลง แต่ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างโครงการที่คิดว่าน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของคนเราและสามารถกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองสุขภาวะที่ดีได้ ดังนี้….

–          โครงการ Happy Workplace (ของสสส.) ได้แบ่งแนวคิดขององค์ประกอบแห่งความสุขทั้ง 8 ของคนทำงานเพื่อนำไปสู่การมีคุณชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมของคนทำงานได้ ดังนี้

Happy Body (สุขภาพดี)มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ Happy Heart (น้ำในงาม)มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน Happy Society (สังคมดี)มีความรักสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ทำงานและพักอาศัย Happy Relax (ผ่อนคลาย)รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
Happy Brain (หาความรู้)ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา เพื่อความเป็นมืออาชีพและมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน Happy Soul (ทางสงบ)มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต Happy Money (ปลอดหนี้)มีเงินรู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้ Happy Family (ครอบครัวดี)มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง)

–          โครงการมหานครแห่งสุขภาพ (ของสสส.) เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ที่ปัจจุบันนั้นอุปนิสัยเรื่องของการบริโภคอาหารของคนเมืองมักหันไปกินแบบตามใจปากมากขึ้น ประกอบกับช่วงเวลาที่เร่งรีบของการทำงาน ทำให้อาหารจานด่วนกลายเป็นเมนูประจำในแต่ละมื้อ ซึ่งโครงการนี้ได้แบ่งโมเดลออกมาไว้อย่างน่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมของภาคส่วนต่างๆในสังคม ดังนี้

โมเดลโรงเรียน สถาบันการศึกษาส่งเสริมสุขภาพ เช่น เพิ่มชั่วโมงออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การแข่งขันกีฬาเพื่อสุขภาพ จัดทำโครงการโภชนาการสมวัยและเด็กไทยไม่กินหวาน ในการดูแลเรื่องการขายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียง โมเดลลานกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น รณรงค์การใช้พื้นที่สาธารณะ อาทิ สวนสาธารณะ ลานกีฬา ลานกิจกรรมชุมชน ลานวัด เป็นต้น ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โมเดลสถานประกอบการภาคเอกชนส่งเสริมสุขภาพผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ อาทิ เปลี่ยนจากคอฟฟี่เบรก เป็น เอ็กเซอร์ไซส์เบรก การรณรงค์กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายในชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
โมเดลห้างสรรพสินค้าส่งเสริมสุขภาพ มีการจัดมุมจำหน่ายอาหารพลังงานต่ำ สินค้าส่งเสริมการออกกำลังกาย กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายและจัดลานอเนกประสงค์ไว้ส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน โมเดลหน่วยงานราชการส่งเสริมสุขภาพ เช่น ผลักดันให้หน่วยราชการในพื้นที่เป็นต้นแบบองค์กรส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน ผลักดันให้โรงอาหาร ร้านอาหารในหน่วยงาน เป็นต้นแบบโรงอาหาร ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โมเดลร้านอาหาร ภัตตาคารส่งเสริมสุขภาพ ผลักดันในเรื่องอาหารปลอดภัยและชูสุขภาพ โดยมีเมนูอาหารพลังงานต่ำแนะนำให้ประชาชนบริโภคเป็นทางเลือก

 

– โครงการเมืองไทยเข็งแรง (ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อให้คนไทยแข็งแรงโดยปรับปรุงการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ด้วย 8อ. จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลักการดำเนินชีวิตของคนมืองได้ ดังนี้

อ.1 อาหาร มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ว่าปลอดภัย ทานแต่พอเหมาะไม่มาก หรือ น้อยเกินไป อ.2 ออกกำลังกายที่เหมาะสม30นาทีต่อวัน และ สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ3วัน อ.3 อารมณ์ และ สุขภาพจิตดี แจ่มใส ด้วยการคิดดี ทำดี พูดดี อ.4 อนามัยสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสุขลักษณะ
อ.5 อโรคยา:ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตาม 8 อ.นี้ และการตรวจสุขภาพประจำปีฯลฯ อ.6 อบายมุขควรละเลิก เช่น เลิกดื่มสุรา เลิกบุหรี่ เลิกเล่นการพนัน ฯลฯ อ.7 อาชีพสุจริตและมีรายได้  เพียงพอตามปรัชญา

เศรษฐกิจพอเพียงอ.8 องค์ความรู้ต่อเนื่อง ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต ค้นหา,เปลี่ยนทัศนคติ และ นำมาปฏิบัติจนเป็นนิสัย

โครงการจักรยานกลางเมือง (ของมูลนิธิโลกสีเขียว) มีแนวคิดที่ว่าการจราจรที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่รถยนต์เป็นรากปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนสุขภาวะของคนกรุงเทพฯ จึงส่งเสริมการขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาระบบสัญจรทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น จักรยาน จึงเป็นทางออกที่สำคัญ เนื่องจากจักรยานมีราคาถูก ใช้พื้นที่น้อย คล่องตัว ไม่ก่อมลพิษและมีประสิทธิภาพสูง จึงได้รับการส่งเสริมเป็นพาหนะในการสัญจรในเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและปัญหาคุณภาพอากาศ โดยใช้ควบคู่ไปกับระบบขนส่งมวลชน โดยน่าจะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตของคนเมืองได้ โดยยุทธวิธี มีดังนี้

จัดทำคู่มือแผนที่เส้นทางจักรยานกลางเมืองเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้สนใจใช้จักรยาน —-> รณรงค์การใช้ถนนร่วมกัน ระหว่างรถยนต์และจักรยาน

จากที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นกับคนเมือง เพราะความใส่ใจในเรื่องของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนเราที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีโครงการต่างๆมากมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้คนไทยเกิดความตระหนักเรื่องสุขภาวะที่ดีเพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น แต่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับคนในสังคมว่าจะปฎิบัติตัวอย่างไร ซึ่งการทำงานที่หนัก ขาดการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดการเอื้ออาทรต่อคนและสังคมรอบข้าง ขาดการใช้ชีวิตที่พอเพียง จะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม ส่งผลให้ขาดคุณภาพชีวิตที่ดีและขาดความสุขในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งสุดท้ายนี้ผู้เขียนขอทิ้งคำกล่าวสั้นๆไว้ว่า…

“หากเราใส่ใจสุขภาพสักนิด ชีวิตก็จะปลอดภัย โรคภัยก็จะไม่ถามหา อีกทั้งชีวิตยังมีคุณค่า และมีเวลาให้กับตนเองมากขึ้น”

—–

อ้างอิง

  1. สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
  2. มหานครแห่งสุขภาพเป้าหมายใหม่ของคนเมือง (2555) [Online]. Available: URL: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/28813
  3. โครงการ”เมืองไทยเข็งแรง” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาเสนอพวกเรา (2550) [Online].
    Available: URL:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=8331
  4. โครงการ Happy workplace (2553) [Online]. Available: URL: http://www.csri.or.th/new2012/index.php?option=com_k2&view=item&id=1433:%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-happy-workplace&Itemid=591
  5. โครงการจักรยานกลางเมือง (2554) [Online]. Available: URL: http://www.greenworld.or.th/bikemap/1374
Advertisements

สติ กับ สตางค์: คุณจะเลือกอะไรเมื่ออยู่ในสถานะผู้ประสบภัยพิบัติ

By FIGHTO

ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างรุนแรงมาก ไม่มีอะไรที่อยู่บนความแน่นอน ฤดูกาลผันเปลี่ยนไม่ตรงตามที่เคยเป็น บางพื้นที่จากที่ไม่เคยแล้งกลับแล้ง บางพื้นที่จากที่ไม่เคยน้ำท่วมกลับท่วม ความวิปริตของอากาศ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคน ทั้งสภาพร่างกายและสภาพจิตใจที่ต้องแบกรับกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่ทำให้เกิดความยากลำบากในการดำรงชีวิตมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ทั้งโรคฉี่หนู โรคติดต่อทางเดินอาหาร โรคตาแดง โรคผิวหนัง ความเสี่ยงจากการโดนสัตว์มีพิษกัดต่อย โรคเครียด เป็นต้น เนื่องจากสุขภาพขึ้นอยู่กับอาหารที่เพียงพอ น้ำดื่มที่สะอาด ที่อยู่อาศัย สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี กับเงื่อนไขของสังคมที่เหมาะสมในการควบคุมโรคติดต่อ การดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะภัยพิบัติจึงมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การที่รัฐประกาศให้อพยพออกจากพื้นที่ในภาวะประสบภัยพิบัติ อย่างกรณีน้ำท่วมปี 2554 ที่ผ่านมา มีทั้งประชาชนที่อพยพทันทีที่ได้รับแจ้งเตือนอพยพ และประชาชนที่ยังลังเลหรือดูสถานการณ์ก่อนว่ารุนแรงพอที่จะย้ายหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีอีกกลุ่มคือ จะไม่อพยพไปไหน เพราะห่วงบ้าน ห่วงทรัพย์สิน  ซึ่งกลุ่มที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะอพยพหรือไม่นั้น จะพบกับปัญหาแรกคือ ความเครียด เนื่องจากหวาดระแวงอยู่ตลอดว่า

“เมื่อไหร่น้ำจะมา”                      น้ำจะท่วมจริงหรอ

“ต้องขนของสูงเท่าไหร่        “น้ำจะท่วมนานมั้ย”       “ถ้าอพยพไปใครจะดูแลบ้าน”

“โจรจะขึ้นรึป่าว”     “จะไปทำงานยังไง”     แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาซ่อมบ้าน”

นานาสารพัดความกังวลที่เกิดขึ้นในขณะนั้น พื้นฐานของความคิดทั้งหมดทั้งปวงคือ เงิน ทุกคนห่วงเงิน ห่วงทรัพย์สิน มากกว่าชีวิตที่จะต้องอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อโรคภัยต่าง ๆ มากมาย

 

ถึงแม้ว่าคุณจะเลือกที่จะเป็นผู้อพยพ หรือเลือกที่จะเป็นผู้ประสบภัยอยู่ในพื้นที่ก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลา คือ สติ การที่เรามีสติไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กระวนกระวาย ไม่ตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนเกิดภาวะเครียด ทั้งกับผู้ที่อพยพไปแล้วก็ต้องมีสติที่จะคิดวางแผนในอนาคตว่าจะวางแผนชีวิตต่อไปอย่างไรหลังจากสถานการณ์เป็นปกติ หรือผู้ที่เป็นผู้ประสบภัยต้องมีสติที่จะคิดว่า อยู่อย่างไรถึงจะปลอดภัย ถ้าเรามีสติอยู่ตลอด เราก็ไม่ต้องเสียเงินมากมายในการนำเงินไปรักษาโรคภัยที่เกิดขึ้นจากตัวเองทำตัวเอง ทั้งจากภาวะเครียด ความไม่ระมัดระวังในการดำรงชีวิตในสภาวะภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ ทุกสิ่งทุกอย่างเราเลือกที่จะทำและเลือกที่จะอยู่ต่อ ก็ต้องอยู่อย่างมีสติและคิดบวกอยู่เสมอ

เงินทองทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างไรก็หาใหม่ได้ แต่สุขภาพชีวิต เกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว ต้องรักษาเพื่อให้อยู่ต่อได้อย่างเข้มแข็งและมีความสุขกับทุกสิ่งอย่างที่จะผ่านเข้ามาและผ่านไปในชีวิต ด้วยสุขภาพที่แข็งแรง จิตใจที่มีสติและมองโลกในแง่ดี 

…แล้วคุณล่ะถ้าวันหนึ่งคุณเป็นผู้ประสบภัย คุณจะเลือกอะไร สติ หรือ สตางค์…

———-

อ้างอิง

– นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

– นสพ.เดลินิวส์ วันเสาร์ที่ 29 ตุลาคม 2554

– ศูนย์ประสานงานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Coordination Unit) สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

– การดูแลสุขภาพ แนะหลักฟื้นฟู สุขภาพจิตหลังน้ำท่วม แพทย์แนะหลักฟื้นสภาพจิตหลังน้ำลด (สสส.) โดย สุนันทา สุขสุมิตร

– สธ.เน้นดูแลสุขภาพจิตใจผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วม โดย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต