รถเอยทำไมถึงติด ที่รถมันติดเพราะว่า…

By FIGHTO!!!

ปัญหารถติดของคนเมืองทุกวันนี้ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่จะพบ แต่ได้ขยายไปถึงตามหัวเมืองใหญ่ของทุกภาค หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ดูผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาคือ ระยะเวลาของการติดนั้นนานขึ้น ส่งผลให้ต้องคำนวณเวลาในการเดินทางใหม่หมดจนเกิดความไม่แน่นอนในการจะเดินทางไปไหน อะไรกันที่เป็นเหตุให้รถติดนานขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น

Image

ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณแยกราชประสงค์

เหตุผลแรกที่ทุกคนนึกถึงและเป็นประเด็นร้อนของปีนี้คือ โครงการรถยนต์คันแรก เป็นนโยบายสร้างฝัน นโยบายโลกสวยของรัฐบาล ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาและเหมือนเป็นการเพิ่มปัญหาที่เป็นอยู่ให้มีมากขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากที่สุดไม่ใช่ประชาชน (ไม่นับชาวเกษตรกรที่จำเป็นต้องซื้อรถกระบะเพื่อทำมาหากินน่ะครับ) แต่เป็นผู้ประกอบการรถยนต์ที่ต่างยิ้มกันหน้าบานกับกำไรและยอดจำหน่ายรถที่สูงถึง 1 .4 แสนคัน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของปีก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถป้ายแดงกว่าแสนคันจะวิ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่ถนนที่เท่าเดิม

เอ๊ะ! หรือว่าที่รถติดนี่มาจากระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินที่จะมาช่วยบรรเทาปัญหารถติด แต่ไหนเลยรถถึงได้ไปติดหนักตามแนวที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่าน มาทำความเข้าใจกันก่อน ประโยชน์ของรถไฟฟ้าแท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นตัวให้ความต้องการของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบแนวรถไฟฟ้านั้นสูงขึ้น มีความหนาแน่นของประชากรสูง แต่ต้องควบคู่กับการควบคุมปริมาณรถยนต์ระบบโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งสิ่งที่พบในกรุงเทพมหานครคือ ระบบรถไฟฟ้าที่ยังไม่ครบวงจรจึงทำให้ยังไม่มีประสิทธิภาพ คนยังต้องเดินทางหลายต่อกว่าจะถึงรถไฟฟ้าหรือจากรถไฟฟ้าไปที่อื่นประชาชนจึงเลือกที่จะมีรถส่วนตัวกันมากกว่า ผลที่ได้มีเพียงมูลค่าที่ดินที่สูงปรี๊ดและความหนาแน่นของประชากรตามแนวรถไฟฟ้าที่เติบโตของอย่างรวดเร็ว 

Image

ทางด่วนที่กลายเป็นลานจอดรถ
ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348574619&grpid=03&catid=03

หากมองภาพกว้างก็คงจะพบสาเหตุของการที่รถติดตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าลองมองกลับมาที่ตัวเองและคนรอบข้าง จะร้อง อ๋อ…… ทันที ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นต้นเหตุ ก็จะใครซะอีก ตัวเราเองนี่แหละ ด้วยค่านิยมของสังคมและลักษณะนิสัยของคนประเทศนี้ (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย ^^) ที่ถูกสร้างค่านิยมอันศิวิไลซ์ไว้ว่า โตขึ้นจะต้องมีรถ มีบ้าน ชีวิตจะแสดงถึงความสำเร็จและความร่ำรวย รักความสบาย ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เอาสะดวกเข้าแลก ไม่เคารพกฎจราจรแซงซ้ายปาดขวา

การจะแก้ไขปัญหารถติดคงจะไม่ใช่แก้เรื่องโครงสร้างอย่างเดียว แต่ต้องมาแก้ที่ค่านิยมที่มีอยู่ในสังคมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่มันก็ไม่ยากที่จะเกิดขึ้นที่ประชาชนจะหันมานิยมมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ (ที่มีประสิทธิภาพเป็นเต็มระบบครบวงจร) ลดการใช้รถส่วนตัวกัน โดยจะต้องสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องควบคุมปริมาณรถบนท้องถนน ดำเนินการสร้างขนส่งสาธารณะให้ครบทั้งระบบ ไม่ใช่มีนโยบายเพื่อมาส่งเสริมให้คนมีรถง่ายขึ้น ถึงมีรถไฟฟ้าไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร

จงอย่าตั้งคำถามกับคนอื่นว่า

“ซื้อรถกันทำไม?        ทำไมไม่ไปใช้รถขนส่งสาธารณะ?…”

ให้เอาคำถามนั้นย้อนมาถามตัวเอง แล้วถ้าตัวเองตอบว่า

 “ฉันจำเป็นต้องใช้   บ้านฉันอยู่ไกล  ก็อากาศมันร้อน  ฉันไม่ชอบยืนเบียดเสียดกับใคร          ฉันไม่อยากต่อรถหลายต่อ      เดี๋ยวผมฉันเสียทรง…”

ก็ให้คิดเสียว่าคนอีกแสนอีกล้านคนที่นั่งอยู่ในรถด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์กับรถติดนั้น ก็คงจะตอบแบบเดียวกับคุณ และคุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหารถติดได้ ถ้าเริ่มเปลี่ยนแนวคิดหยุดใช้รถส่วนตัวและหันมาใช้ขนส่งสาธารณะกัน เริ่มจากตัวคุณ คนรอบข้าง และผู้ใช้รถคนต่อไป ปัญหารถติดก็จะบรรเทาลง

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวของ Enregae penaroza นายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา

” ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่คนจนซื้อรถใช้…

แต่คือประเทศที่คนรวยยินดีใช้ขนส่งสาธารณะ…”

——

อ้างอิง

  1. นโยบายรถคันแรกมีปัญหาหรือมีประโยชน์ (2555) [Online]. Available: URL: http://www.gotoknow.org/posts/511878
  2. รถคันแรกดันหุ้นออโต้พุ่ง ดึงยอดขายเพิ่มทุบสถิติ คาดแรงส่งถึงกลางปีหน้า : มติชนออนไลน์ (2555) [Online]. Available: URL: www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354796739&grpid=03&catid=03
  3. นโยบายรถคันแรกทำพิษ คนผ่อนไม่ไหวเริ่มทยอยคืนรถ(2555) [Online]. Available: URL: http://news.mthai.com/hot-news/206060.html
  4. คนไทยอ่วมพิษรถคันแรกเกลื่อนถนน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pranom/20121212/481703/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99.html
Advertisements

พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่ 3) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part III]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

——–

ตอนที่ 1: พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 2: พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ

ตอนที่ 3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

——–

 

5. ทุ่งรังสิต

กว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ทุ่งรังสิตเป็นหนึ่งในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ที่สำคัญ และได้มีพัฒนาการที่ส่งผลกระทบทั้งในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างต่อเนื่อง เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 หลังจากมีการเริ่มขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองแยกและคลองซอยรวมทั้งสิ้น 43 คลอง โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม เมื่อครั้นนั้น รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในท้องทุ่งหลวงตะวันออก ให้เป็นแหล่งเพาะปลูกทำนาเช่นเดียวกับทุ่งแสนแสบซึ่งอยู่ใกล้เคียง ในขณะเดียวกัน บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามก็ได้รับผลประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินสองฝั่งคลอง (อ้างใน ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525) โดยที่อาณาบริเวณของทุ่งรังสิตเมื่อเสร็จสิ้นการขุดคลอง ในปี พ.ศ.2447 ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.5 ล้านไร่โดยประมาณ ส่วนใหญ่ในอำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรี กิ่งอำเภอหนองเสือ และอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และบางส่วนในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา อำเภอหนองแค และอำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตหนองจอก และเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

การปลูกข้าวในยุคบุกเบิกพื้นที่ คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 พบว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เนื่องจากคลองที่ขุดคลองไม่สามารถส่งน้ำให้แก่นาได้ตามต้องการ และปัญหาเรื่องน้ำยังคงเกินขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่มากไปบ้างใน หรือน้อยไปบ้างในปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ปี พ.ศ. 2449 ที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างนัก เป็นผลให้คลองรังสิตหลายช่วงเกิดการตื้นเขิน ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ได้ทำให้น้ำที่เคยท่วมทุ่งอยู่ได้ระบายออกไปและเมื่อกำมะถันในดินที่อยู่ในรูปของแร่ไพไรต์ได้สัมผัสกับอากาศและความชื้นในดิน ก็ได้เปลี่ยนรูปเป็นกรดกำมะถัน ส่งผลให้เกิดสภาพดินเปรี้ยวอย่างรุนแรง โดยมีหลักฐานระบุว่าในพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดจำนวน 400,000 ไร่ในขณะนั้น เป็นพื้นที่เพาะปลูกนาได้จิรงเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

เมื่อการก่อสร้างโครงการชลประทานป่าสักให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2467 พบว่า พื้นที่คลองรังสิตได้รับน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการตื้นเขินของคลองได้ลดลง แต่ชาวนาก็ยังต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมล้นฝังจากแม่น้ำเจ้าพระยาในบางปี จนกระทั่งการก่อสร้างโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่แล้วเสร็จในราวปี พ.ศ. 2500 จึงทำให้การสามารถควบคุมปริมาณที่เข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิตได้ดีขึ้น ส่งผลให้การผลิต และการค้าข้าวในเขตนี้ดำเนินไปได้อย่างมั่นคง และเริ่มมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคเศรษฐกิจในการส่งออกข้าวของประเทศ จนเกิดการอพยพของประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และสร้างชุมชนเกษตรและการค้า (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

หลังจากนั้น บางส่วนของทุ่งรังสิตก็ได้เปลี่ยนแปลงจากการเพาะปลูกข้าวอย่างเดียว ไปเป็นการเพาะเพาะผสมกับพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ และผักผลไม้ต่าง ๆ (ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) โดยเริ่มมีนายทุนจากกรุงเทพฯ เข้าไปลงทุนให้เกษตรกรทำสวนกล้วยและส้มกันมากขึ้น ในช่วง พ.ศ. 2512-17 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการทำนา (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) ในรอบกว่า 3 ทศวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรของทุ่งรังสิตแบบดั่งเดิมได้เริ่มก้าวเข้าสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ คือ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการผลิตอย่างมากขึ้น รวมทั้งมีการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน และในขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรกรรมในทุ่งรังสิตบางส่วนก็ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมสืบเนื่องมาจากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 ที่ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิต เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลการใช้ที่ดิน พ.ศ. 2532 – 2545 จะพบว่าพื้นที่เกษตรกรรมที่มีอยู่เดิมมาแต่อดีตได้ปรับลดลง ร้อยละ 1.55 โดยเฉพาะระหว่างคลอง 3 – 5 (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของทุ่งรังสิตในปัจจุบันยังมีลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่เกษตรกรรม จากแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล พ.ศ.2548 พบว่ามีลักษณะการใช้ที่ดินทางด้านเกษตรกรรมในพื้นที่ทุ่งรังสิตรวมประมาณ 1.2 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของพื้นที่ทุ่งรังสิตทั้งหมด หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของพื้นที่เกษตรกรรมในภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

 

6. พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

ผลพวงจากการเริ่มเปิดพื้นที่โดยการขุดคลองรังสิตในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้คนอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรมบนพื้นที่ทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นการตั้งถิ่นฐานนอกเขตเมืองกรุงเทพฯ ในยุคแรกๆ โดยมีชุมชนแรกตั้งอยู่บริเวณปากคลองเจ็ด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขุดคลองซอยก่อนคลองอื่น ๆ รวมทั้งเป็นคลองซอยที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ.2444 รัชกาลที่ 5 ได้โปรดฯ ให้แบ่งเขตแขวงเมืองโดยกำหนดเขตท้องทุ่งเป็นเมืองธัญบุรี โดยกำหนดเขตของเมือง คือ ทางด้านทิศตะวันตกตั้งแต่ทางรถไฟสายนครราชสีมา ไปทางทิศตะวันออกจนถึงคลองที่ 14 ฝั่งตะวันตก จดแขวงเมืองนครนายกและฉะเชิงเทรา ทิศเหนือจดกรุงเก่า และทิศใต้จดแขวงกรุงเทพฯ และมีนบุรี (ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525)

ในยุคบุกเบิกพื้นที่ คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ปรากฏว่ามีการอพยพย้ายเข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิตอย่างต่อเนื่อง และเกิดการขยายตัวของชุมชนตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ทุ่งรังสิตมีขนาดกว้างใหญ่จึงทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานที่กระจัดกระจายโดยทั่วไป (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) และเนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ทำนาบนที่พื้นที่ที่เช่าต่อมาจากเจ้าของที่ดิน จึงทำให้ลักษณะการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทุ่งรังสิตส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราว คือมีการย้ายถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลา (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) ประกอบกับปัญหาเรื่องน้ำและดินเปรี้ยวที่ส่งผลให้ชาวนาไม่สามารถเพาะปลูกนาได้ผลผลิตที่ดี จึงทำให้เกิดการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ทุ่งรังสิตเป็นจำนวนมาก โดยในปี พ.ศ.2449 มีจำนวนมากถึง 1,000 ครอบครัว (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

พื้นที่เมืองของกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2443เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่เดิมของ Larry Sternstein อ้างใน ปิยนาถ บุญนาค

จวบจนเมื่อได้มีการพัฒนาระบบชลประทานที่ดีขึ้นในปี พ.ศ. 2467 จึงได้มีการอพยพกลับเข้ามาทำนาในพื้นที่ทุ่งรังสิตอีกครั้ง และเมื่อเกษตรกรเริ่มได้สิทธิการครอบครองที่ดินเป็นของตนเอง จึงทำให้มีการตั้งถิ่นฐานถาวรขึ้น และเกิดเป็นชุมชนเกษตรขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามคลองซอยต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นตามมา (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

ภายหลังปี พ.ศ. 2500 ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกยุคหนึ่งต่อการขยายของเมืองในพื้นที่ทุ่ง กล่าวคือ เป็นปีที่ได้รับผลจากการพัฒนาตามแผนเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 โดยได้มีการเพิ่มของประชากรในพื้นที่ทุ่งรังสิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 4 อำเภอหลักชั้นในได้แก่ อำเภอคลองหลวง ลำลูกกา ธัญบุรี และหนองเสือ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) โดยเฉพาะได้กระจายตัวไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ได้เกิดโรงงานสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องจักรกลเพิ่มมากขึ้น รวมทั่งได้เกิดเป็นเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เขตอุตสาหกรรมนวนคร ส่งผลเกิดการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรมและอยู่อาศัย กระจายตัวโดยรอบพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งตามถนนสายหลักเรียบคลองรังสิตและถนนเรียบคลองซอยต่าง ๆ (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

พื้นที่เมืองของกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2523 เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่เดิมของ Larry Sternstein อ้างใน ปิยนาถ บุญนาค

อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินในช่วง พ.ศ.2531 ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มการขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือทิศเหนือที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ซื้อที่ดินในพื้นที่ทุ่งรังสิตในราคาถูก เริ่มนำที่ดินมาจัดสรรทำกำไรในระยะเวลาต่อมาเป็นจำนวนมาก จากในปี พ.ศ. 2524 ที่มีหมู่บ้านจัดสรรของเอกชนในพื้นที่ทุ่งรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียงเพียง 4 โครงการ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 28 โครงการ ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งได้มีมีการระบุถึงจำนวนยูนิตโครงการจำนวนถึง 16,148 ยูนิต (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) และพบว่ามีการกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบริเวณพื้นที่ริมคลองรังสิตตั้งแต่คลอง 3 ถึงคลอง 5 (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

ในขณะเดียวกัน เนื่องจากสภาพพื้นที่ทุ่งรังสิตที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ประกอบกับมีเส้นทางการคมนาคมสะดวกและอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง จึงทำให้เกิดการลงทุนทางด้านพาณิชกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้าจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธินระหว่างสนามบินดอนเมืองและบริเวณคลองหนึ่ง และแหล่งรวบรวมสินค้าทางการเกษตรขนาดใหญ่ อาทิเช่น ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่สถานศึกษาขนาดใหญ่ต่าง ๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นต้น (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) จากแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2545 พบว่ามีพื้นที่ความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตมีรวมประมาณ 210,300 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของพื้นที่ทุ่งรังสิตทั้งหมดโดยประมาณ (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

พื้นที่เมืองของภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี พ.ศ.2545 เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: อ่านค่าจากภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ.2545 จาก Google Map

 
7. ทุ่งรังสิตในอนาคต

จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาไทย (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) พบว่า ในปี พ.ศ.2545 พื้นที่ชั้นในของทั่งรังสิตมีประชากร 474,603 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5 โดยประมาณของจำนวนประชากรในภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีการกระจายตัวอยู่มากที่สุดในอำเภอธัญบุรี และมีความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 669 คนต่อตารางกิโลเมตร และจากการคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงประชากรของจังหวัดปทุมธานีพบว่ามีอัตราการย้ายสุทธิเท่ากับร้อยละ 4.52 และแสดงให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มของประชากรเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นฐาน โดยมีอัตราการการย้ายสุทธิสูงสุดอยู่ที่อำเภอธัญบุรี คือ ร้อยละ 6.45 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นพื้นที่ที่รองรับการประชากรอันเนื่องมาจากการขยายตัวของกรุงเทพฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มประชากรลดลง ในขณะที่จังหวัดปริมณฑลมีอัตราการเพิ่มประชากรที่เพิ่มขึ้น (กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551) ทั้งนี้น่าจะมีสาเหตุเนื่องจากการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อถึงกันค่อนข้างสะดวก จึงส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรจากศูนย์กลางของภาคมุ่งสู่พื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะทำให้เกิดการขยายของความเป็นเมืองในพื้นที่เขตปริมณฑล เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งงาน ศูนย์กลางการศึกษา และอื่น ๆ (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551)

ประกอบกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดปทุมธานี ที่เป็นนโยบายส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาให้เกิดความสมดุลทั้งภาคจากการวางแผนการกระจายกิจกรรมออกสู่ภายนอกกรุงเทพมหานคร ได้มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมรูปแบบดั้งเดิมทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ไปสู่การจัดการรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนาเชิงความรู้ (Knowledge Based Industry) รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเพื่อการผลิต และการกระจายสินค้าและบริการระหว่างภาคต่าง ๆ (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

ด้วยปัจจัยในปัจจุบันต่าง ๆ ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นแนวโน้มพัฒนาการความเป็นเมืองในพื้นที่ทุ่งรังสิตที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ใน 4 อำเภอหลักชั้นในของทุ่งรังสิตได้แก่ อำเภอคลองหลวง ลำลูกกา ธัญบุรี และหนองเสือ ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจากการศึกษาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2545 (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) พบว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองของพื้นที่ดังกล่าว ได้เริ่มผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ ตามระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค จนเกือบเป็นเมืองเดียวกันแล้ว

 

บทสรุป

จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความเป็นเมืองกรุงเทพมหานครที่ได้ดำรงควบคู่ไปกับพัฒนาการพื้นที่สีเขียวในอดีตมาตั้งแต่ยุคแห่งการสถาปนาเมืองหลวง และปรากฏเป็นบทบาทที่เด่นชัดเมื่อเกิดการขยายพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองไปยังพื้นที่รกร้างรอบเมืองเพิ่มมากขึ้นภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง จวบจนมีการนำเอาความรู้วิทยาการและเครื่องมือจากตะวันตกเข้ามาประยุกต์ใช้ในการขุดคลองขุดคลอง และการพัฒนาระบบชลประทานให้ทันสมัยบนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งรังสิต

ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองในอดีต ได้เป็นปัจจัยเบื้องต้นหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ทางด้านเหนือ คือ เมื่อมีการขยายตัวของประชากรออกไปในพื้นที่ชานเมืองภายหลังการขุดคลอง และมีการจับจองพื้นที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรม เกิดเป็นพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานจากลักษณะชุมชนชั่วคราวมาเป็นชุมชนเกษตรขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามคลองซอย จนกระทั่งเมื่อมีการพัฒนาในยุคอุตสาหกรรมทำให้ความเป็นเมืองในพื้นที่ทุ่งรังสิตเติบโตมากขึ้น และได้กลายเป็นแหล่งพัฒนาที่อยู่อาศัยชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มว่าจะพลวัตรที่ดำเนินเติบโตต่อไปในอนาคต

—–

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year 2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่ 2) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part II]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3. พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ 

ทุ่งรังสิต ปี2505 ต่อมาคือห้างฟิวเจอร์พาร์คในปัจจุบัน
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/news/life-style/lifestyle/2009/02/03/news_12699.php

พื้นที่รอบกรุงเทพมหานคร ได้รับการขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมชั้นดีของประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากสภาพปัจจัยที่ตั้งที่อยู่บนที่ราบลุ่มแม่นำเจ้าพระยาตอนล่างหรือดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ อันเป็นพื้นที่ราบขนาดใหญ่ที่ค่อย ๆ เทลาดลงสู่อ่าวไทยทีละน้อย จึงทำให้กระแสน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสาขาหลายสายไหลไม่รุนแรงเพียงพอที่จะกัดเซาะพื้นน้ำให้ลึกได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นเส้นตรงได้ จึงเกิดเป็นสายน้ำที่คดเคี้ยวที่มีตะกอนสะสมจนเกิดเป็นเกาะกลางน้ำหรือสันดอนขึ้น จากลักษณะภูมิประเทศดังกล่าว ส่งผลให้พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้น เหมาะสำหรับการเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าว (สวาท เสนาณรงค์ 2516 อ้างใน ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525)

นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว การจัดการน้ำก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญหนึ่งในการพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมที่นอกจากจะใช้ในกระบวนการเพาะปลูก ยังรวมถึงในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย  โดยไม่เพียงจะมีการพยายามใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแม่น้ำแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์จากคลองธรรมชาติซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำนั้น ๆ อีกทั้งหากคลองที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับความต้องการก็มีการขุดคลองเป็นคลองแยกและคลองซอยจากแม่น้ำเพิ่มเติมไปยังพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไป

จากการศึกษาถึงความเป็นมาและวิวัฒนาการของการขุดคลองในกรุงเทพ มหานครและบริเวณใกล้เคียง ของปิยนาถ บุญนาคและคณะ รวมทั้งการศึกษาวิวัฒนาการของการพัฒนาที่ดินบริเวณที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยาของ ธนวัตร จารุพงษ์สกุล ทำให้สามารถสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่มีผลต่อการทำการเกษตรกรรมชานเมืองกรุงเทพฯ  โดยแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงดังนี้

3.1  ยุคเริ่มต้นการพัฒนาก่อนสนธิสัญญาเบาริ่ง 

การขุดคลองในสมัยรัตนโกสินทร์ ก่อนการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

ถึงแม้การพัฒนาที่ดินภายหลังจากการสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศ จะยังมีลักษณะที่ยังคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา กล่าวคือ การขุดคลองส่วนใหญ่ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 และ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสร้างเมืองและขยายเมืองหลวง คือ (1) คลองหลอด  และ (2) คลองบางลำพู-โอ่งอ่าง การขุดคลองลัดแม่น้ำเพื่อเป็นการคมนาคมทั้งเพื่อการติดต่อค้าขายและทางทหาร อย่างไรก็ตามได้เริ่มมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาจับจองที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและเริ่มทำการเกษตรกรรมในพื้นที่ทางด้านทิศตะวันออกของพระนคร ริม (3) คลองบางกะปิที่ขุดต่อคลองคูเมืองใหม่ ต่อมาภายหลังในรัชสมัยของรัชกาลที่ 3 ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะชักจูงให้ชาวนาจากรอบนอกกรุงเทพฯ ให้อพยพมาตั้งถิ่นฐานการทำนากันในบริเวณริมคลองที่ขุดใหม่สายยาว ที่เชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน และแม่กลองทางทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ คือ (4) คลองสุนัขเห่าหอน และกับแม่น้ำบางประกงทางทิศตะวันออก คือ (5) คลองแสนแสบ

3.2    ยุคขยายการพัฒนาภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง

การขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ 4 ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ได้มีการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่เมืองหลวง คือ (6) คลองผดุงกรุงเกษม (7) คลองหัวลำโพง (8) คลองสาทร และภายหลังจากที่ประเทศไทยได้มีการทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2389 ได้ส่งผลให้การค้าขายภายในเมืองและการค้าขายกับต่างประเทศได้เจริญขึ้นโดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตร อาทิเช่น ข้าว น้ำตาล พริกไทยเป็นต้น จึงทำให้เริ่มมีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมจากการขุดคลอง โดยเฉพาะจากแถบตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะเปลี่ยนที่ดินรกร้างว่างเปล่าให้กลายเป็นนา ได้แก่ (9) การขุดคลองพระปฐม (10) คลองมหาสวัสดิ์ (11) คลองภาษีเจริญ และ (12) คลองดำเนินสะดวก ซึ่งลักษณะของคลองที่ขุดในสมัยนี้ยังไม่ใช่งานชลประทานที่แท้จริง เพราะยังคงต้องอาศัยการหนุนของน้ำจากแม่น้ำเป็นตัวส่งน้ำเข้าคลอง อย่างไรก็ตามที่ดินริมคลองขุดเหล่านนี้ส่วนใหญ่ถูกพระราชทานให้แก่พระราชวงศ์ และขุนนางข้าราชการชั้นสูง จึงมักถูกปล่อยทิ้งว่างเปล่าหาได้ใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมอย่างเต็มที่

3.3    ยุคเจริญก้าวหน้าของการพัฒนา

การขุดคลองในสมัยรัชกาลที่ 5
ที่มา: ปรับปรุงแผนที่เดิมจากหอสมุดแห่งชาติอ้างใน ปิยนาถ บุญนาค และจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์ในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย รวมทั้งขยายพื้นที่เกษตรกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อนำผลิตผลไปค้าขายกับต่างประเทศเช่นเดียวกับในรัชสมัยที่ผ่านมา แต่ด้วยระยะเวลาการครองราชย์ของรัชกาลที่ 5 ที่ยาวนานถึง 42 ปีเศษ จึงทำให้ทรงสามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้ในแทบทุกด้าน ซึ่งรวมทั้งตั้ง “กรมคลอง” ขึ้นมาดูแลการขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่การเพาะปลูกอย่างจริงจังมากกว่ายุคก่อน ๆ อีกทั้งยังได้ออกกฎข้อบังคับวางระเบียบในการขุดคลอง เรียกว่า “ประกาศขุดคลอง” เพื่อเป็นการควบคุมสิทธิการครอบครองที่ดินสองฝังคลองที่ขุดขึ้นใหม่ ที่มุ่งเน้นให้มีการใช้ที่ดินอย่างสูงสุดเพื่อการเพาะปลูกมากกว่าการถือครองเพื่อเก็งกำไร ซึ่งต่อมาได้ก็พระราชทานพระบรมราชานุญาติให้เอกชน หรือบริษัทเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับรัฐบาลให้เป็นผู้ดำเนินการขุดคลองและได้สิทธิในการดูแลรักษาคลองเป็นจำนวนมาก ตามลำดับปีดังนี้  (13) คลองเปรมประชากร (14) คลองนครเนื่องเขต (15) คลองทวีวัฒนา (16) คลองประเวศบุรีรมย์ (17)คลองนราภิรมย์ (18) คลองเปร็ง (19) คลองนิยมยาตรา (20) คลองรังสิต (21) คลองหลวงแพ่ง (22) คลองอุดมชนจร (23) คลองเจริญ และ (24) คลองบางพลีใหญ่ ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยเป็นที่ลุ่มน้ำขัง และปล่อยรกร้างขนาดใหญ่แถบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เกิดเป็นปรากฏการณ์ “ตื่นที่ดิน” ที่ทำให้เกิดการอพยพและจับจองที่ดินในพื้นที่ที่ได้รับการพัฒนาเหล่านี้เป็นอย่างมาก

3.4    ยุคปรับปรุงการพัฒนาโครงการชลประทาน

หลังการขุดคลองและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรหลายแห่งเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่นาหลายแห่ง เช่น ในพื้นที่ทุ่งรังสิต ไม่สามารถใช้งานได้ ประกอบกับพื้นที่เกษตรกรรมใหม่หลายแห่งอยู่ห่างไกลจากเขตพระนครมากจึงทำให้ไม่มีความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดปัญหาในการอยู่อาศัย จนชาวนาบางส่วนได้อพยพออกจากพื้นที่ เป็นที่สังเกตว่า ปัญหาหลักของการขาดแคลนน้ำในคลองที่ขุดเสร็จนั้น เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้ำในคลองได้ จึงทำให้มีปัญหามากโดยเฉพาะการขาดน้ำและเกิดการตื้นเขินขึ้น โดยในปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 และ ตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 และ 7 รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็นที่จะต้องนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยปรับปรุงระบบคลองขุด โดยมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา และแบ่งพื้นที่เกษตรกรรมบนพื้นที่ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ออกเป็นพื้นที่ที่มีชลประทานโครงการย่อย ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งในปัจจุบัน ประกอบด้วยตัวอย่างโครงการที่สำคัญ คือ โครงการชลประทานป่าสักใต้ โครงการชลประทานเชียงราก – คลองด่าน โครงการชลประทานแม่น้ำสุพรรณ โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์

4. พื้นที่สีเขียวชานเมืองในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ผังกลยุทธ์ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี 2565
ที่มา: รายงานสรุปสำหรับผู้บริหาร EXECUTIVE SUMMARY REPORT” กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดย บริษัทคอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด

ตามผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600 ได้กำหนดลักษณะการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมส่วนใหญ่อยู่ในเขตชั้นนอกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ใน จังหวัดนครปฐม พื้นที่อำเภอบางเลน ดอยตูม นครชัยศรี สามพราน และบางส่วนของอำเภอเมือง และกำแพงแสน จังหวัดสมุทรสาคร ในอำเภอบ้านแพ้วบางส่วน จังหวัดนนทบุรี ในอำเภอไทรน้อย บางใหญ่ บางบัวทอง ลาดหลุมแก้ว และพื้นที่ที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาในจังหวัดปทุมธานี พื้นที่อำเภอหนองเสือ ด้านตะวันออกของอำเภอธัญบุรี ลำลูกกา คลองหลวง จังหวัดสุมปราการ ในอำเภอบางบ่อบางส่วน และกรุงเทพมหานคร ในเขตหนองจอก ลาดกระบัง และบางขุนเทียน (ที่มา: กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551) มีพื้นที่รวมประมาณ 4,996 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 65 โดยประมาณของพื้นที่ภาคทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเกษตรกรรมระดับสูง ถึง 3,191 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของพื้นที่ภาคทั้งหมด และอีกทั้งพื้นที่เกษตรกรรมที่มีมูลค่าทางที่ดินสูงเหล่านี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเมืองเหล่านี้ บางส่วนจึงได้รับการกำหนดให้เป็นพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ โดยอนุรักษ์และสงวนพื้นที่เกษตรกรรมไว้ เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกล้ำและความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมทั้งเป็นพื้นที่สีเขียวที่สนับสนุนให้เกิดความน่าอยู่ของเมืองอีกด้วย (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551)

(ติดตามตอนต่อไป โปรดคลิก..)

ตอนที่ 1: พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

———————————————————————-

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand  Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s  Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year  2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of  Thailand’s Rice Bowl.

พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่1) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part I]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์
อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บทเริ่ม

การขยายตัวของความเป็นเมืองที่รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ ยังปรากฏตัวอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ทุ่งรังสิต เป็นพลวัตรที่ส่งผลกระทบเกี่ยวเนื่องกันในหลายมิติทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคม จากการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิทัศน์ของทุ่งรังสิต ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่ส่งผลให้ต่อพัฒนาการความเป็นเมือง กล่าวคือ การขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองภายหลังจากการพัฒนาโครงการชลประทานโดยการขุดคลองอย่างเป็นระบบ อันทำให้มีการตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนริมคลอง และต่อมาได้มีพัฒนาการที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาสาธารณูปโภคสาธารณูปการ ที่ส่งผลให้ความเป็นเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมหลัก รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่ทำให้เกิดการขยายตัวของความเป็นเมืองอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระจายตัวไปตามถนนสายหลักเรียบคลองรังสิต คลองซอย และพื้นที่เขตอุตสาหกรรม จวบจนในปัจจุบันที่มีพัฒนาการควบคู่ไปกับขยายตัวของกรุงเทพฯ แบบมหานคร  เกิดเป็นการขยายตัวเมืองต่อเนื่องเป็นเมืองเดียวกัน  และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวต่อไปในอนาคต

Image

บึงหนองสัญลักษณ์ของทุ่งรังสิต ถูกแทนที่ด้วยบ้านจัดสรร
ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=23323

1. ความเป็นเมืองคืออะไร? 

“เมือง” ได้รับการนิยามที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยบนพื้นฐานที่แสดงถึงพื้นที่ที่มีขอบเขตแยกออกจากชนบท และมีแบบแผนของการจัดองค์กรภายในที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความหมายกว้าง ๆ ของเมือง หมายถึง การตั้งถิ่นฐานถาวรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างถาวร ประกอบด้วยอาคารบ้านเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับประชากรจำนวนมาก และมีความหนาแน่นที่อยู่ในระดับสูง

พัฒนาการของความเป็นเมือง เป็นกระบวนการของโครงสร้างทางสังคมที่ก่อให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นพลวัต เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงประชากร กระบวนการผลิต และสภาพแวดล้อมทางสังคม ที่มีการกระจุกตัวบนพื้นที่ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ สิ่งที่สัมพันธ์กับพัฒนาการความเป็นเมืองโดยเฉพาะ คือ การกระจุกตัวของประชากรที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ หรือที่เรียกว่าความหนาแน่น (Werner Z. Hirsch 1973 อ้างใน กรช เพิ่มทันจิตต์ 2536)

จวบจนปัจจุบัน พัฒนาการของความเป็นเมืองนี้นับได้ว่าเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่อย่างรุนแรงและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในศตวรรษนี้ หน่วยงานทางด้านประชากรศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ  ได้รายงานไว้ว่า ปี พ.ศ. 2551 เป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งมีการตั้งถิ่นฐานในเมือง และจากรายงานฉบับเดียวกันได้มีการคาดการณ์ว่า เมืองเหล่านี้จะต้องรองรับประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอีกรวมกว่า 5 ล้านล้านคนภายในปี พ.ศ. 2583 โดยมีศูนย์กลางของการกระจุกตัวอยู่ในทวีปเอเชีย และอัฟริกา (UNFPA 2007)

2. พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร

ตามเอกสารบันทึกการเดินเรือของ เลอร์แบร์ เดอร์ ลา (Loubere de la) ในทศวรรษที่ 1690  ได้บรรยายถึงลักษณะภูมิทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในสมัยอยุธยา ว่ามีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำ และมีสภาพเป็นทุ่งหญ้าชุ่มน้ำขนาดใหญ่อยู่ จวบจนภายหลังการล่มสลายของยุคอยุธยา จึงได้มีการย้ายถิ่นฐานบ้านเรือนมาสู่บริเวณชุมชนบางกอกเดิม ที่ตั้งอยู่บนดินตะกอนปากแม่น้ำ และต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของประเทศในยุครัตนโกสินทร์ การตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองในบริเวณที่เป็นที่ราบลุ่มดินดอนปากแม่น้ำจึงมีพัฒนาการอย่างจริงจัง มีการขุดคลองลัดแม่น้ำ คลองคูเมือง และคลองเชื่อมแม่น้ำ และเริ่มมีการอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรม (อ้างใน ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

Image

แผนที่ 1: แสดงพื้นที่ทุ่งหญ้าชุ่มน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างในสมัยอยุธยา ก่อนการขุดคลองลัด
ที่มา:       ปรับปรุงแผนที่เดิมจาก Takaya Y. อ้างใน Thanawat Jarupongsakul                               คลิกเพื่อดูภาพใหญ่

ในระยะเริ่มต้นของการก่อสร้างเมือง กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ประมาณ 4.14 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,589 ไร่  และได้เริ่มมีการอพยพของประชากรเข้ามาอยู่อาศัยภายในเขตกำแพงเมือง บริเวณริมคลองใกล้กำแพงเมือง รวมทั้งตามริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันตก จวบจนถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 ได้มีการขยายเมืองออกไปอีกชั้นหนึ่งด้วยการขุดคลองคูเมืองชั้นนอก อีกทั้งได้เริ่มมีการสร้างระบบคมนานาคมทางบกโดยการสร้างถนนเจริญกรุง บำรุงเมือง และเฟื่องนคร รวมทั้งถนนสีลม จนทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองไปทางด้านทิศใต้ของพระนคร ซึมีหลักฐานว่าในปี พ.ศ. 2443 กรุงเทพมหานครมีพื้นที่เมืองเพิ่มมากขึ้นเป็น 13.32 ตารางกิโลเมตร หรือ 8,330 ไร่โดยประมาณ ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มได้มีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ส่งผลให้กรุงเทพมหานครมีการขยายตัวของเมืองอย่างต่อเนื่องไปทางทิศเหนือของพระนคร ที่มีการสร้างถนนราชดำเนินและสะพานเชื่อมพื้นที่พระบรมหาราชวังและเขตพระราชใหม่  ทั้งยังมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในพื้นที่เมือง อาทิเช่น รถราง ประปา ไปรษณีย์ ตลอดจนก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปยังสมุทรปราการ และต่อมาไปยังอยุธยา การพัฒนาทั้งหมดที่ได้อิทธิพลและแบบอย่างมาจากชาติตะวันตกสืบเนื่องอย่างต่อเนื่องมาถึงรัชสมัยของรัชการที่ 6 และ 7 ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างถนนเพิ่มเติมโดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกของเมืองและการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเพื่อเชื่อมเมืองฝั่งตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้กรุงเทพมหานครมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพไปเป็นอย่างมาก (สำนักผังเมือง 2547 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

ภายหลัง ปี พ.ศ. 2504 แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นการพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมของประเทศ ได้ส่งได้ส่งผลให้ความเป็นเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ตามแนวเส้นทางคมนาคมหลัก อย่างรวดเร็วและรุนแรง กระจายตัวไปตามถนนสายหลักในพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ

ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,568 ตารางกิโลเมตร หรือ 980,568 ไร่โดยประมาณ ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเมื่อครั้งได้รับสถาปนาเป็นเมืองหลวงกว่า 378 เท่าตัว มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นถึง 50 เขต โดยได้มีการจัดแบ่งเขตเรียงเป็นชั้น ๆ ตามการตั้งถิ่นฐานของชุมชน คือ 1) เขตชั้นใน (Inner City) ประกอบด้วยศูนย์กลางเมืองเดิมซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สถาปนาเมือง และพื้นที่อนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งเขตต่าง ๆ อีก 21 เขตการปกครอง ที่ส่วนใหญ่มีความหนาแน่นเกินกว่า 10,000 คนต่อตารางกิโลเมตร 2) เขตชั้นกลางหรือรอยต่อเขตเมือง (Urban Fringe) ประกอบด้วย 22 เขตปกครองซึ่งมีการขยายตัวของประชากรอย่างต่อเนื่องในรัศมีระหว่าง 10 – 20 กิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางเมือง และ 3) เขตชั้นนอกหรือเขตชานเมือง (Suburb) ประกอบด้วย 11 เขตปกครอง ซึ่งยังมีลักษณะเป็นพื้นที่ว่างและพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ และอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองเกินกว่า 20 กิโลเมตร (ที่มา: สำนักผังเมือง 2547 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

นอกเหนือจากการขยายตัวของพื้นที่เมืองภายในพื้นที่ส่วนที่เป็นกรุงเทพมหานครเองแล้ว พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ยังขยายตัวต่อไปยังจังหวัดข้างเคียงที่อยู่ติดกันตามลักษณะการเติบโตของเมืองแบบมหานคร (Metropolis) ซึ่งหมายถึงเขตพื้นที่เมืองที่มีการผสมผสานทางสังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันตามการขยายระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยได้รวมพื้นที่ของ 5 จังหวัดปริมณฑล คือ สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี รวมพื้นที่ทั้งหมด 7,761 ตารางกิโลเมตร และจากลักษณะการพัฒนาของประเทศที่ผ่านมาที่ทำให้กรุงเทพมหานครมีลักษณะเป็นเมืองที่มีความเป็นเอกนคร (PrimateCity) สูง (อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551) ทำให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางการจัดการบริหาร เศรษฐกิจ การค้า การศึกษา การสาธารณะสุข การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและการสื่อสาร อีกทั้งความได้เปรียบจากโครงสร้างของระบบคมนาคม ส่งผลให้การพัฒนาความเป็นเมืองของภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (BMR – Bangkok Metropolitan Region) เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงการขยายตัวของพื้นที่และการเติบโตของประชากร การจ้างงานและเศรษฐกิจ (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551) จนในปัจจุบันยากที่จะแยกเขตของกรุงเทพมหานครกับเขตของจังหวัดปริมณฑลเหล่านี้ได้เลย เพราะมีความต่อเนื่องของเมืองที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเมืองเดียวกัน (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม 2524 อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

ปัจจัยดังกล่าวเป็นผลให้เกิดการขยายพื้นที่ความเจริญจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง ไปสู่จังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น เกิดเป็นการขยายตัวของเมืองไปยังเมืองที่ต่อเนื่องติดต่อกันตามระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค หรือที่เรียกว่า อภิมหานคร (Megalopolis) ทำให้เกิดเป็นการกำหนดเขตพื้นที่ส่วนขยาย (EBMR – Extended Bangkok Metropolitan Region) ซึ่งรวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เข้ากับอีก 7 จังหวัดใกล้เคียง คือ พระนครศรีอยุธยาและสระบุรีทางภาคเหนือ ทางทิศตะวันตกขยายไปทางจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี และยังขยายไปถึงตลอดแนวชายฝั่งทะเลตะวันออก คือ จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง (สำนักงานเศรษฐกิจแห่งชาติและสังคม อ้างใน กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551)

(ติดตามตอนต่อไป โปรดคลิก..)

ตอนที่ 2: พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ
ตอนที่  3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

———————————————————————-

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand  Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s  Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year  2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of  Thailand’s Rice Bowl.

 

อัมพวา….จะทำอย่างไรต่อไปดี?

By Mallika Pupa Kosolsak

 

มีหลายกระแสออกมามากมายเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของ “ชุมชนอัมพวา” ที่จะไร้ซึ่งวิถีชีวิต ดั้งเดิมของคนในพื้นที่ ซึ่งชุมชนอัมพวาเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์ เป็นมรดกของชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นชุมชนตัวอย่างที่สร้างมิติการท่องเที่ยวริมน้ำ ที่มีทัศนียภาพที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง เรื่องเกิดขึ้นโดย สิ่งเหล่านี้ได้ค่อยๆถูกทำลายไปจากการที่พวกนายทุนต่างๆ ได้เข้ามากว้านซื้อที่ดินจากคนในชุมชน เพื่อแสวงหากำไรเข้าตัว โดยมาทำเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ ที่เป็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่กลมกลืนกับวิถีถิ่น รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และได้ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เป็นรากเหง้าจริงๆ….จนกลายเป็นว่าพื้นที่ดังกล่าว ปัจจุบันได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวมากกว่าความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่จริงๆ แล้วทีนี้เราจะทำชุมชนนี้ให้เกิดความสมดุลขึ้นได้อย่างไร? คงเป็นคำถามที่ติดอยู่ในใจของทุกคน….

 

(รูปซ้าย-รูปกลาง): ตึกอาคารของโรงแรมที่กำลังถูกสร้างขึ้น  (รูปขวา): แบบอาคารของโรงแรมที่กำลังจะสร้าง
ที่มาของภาพ : กัญญารัตน์ ศรีธินนท์, https://www.facebook.com/photo.php?fbid=208546265941429&set=a.208546252608097.45018.191353210994068&type=1&relevant_count=1

 

โดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็มีออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งส่วนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนั้น ก็ได้บอกไว้ว่า…คนในพื้นที่สามารถที่จะเลือกทางเดินชีวิตและเลือกความเป็นอยู่ของเขาเองได้ โดยที่ไม่ต้องมาตอบสนองความต้องการของคนกรุงเทพฯที่มาท่องเที่ยวอย่างเดียว และอัมพวาตอนนี้ก็ไม่ใช่วิถีชีวิตดั้งเดิมแล้ว อีกทั้งบ้านไม้เก่าๆโทรมๆแบบดั้งเดิมของอัมพวาก็ไม่ได้น่าเที่ยว และควรค่าแก่การอนุรักษ์ รวมถึงชาวบ้านแถวอัมพวาเขาก็ต้องการความเจริญเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็ได้บอกว่า…อัมพวาเป็นได้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะวิถีชีวิตดั้งเดิมอันแสนคลาสสิคที่เป็นตัวตนของเขา และการที่จะสร้างโรงแรมขึ้น สุดท้ายรายได้ก็ตกเป็นของโรงแรมกับลูกจ้างของเขาแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่อัมพวา ก็สามารถที่จะทำได้ แต่ต้องให้ชาวบ้านกับภาครัฐมาคุยกัน ไม่ใช่ปล่อยให้นายทุนบุกเข้าไปกว้านซื้อที่มาสร้างโรงแรมจนหมด

จากหลากหลายมุมมอง หลากหลายความคิด จนทำให้คนบางคนต้องมาทะเลาะกัน แต่ในทางตรงกันข้ามเราควรที่จะหาทางออกร่วมกันมากกว่า  โดยการหาจุดสมดุลของการพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งถ้ามองคุณค่าของชุมชนอัมพวาแล้วนั้น ถือว่าเป็นชุมชนที่มีคุณค่าทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ โดยเป็นชุมชนต้นวงศ์ราชินิกุลแห่งราชวงศ์จักรี มีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรบกับพม่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ ,ด้านระบบนิเวศ เป็นบริเวณที่มีทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย จึงเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของสัตว์ต่างๆ อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลายที่สุดของประเทศ ฯลฯ และด้านศิลปวัฒนธรรม เป็นชุมชนริมน้ำที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีรูปแบบการตั้งถิ่นฐานแบบไทยภาคกลางดั้งเดิมที่สมบูรณ์และหาดูได้ยากในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีวัดและโบราณสถานที่สำคัญมากมายในพื้นที่และบริเวณโดยรอบ ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงและนำมาซึ่งการยกระดับของมูลค่าของที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเห็นใจคนในชุมชนด้วยเช่นกันว่า ในเมื่อเขามีโอกาสที่จะสามารถเพิ่มรายได้เพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น อีกทั้งการที่ยังไม่มีรัฐบาลหรือคนคอยช่วยเหลือสนับสนุนเขาเท่าที่ควร การที่จะขายที่ดินให้กับนักลงทุนรายใหญ่จึงเป็นเรื่องที่ยากต่อการปฏิเสธ

แต่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ หากพวกเราเห็นความสำคัญของพื้นที่นี้ร่วมกัน รัฐบาลเล็งเห็นว่ามันมีคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินเป็นเงินได้และเราควรจะเก็บรักษาพื้นที่เหล่านี้ไว้ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนไทยทุกคนและประชาคมโลกของความเป็นมาของชุมชนริมน้ำในภาคกลางแห่งนี้ เราก็ควรที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ถูกต้องและยั่งยืน โดยอาจจะสนับสนุนให้รัฐบาลมีการจ่ายเงินค่าชดเชยในโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียไป ช่วยเหลือสนับสนุนฟื้นฟูชุมชนอัมพวาในจุดที่เหลืออยู่ สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในชุมชนเพื่อให้เกิดแหล่งงาน คนในชุมชนจะได้ไม่จำเป็นต้องย้ายออก รวมทั้งสร้างทัศนคติที่ดีต่อชุนชนอัมพวาเอง และที่สำคัญต้องมีการออกกฎหมายควบคุมทางผังเมืองอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ที่นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบจากนักลงทุนในที่สุด เป็นต้น ซึ่งวัตถุประสงค์ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เขาเกิดความตระหนักและเห็นว่าชุมชนของเขามีคุณค่าแก่การเก็บรักษาเพียงใดและพวกเขาไม่ได้ถูกปล่อยละเลย อีกทั้งสิ่งที่เขากำลังจะได้รับมันคุ้มค่าและน่าภูมิใจกว่าการที่เขาจะต้องขายที่ดินไปให้กับนักลงทุนรายใหญ่ภายนอก เพื่อให้ชุมชนอัมพวายังคงเป็นสมบัติของประเทศชาติต่อไป โดยเราอาจจะใช้เครื่องมือทางการผังเมืองเป็นตัวขับเคลื่อน นั่นก็คือ การอนุรักษ์ (Urban Conservation) นั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันต้องเกิดจากการศึกษา กระบวนการคิด การวิเคราะห์และการหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวมีหลากหลายวิธี การพัฒนาเชิงอนุรักษ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ ที่เล็งเห็นแล้วว่าชุมชนนั้นควรค่าแก่การรักษาและฟื้นฟู ซึ่งการนำเอาหลักการอนุรักษ์มาพัฒนาพื้นที่ ถือว่ามีประโยชน์และมีคุณค่าต่อมรดกทางวัฒนธรรม ที่เปรียบเสมือน น้ำซึมบ่อทราย ที่ซึมซับไม่รู้จบ ซึ่งไม่ใช่แค่การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่การอนุรักษ์ชุมชนหรือเมืองที่มีอัตลักษณ์เป็นการรักษาผลประโยชน์และเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อยู่อาศัยเดิม ชุมชนเดิมยังอาศัยอยู่ได้ และเสิร์ฟความต้องการหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการอนุรักษ์ไม่ใช่การอยู่กับที่อย่างที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกัน มันมีการพัฒนาควบคู่ไปตามสังคมในแต่ละยุคสมัย จึงเห็นได้ว่าชาวบ้านในชุมชนที่มีอยู่เดิม ก็ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้วยเช่นกัน เราจึงควรพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็มีทั้งบ้านที่มีความเสื่อมโทรมและบ้านที่มีการพัฒนาแล้วบ้าง แต่อย่างไรก็ตามภาครัฐก็ควรที่จะต้องเข้ามาช่วยเพื่อส่งเสริมให้เกิดการบูรณะอาคารเหล่านั้นให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งการอนุรักษ์นั้นจะต้องมีมุมมองที่มองเห็นคุณค่าของกาลเวลาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเศรษฐกิจ ซึ่งการอนุรักษ์อะไรซักอย่างเราจะต้องมีแนวร่วม มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ต้องนำความสร้างสรรค์มาถ่ายทอด ต้องมีศรัทธา ความเชื่อ ความรักและความมุ่งมั่น แล้วเมื่อการอนุรักษ์สำเร็จ ก็จะสามารถเป็นแหล่งชุมชนตัวอย่างในการสร้างพลังขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นกับแหล่งชุมชนอื่นๆต่อไป และเกิดเป็นโครงข่ายที่สามารถพัฒนาไปร่วมกันได้ อีกทั้งยังเป็นเกียรติภูมิให้แก่ทุกๆคนที่ร่วมมือช่วยกันอีกด้วย ดังนั้นการพัฒนาชุมชนอัมพวาจึงควรพัฒนาอย่างเหมาะสมให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบริเวณนั้น คือ ทั้งอนุรักษ์อาคารบ้านพักอาศัยบริเวณริมน้ำ ให้บ้านมีความสวยงามมากขึ้น อนุรักษ์คลอง คุณภาพน้ำ รักษาภูมิทัศน์  รวมทั้งอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนอัมพวามีร่องรอยประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมให้แก่คนรุ่นหลังได้สัมผัส และให้นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตท้องถิ่นได้แม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมและวัฒนธรรม และอาจจะไม่ใช่ของเดิมทั้งหมดทุกสรรพสิ่ง แต่ก็ต้องรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด รวมถึงการคิดริเริ่มใหม่ ให้ชุมชนนี้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

 

(รูปซ้าย): เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย (รูปกลาง): เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (รูปขวา): เกาะรัตนโกสินทร์ ประเทศไทย
ที่มา : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9540000068789, http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=grizzlybear&month=11-2010&date=17&group=76&gblog=36, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331097364

 

ถ้าพูดถึงในต่างประเทศเขาก็มีการพัฒนาเมืองเชิงอนุรักษ์เช่นกัน ซึ่งพวกเขาค่อนข้างจะให้ความสำคัญในเรื่องของการปรับทัศนคติของผู้คน เพื่อก่อให้เกิดพลัง เป็นโครงข่ายในการร่วมมือช่วยกันอนุรักษ์รักษาและพัฒนาเมืองต่อไป เช่น เมืองมะละกา ประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองที่ไม่ต่างจากภูเก็ตในบ้านเรา การบริหารจัดการของเขาเริ่มตั้งแต่คนในท้องถิ่น พวกเขาไม่ต้องรอภาครัฐหรือส่วนกลางให้มาลงมือจัดการเพียงอย่างเดียวแต่พวกเขาร่วมมือร่วมใจช่วยกันจัดการบ้านเมืองให้ดีขึ้น จึงประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นมรดกโลก อีกทั้งเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น คนโตเกียว เขามีความเชื่อว่าเขาจะสามารถทำให้เมืองเขาดีและน่าอยู่ได้ ซึ่งมีการรวมกลุ่มย่อยต่างๆมากมายประมาณพันกว่ากลุ่ม เรียกว่า NPO ที่จะคอยสนับสนุนกิจกรรมของเมือง เช่น กลุ่มซ่อมบ้าน กลุ่มนายหน้าเชื่อมต่อระหว่างคนที่อยากเช่าอาคารกับเจ้าของ โดยให้ศิลปินเข้าไปซ่อมแซมเอง ไม่ผ่านนักพัฒนารายใหญ่ มีการสนับสนุนให้คนอยู่ได้ด้วย เช่น มีคู่มือซ่อมแซมบ้านให้ดีขึ้น เน้นให้คนอยู่เปิดใจรับสิ่งใหม่ ส่วนรัฐบาลเกียวโตก็จะค่อยๆสื่อสารให้เข้าใจกับคน เพื่อให้คนที่อยู่เดิมเข้าไปอยู่ในกระบวนการของความสร้างสรรค์หรือพยายามให้เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น เป็นต้น เมืองเกียวโตจึงประสบความสำเร็จและได้กลายเป็นมรดกโลกเช่นกัน  ส่วนในประเทศไทยก็มีเช่นกัน เช่น ในกรุงเทพฯ บางพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ ที่เป็นเขตเมืองเก่า ได้มีกฎระเบียบรองรับอยู่แล้วว่าควรจะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นในรูปแบบไหนให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทันสมัยและเข้ากับสภาพแวดล้อมไปพร้อมๆกัน ซึ่งหลายๆเมืองที่ประสบความสำเร็จได้นั้น โดยส่วนใหญ่แล้วล้วนเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นและการสนับสนุนจากทางภาครัฐช่วยกัน เกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คนในชุมชนในอัมพวาต้องตระหนักเพิ่มมากยิ่งขึ้น

แต่ปัญหาของเมืองไทยคือ ความต่อเนื่องของนโยบายของรัฐบาล ที่ถึงแม้จะมีออกมา แต่กระบวนการวิธีปฏิบัติที่ลงไปถึงคนที่อยู่ในพื้นที่ไม่มี รวมทั้งทัศนคติ และความร่วมมือของคนในด้านการอนุรักษ์ยังมีน้อย เลยทำให้คนยอมขายทรัพย์สินของตนเองไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การพัฒนาชุมชนอัมพวา ในเชิงอนุรักษ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจกันของหลายๆมิติ ทั้งตัวชุมชนในพื้นที่เอง นักผังเมือง นักพัฒนา รัฐบาล เป็นต้น ซึ่งคนในชุมชนเองถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา ที่จะทำให้เมืองพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและถูกต้อง รวมทั้งต้องร่วมมือหาทางป้องกันและจัดการบ้านเรือนริมน้ำที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไร และหาจุดสมดุลระหว่างพื้นที่ที่ได้สร้างไปแล้วและป้องกันการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต โดยสร้างโมเดลเพื่อป้องกันการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ และทำเช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์อื่นๆในประเทศด้วย เพราะ ถ้าหากว่าทุกฝ่ายเพิกเฉย ไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการเข้ามาของนักพัฒนารายใหญ่ โดยไม่มีการควบคุม และไม่เหลือร่องรอยของความเป็นอัมพวาแล้วนั้น ก็อาจทำให้อัมพวากลายเป็นเพียงตำนานที่ควรค่าแก่ความทรงจำเท่านั้น และอัมพวาก็อาจจะไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวแห่งเดียวที่กำลังจะประสบกับเหตุการณ์แบบนี้ก็เป็นได้….

 

———

อ้างอิง

1)http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~pwannasi/amphawa%2014%20jan%202011.pdf
2) http://networkedblogs.com/AO0LS
3) http://www.youtube.com/watch?v=m_b3vwiOoqo&feature=share

Building living landscapes – future developments must respect nature

By Asan Suwanarit

(from Suwanarit, A. (2012)”Building living landscapes -future developments must respect nature” in Asia-Pacific Housing Journal Volume 6  No. 18  (January – March 2012), page 17-24.)

Thailand’s unprecedented floods at the end of 2011 devastated many households and industrial estates and drastically affected overall economic growth.

Such catastrophic and devastating events are no longer merely natural calamities; they are undoubtedly man-made disasters.

The recent flooding in Thailand has left no choice but for the government and experts
to re-examine policies and infrastructure with the objective of ensuring that, in the
long-term, Bangkok and its surrounding regions will be in a much better position to manage such natural events, especially as they are likely to be more frequent and more extreme.

It is now indisputable that any future urban development must respect nature much more.

Urban and regional planning must be developed with full cognizance and understanding
of the ecosystem to which the landscape belongs. Under this framework, biophysical and sociological information generates opportunities and places constraints on landscape-use decisions.

For a sustainable future, Bangkok and its surrounding regions should consider alternative approaches that ensure that it remains a living landscape. These approaches require an understanding of the area’s dynamism from various scales and perspectives.

The challenges that future generations of decision makers, planners, developers and
designers must face include a clear understanding of and how to incorporate natural, scientific and cultural perspectives into future developments.

Cities are always evolving

Cities, like life, are always evolving and changing as rice fields, buildings, roadways and cities’ shapes are all constantly in motion.

The past has provided our landscapes with unique and tangible shapes that also directly affect how people live today. These elements are irrevocably bound by continuous development over time–a dynamism that is both productive and destructive.

Cultivating Bangkok’s landscape

In 1782, following the fall of Ayutthaya, Bangkok was built as the Rattanakosin Kingdom’s new capital on the site of an old settlement close to the mouth of Chao Phraya River. Geographically, its landscape was characterized by a flat and low-lying plain, consisting of young fluvial, brackish and marine deposits.

These natural conditions have formed a vast water reception and dispersion area, which was once a resource for wet cultivation of rice and for tropical orchards. As the city grew, immigrant populations began laying claim to the fertile tidal hinterland for cultivation and along the extensive canals for settlement, to help create the city as “the Venice of the East”.

During the late nineteenth century, the construction of extensive canal networks developed Thailand’s agricultural industry into a leading global leader. From 1869-70, Bangkok gradually extended northward when the Prem Phrachakorn Canal was constructed.

This canal provided a route between Bangkok and Ayutthaya, extending 51.3 kilometers, and, at the same time, it encouraged people to settle for cultivation purposes.

Other notable developments extended the metropolis further to the east. The 21.5 kilometer Nakhon Nuang Khet Canal (1876) and the 28.7 kilometer Pravet Burirom Canal (1878) were constructed to provide more rapid communication and transportation between Bangkok and Chachoengsao.

This was followed by the most significant development in the late nineteenth century, the Rangsit Irrigation Project, (1890-1904), which enlarged the arable area for rice cultivation on the northern periphery of Bangkok.

From agri-aquaculture to paved-paradise

During the modern era, Bangkok began to lose its embracing connections with water.
Rapid urbanization gave rise to a densely populated land-based city.

In the 1960s the city began evolving from its traditional agricultural foundation into a large diversified and growing metropolis. Large previously exclusively agricultural areas were transformed into urban dwellings that developed along main roads.

In the inner city, many klongs (canals) were filled for further road expansion or became sewage drains behind residential and commercial blocks. New workplaces and residential developments were also built to take advantage of the new infrastructure.

While the nation as a whole enjoyed unprecedented growth as an emerging industrial economy, Bangkok and its surrounding region’s rapid urbanization gave rise to a densely-populated urban area.

The expansion eventually extended beyond the city’s administrative boundaries, spilling into neighboring provinces, and became the Bangkok Metropolitan Region (BMR).

This conurbation now covers an area of over 7,761 square kilometres, with the evergrowing population reaching approximately 10.3 million registered inhabitants.

Learning from Tung Rangsit and
Bang Khun Thain [1]

As part of Bangkok’s northern development corridor, Tung Rangsit became a major urbanized area. Typical traditional living accommodations in the less densely populated peripheral areas were gradually replaced by concentrated residential estate
projects.

Many fragmented urban clusters also sprouted into mosaic landscapes of urban and rural applications. The land-use shift from rice fields to urban dwellings has significantly reduced stormwater retention areas and increased potential flood hazards.

Similar situations have also occurred in the only coastal district of Bangkok, Bang Khun
Thain. Located between the Chao Phraya basin and the Gulf of Thailand, the area, although previously a frequently flooded swamp, developed during the last century as a thriving aqua-cultural and industrial center.

These new forms of rural-urban socioeconomic admixture developments including rural-urban industrial, residential, commercial and business land uses, differed greatly from traditional rural-urban land-mix concepts.

These land uses have subjected the urban areas and coastal ecology to more flood disasters. The coastline is eroding at a rate of as much as 10m per year, and is likely to
increase.

City at risk [2]

Over the past few decades, urban developments in the ecologically-fragile Chao Phraya
Great Plain have made it more vulnerable to the elements. The situation is likely to be further impacted by climate change as various environmental risks are being investigated.

  1. Faced with seasonal monsoon rains and daily tidal fluctuations, an increasing number of people in Bangkok and its region currently face regular flood risks. From May to October the combination of elevated Chao Phraya River flows, tidal surges and local runoff often places many city and regional areas under water.
  2. Excess groundwater pumping in the past has resulted in continuing land subsidence. The city which is built on thick soft clay sinks by about 5-10 mm and by as much as 30 mm in outlying southeastern and southwestern areas each year. Combined with rising sea levels, this subsidence could potentially leave Bangkok and its region under 50-100 cm of water by 2025.
  3. Most of Bangkok‘s water supply comes from the Chao Phraya and Mae Klong Rivers. Climate change will likely affect the two rivers’ water flows and the city’s water supply. As temperatures rise, household and industrial water demand will increase and further exacerbate projected water supply changes. Since Bangkok is expected to continue Learning to live with floods 23 Asia-Pacific Housing Journal growing over the next decade, water supply and contamination of both surface and ground waters problems may worsen.
  4. Bangkok’s climate has become warmer and dryer than its surrounding suburbs because of its extensive land-use changes. This is also known as the Heat Island Effect. From 1956–1997 Bangkok’s lowest temperature increased by 2 ºC. Today, Bangkok and its surrounding region are experiencing more days with temperatures above 30 ºC.

Notes
[1] Source: Sustainable Landscape Design Studio, SLDS, Department of Landscape
Architecture, Faculty of Architecture and Planning, Thammasat University, Thailand.

[2] Source: Bangkok City Report, Coastal Cities at Risk (CCaR): Building Adaptive Capacity for Managing Climate in Coastal Mega cities. Southeast Asia START Regional Center Thailand.

References
Jarupongsakul, T., Kaida, Y., 2000. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year 2020. Paper presented at the international conference The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl. Bangkok. Kasetsart University. Retrieved May 2010, from web site: http://std.cpc.ku.ac.th/delta

Sowatree, N., 2000. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand. Bangkok. Paper presented at the international conference The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl. Bangkok. Kasetsart  University . Retrieved May 2010, from web site: http://std.cpc.ku.ac.th

Suwanarit, A., 2011. Re-structuring Bangkok’s Suburbia: Landscape Vision Tung Rangsit. Proceeding of The International Federation of Landscape Architect Asia Pacific Region Congress, IFLA-APR 2011, [CD-Rom], Bangkok, Thailand

Suwanarit, A. 2011. Bangkok Floods: Natural Events That Become Man-Made Disasters. Topos Blog, http://www.toposmagazine.com/blog/bangkok-floods-natural-events-that-become-manmade-disasters.html

Tangchonlatip, K. 2007. Krung Thep Maha Nakorn: Muang toh diew talod karn khong pra tade Tai [Bangkok Metropolis: Primate City of Thailand], Bangkok: Institute of Population and Social Research, Mahidol University

Thaitakoo, D., Takeuchi, K. 2008. Landform Transformation on the Urban Fringe of Bangkok: The Need to Review Landuse Planning Processes with Consideration of the Flows of Fill Materials to Developing Areas. Landscape and Urban Planning, Vol. 84: 74-91

สยาม-ลิโด้-สกาล่า แหล่งความทรงจำของคนหลายรุ่น

By   FIGHTO

สยามสแควร์ แหล่งรวมวัยรุ่นสุดฮิตในกรุงเทพมหานครที่เป็นทั้งโลกของแฟชั่น อาหาร พื้นที่โฆษณา โรงเรียนกวดวิชา สังคมเด็กแนว หรือในแวดวงทางการธุรกิจการตลาด เป็นสถานที่ที่มีการทดลองสินค้า และกิจกรรมการตลาดแบบแปลกใหม่และเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่แห่งความทรงจำของวัยรุ่นหลายรุ่นเป็นระยะเวลากว่า 50 ปีแล้ว อยู่คู่กับโรงหนังสุดคลาสสิก 3 โรง คือ สยาม ลิโด้ และ สกาล่า แต่เร็ว ๆ นี้ หลาย ๆ อย่างกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากการความต้องการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

สยามสแควร์ในอนาคต? (ที่มาของภาพ: http://www.bangkokpost.com/media/content/20120314/368565.jpg)

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ได้เข้ามาเพื่อเสริมรายได้ และสร้างภาพลักษณ์ย้ำให้กับความเป็นสยามสแควร์แหล่งรวมของคนทุกยุคทุกสมัย และทุกวัยให้กลับคืนมาโดยเฉพาะหลังจากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อปี 2553 สอดคล้องกับพื้นที่ดังกล่าวนี้ไม่ได้มีการลงทุนใหญ่และพัฒนาเต็มรูปแบบมากว่า 50 ปีแล้ว ซึ่งบริเวณสยามสแควร์เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ หลังจากที่โรงหนังสยามถูกไฟไหม้ไป จึงทำให้ที่ดินแปลงดังกล่าวนั้นถูกนำมาพัฒนาก่อสร้างได้ก่อน และจะทยอยปรับโฉมเป็นช็อปปิ้งมอลล์ใหม่ รวมถึงโรงหนังลิโด้ และสกาล่า ตามลำดับ

จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ใช่หน้าตาของสยามสแควร์ที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางสังคมที่ซ้อนอยู่ภายใต้สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมอาคารต่าง ๆ ที่เมื่อ คนยุคหนึ่งสมัยหนึ่งมองผ่านแล้วสามารถนึกถึงความทรงจำในวันวาน ความผูกพันกับสถานที่ เรื่องราวต่าง ๆ ที่บอกเล่าถึงความสำคัญของสยามสแควร์

จากความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดียของมติชนออนไลน์ ในประเด็น “46 เรื่องที่ควรรู้ และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังเครือเอเพ็กซ์ ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ” ได้บอกกล่าวเรื่องราวที่น่าสนใจ บ่งบอกถึงความผูกพันของคนในแต่ละยุคที่มีต่อสยามสแควร์ เช่น

ที่มาของภาพ: http://hilight.kapook.com/img_cms2/news/001_7.jpg

“…ย่านโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์เป็นที่นัดพบของผู้คนในทุกยุคทุกสมัย แต่วรรณกรรมที่พูดถึงสถานที่แห่งนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่อง “พันธุ์หมาบ้า” ของนักเขียนชื่อดังอย่าง “ชาติ กอบจิตติ” (รวมเล่มครั้งแรก เมื่อพ.ศ.2531)โดยตัวละครในเรื่องใช้ย่านนี้เป็นจุดนัดพบและทำธุรกิจเครื่องหนัง อันเป็นแรงบันดาลใจให้ดาราอย่าง หนุ่ม-อรรถพร ธีมากรและเพื่อนฝูง ลงทุนเปิดแบรนด์เสื้อผ้า “พันธุ์หมาบ้า”(Phanmaba) ตรงชั้นสองของโรงหนังลิโดในทุกวันนี้… (ข้อมูลจาก http://www.apexsiam-square.com)

“…โรงภาพยนตร์ทั้ง 3 แห่ง นอกจากจะเป็นผู้นำระบบต่าง ๆ แล้วยังมีความเป็นผู้นำในการทำร้านเล็ก ๆ เพื่อให้คนรุ่น ใหม่ที่มีทุนน้อยเริ่มทำงานใหม่ เริ่มต้นจากการเช่าร้านเล็ก ๆ จากใต้ถุนโรงภาพยนตร์ จนมาถึงทุกวันนี้ก็ยังมีร้านค้าเล็กมากมายรายรอบ…” (ข้อมูลจาก http://www.apexsiam-square.com)

 

ที่มาของภาพ : http://hilight.kapook.com/img_cms2/other/002_2.jpg

 

“…คำว่า “สยามสแควร์” ที่เป็นที่รู้จักกันมาจนทุกวันนี้ มาจาก คุณพอใจ ชัยเวฬ เขียนคอลัมน์ ซุบซิบเกี่ยวกับคนบันเทิง และผู้ที่มีชื่อเสียง รู้จักมักคุ้น เขียนเป็นคอลัมน์ “สยามสแควร์” ในหนังสือสูจิบัตรในข้อ 9….”

 

“…สมัยก่อน ที่นี่เป็นสถานที่ที่วัยรุ่นมานัดเดทกันเป็นประจำ จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นอยู่…”

ที่มาของภาพ:
http://hilight.kapook.com/img_cms2/star/157_31.jpg


“…สยาม ลิโด สกาล่า ในความทรงจำ… มิสเตอร์โดนัทสาขาแรกตรงข้ามสกาล่า .. ร้านป้าที่ขายอาหารเครื่องดื่มให้เด็กจุฬากับเกรียนยุคนั้นก๊งเหล้า ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าของ MK สุกี้… ร้านขายชุดเด็กเลดี้เบิร์ดตรงข้างลิโดอันแสนคลาสสิค… ฝั่งเซ็นเตอร์ก็ Hi-light ที่มืดตึ๊ดแม้ในตอนกลางวัน มุมเก้าอี้โซฟาแบบเรโทรที่เกรียนยุคนั้นใช้สูบบุหรี่กินเหล้า.. กับแฟชั่นแบบโดมอนแมน เทมโปโป้.. และอื่น ๆ อีกมากมาย…”

“…เรียนอยู่ย่านๆนี้ หลังเลิกเรียนก็มีแต่สยามสแควร์นี่แหล่ะที่เป็นที่สุมหัว ดูหนังก็ต้องลิโด้ สกาล่า ตั้งแต่สตาร์วอร์ภาคแรก ๆ เสิ้อผ้าก็ต้องไข่บูติค เดินได้ทุกวัน สมัยนั้นยังไม่มีมาบุญครอง…” 


อย่างไรก็ตาม สยามสแควร์ก็ไม่ใช่โบราณสถาน ที่จะต้องมีไว้เพื่อตอกย้ำความทรงจำเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต แต่เป็นย่านพาณิชยกรรมที่มีมูลค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง อยู่ใจกลางเมือง ถ้าจะให้เก็บรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิม ก็คงไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้ยังคงถึงคุณค่าทางสังคมอยู่ได้ โดยที่การพัฒนาก็ยังคงดำเนินต่อไป

หากการพัฒนาสยามสแควร์ให้ทันสมัย จะเป็นการลบภาพในอดีตทั้งหมดที่เคยมีมาโดยที่ไม่ทิ้งร่อยรอยของความเปลี่ยนแปลงของหน้าตาในแต่ละยุคแต่ละสมัยของสยามสแควร์ไว้ สักวันหนึ่งคนที่คิดถึงสยามสแควร์แบบวันวาน ก็คงต้องไปค้นหาโรงหนังสยาม ลิโด้ สกาล่าได้ตามแหล่งท่องเที่ยวแนวคลาสสิกย้อนยุคต่าง ๆ ที่กำลังนิยมกัน

 

…แล้วคุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลง

ของหน้าตาสยามสแควร์รูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น…

อ้างอิง

  • 46 เรื่องที่ควรรู้ และความทรงจำที่มีต่อโรงหนังสยาม-ลิโด-สกาล่า ก่อนที่ตึกจะโดนทุบ(?) : มติชนออนไลน์ : วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2555
  • ทรัพย์สินจุฬาฯไล่ปรับโฉมที่ดินแถวสยาม- โพสต์ทูเดย์  : วันที่ 13 มีนาคม 2555
  • จุฬาฯแจงแผนปรับปรุงสยามสแควร์-โรงหนังลิโด กับคุณค่าความทรงจำ (ชมคลิป) : มติชนออนไลน์ : วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555
  • เปิดแปลน แปลงโฉม 3 เฟส โรงหนังสยาม-ลิโด้-สกาล่า สู่ช้อปปิ้งมอลล์ใหม่ : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ : วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2555