พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตกับพลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ (ตอนที่ 3) /The Urban Evolution in Tung Rangsit and Bangkok’s Green Suburb Dynamic [part III]

อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์

อาจารย์ประจำสาขาวิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

——–

ตอนที่ 1: พัฒนาการความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 2: พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองกรุงเทพฯ

ตอนที่ 3 (จบ) : พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

——–

 

5. ทุ่งรังสิต

กว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมา ทุ่งรังสิตเป็นหนึ่งในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ ที่สำคัญ และได้มีพัฒนาการที่ส่งผลกระทบทั้งในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างต่อเนื่อง เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2433 หลังจากมีการเริ่มขุดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองแยกและคลองซอยรวมทั้งสิ้น 43 คลอง โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม เมื่อครั้นนั้น รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดพื้นที่รกร้างว่างเปล่าในท้องทุ่งหลวงตะวันออก ให้เป็นแหล่งเพาะปลูกทำนาเช่นเดียวกับทุ่งแสนแสบซึ่งอยู่ใกล้เคียง ในขณะเดียวกัน บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามก็ได้รับผลประโยชน์จากการจัดสรรที่ดินสองฝั่งคลอง (อ้างใน ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525) โดยที่อาณาบริเวณของทุ่งรังสิตเมื่อเสร็จสิ้นการขุดคลอง ในปี พ.ศ.2447 ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.5 ล้านไร่โดยประมาณ ส่วนใหญ่ในอำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรี กิ่งอำเภอหนองเสือ และอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี และบางส่วนในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนคร ศรีอยุธยา อำเภอหนองแค และอำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตหนองจอก และเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร (ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

การปลูกข้าวในยุคบุกเบิกพื้นที่ คือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 พบว่าไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เนื่องจากคลองที่ขุดคลองไม่สามารถส่งน้ำให้แก่นาได้ตามต้องการ และปัญหาเรื่องน้ำยังคงเกินขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำที่มากไปบ้างใน หรือน้อยไปบ้างในปี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ปี พ.ศ. 2449 ที่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างนัก เป็นผลให้คลองรังสิตหลายช่วงเกิดการตื้นเขิน ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่ได้ทำให้น้ำที่เคยท่วมทุ่งอยู่ได้ระบายออกไปและเมื่อกำมะถันในดินที่อยู่ในรูปของแร่ไพไรต์ได้สัมผัสกับอากาศและความชื้นในดิน ก็ได้เปลี่ยนรูปเป็นกรดกำมะถัน ส่งผลให้เกิดสภาพดินเปรี้ยวอย่างรุนแรง โดยมีหลักฐานระบุว่าในพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดจำนวน 400,000 ไร่ในขณะนั้น เป็นพื้นที่เพาะปลูกนาได้จิรงเพียงร้อยละ 40 เท่านั้น (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

เมื่อการก่อสร้างโครงการชลประทานป่าสักให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2467 พบว่า พื้นที่คลองรังสิตได้รับน้ำมากขึ้น ส่งผลให้ปัญหาการตื้นเขินของคลองได้ลดลง แต่ชาวนาก็ยังต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมล้นฝังจากแม่น้ำเจ้าพระยาในบางปี จนกระทั่งการก่อสร้างโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่แล้วเสร็จในราวปี พ.ศ. 2500 จึงทำให้การสามารถควบคุมปริมาณที่เข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิตได้ดีขึ้น ส่งผลให้การผลิต และการค้าข้าวในเขตนี้ดำเนินไปได้อย่างมั่นคง และเริ่มมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคเศรษฐกิจในการส่งออกข้าวของประเทศ จนเกิดการอพยพของประชากรเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และสร้างชุมชนเกษตรและการค้า (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

หลังจากนั้น บางส่วนของทุ่งรังสิตก็ได้เปลี่ยนแปลงจากการเพาะปลูกข้าวอย่างเดียว ไปเป็นการเพาะเพาะผสมกับพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ และผักผลไม้ต่าง ๆ (ฉลอง สุนทราวาณิชย์ อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) โดยเริ่มมีนายทุนจากกรุงเทพฯ เข้าไปลงทุนให้เกษตรกรทำสวนกล้วยและส้มกันมากขึ้น ในช่วง พ.ศ. 2512-17 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการทำนา (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) ในรอบกว่า 3 ทศวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา พื้นที่เกษตรของทุ่งรังสิตแบบดั่งเดิมได้เริ่มก้าวเข้าสู่ระบบเกษตรสมัยใหม่ คือ มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในภาคการผลิตอย่างมากขึ้น รวมทั้งมีการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน และในขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรกรรมในทุ่งรังสิตบางส่วนก็ได้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมสืบเนื่องมาจากการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ.2504 ที่ส่งผลให้เกิดการกระจายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตเข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิต เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลการใช้ที่ดิน พ.ศ. 2532 – 2545 จะพบว่าพื้นที่เกษตรกรรมที่มีอยู่เดิมมาแต่อดีตได้ปรับลดลง ร้อยละ 1.55 โดยเฉพาะระหว่างคลอง 3 – 5 (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ของทุ่งรังสิตในปัจจุบันยังมีลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นพื้นที่เกษตรกรรม จากแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาคกรุงเทพฯ และปริมณฑล พ.ศ.2548 พบว่ามีลักษณะการใช้ที่ดินทางด้านเกษตรกรรมในพื้นที่ทุ่งรังสิตรวมประมาณ 1.2 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของพื้นที่ทุ่งรังสิตทั้งหมด หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 40 ของพื้นที่เกษตรกรรมในภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

 

6. พัฒนาการความเป็นเมืองในทุ่งรังสิต

ผลพวงจากการเริ่มเปิดพื้นที่โดยการขุดคลองรังสิตในรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เป็นสิ่งจูงใจให้ผู้คนอพยพเข้ามาจับจองพื้นที่เพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรมบนพื้นที่ทุ่งรังสิต ซึ่งเป็นการตั้งถิ่นฐานนอกเขตเมืองกรุงเทพฯ ในยุคแรกๆ โดยมีชุมชนแรกตั้งอยู่บริเวณปากคลองเจ็ด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการขุดคลองซอยก่อนคลองอื่น ๆ รวมทั้งเป็นคลองซอยที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบ (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) จนกระทั่งต่อมาในปี พ.ศ.2444 รัชกาลที่ 5 ได้โปรดฯ ให้แบ่งเขตแขวงเมืองโดยกำหนดเขตท้องทุ่งเป็นเมืองธัญบุรี โดยกำหนดเขตของเมือง คือ ทางด้านทิศตะวันตกตั้งแต่ทางรถไฟสายนครราชสีมา ไปทางทิศตะวันออกจนถึงคลองที่ 14 ฝั่งตะวันตก จดแขวงเมืองนครนายกและฉะเชิงเทรา ทิศเหนือจดกรุงเก่า และทิศใต้จดแขวงกรุงเทพฯ และมีนบุรี (ปิยนาถ บุญนาคและคณะ 2525)

ในยุคบุกเบิกพื้นที่ คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ปรากฏว่ามีการอพยพย้ายเข้ามาในพื้นที่ทุ่งรังสิตอย่างต่อเนื่อง และเกิดการขยายตัวของชุมชนตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่ทุ่งรังสิตมีขนาดกว้างใหญ่จึงทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานที่กระจัดกระจายโดยทั่วไป (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) และเนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ทำนาบนที่พื้นที่ที่เช่าต่อมาจากเจ้าของที่ดิน จึงทำให้ลักษณะการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ทุ่งรังสิตส่วนใหญ่เป็นแบบชั่วคราว คือมีการย้ายถิ่นฐานอยู่ตลอดเวลา (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) ประกอบกับปัญหาเรื่องน้ำและดินเปรี้ยวที่ส่งผลให้ชาวนาไม่สามารถเพาะปลูกนาได้ผลผลิตที่ดี จึงทำให้เกิดการอพยพย้ายออกจากพื้นที่ทุ่งรังสิตเป็นจำนวนมาก โดยในปี พ.ศ.2449 มีจำนวนมากถึง 1,000 ครอบครัว (ธนวัตร จารุพงษ์สกุล อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

พื้นที่เมืองของกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2443เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่เดิมของ Larry Sternstein อ้างใน ปิยนาถ บุญนาค

จวบจนเมื่อได้มีการพัฒนาระบบชลประทานที่ดีขึ้นในปี พ.ศ. 2467 จึงได้มีการอพยพกลับเข้ามาทำนาในพื้นที่ทุ่งรังสิตอีกครั้ง และเมื่อเกษตรกรเริ่มได้สิทธิการครอบครองที่ดินเป็นของตนเอง จึงทำให้มีการตั้งถิ่นฐานถาวรขึ้น และเกิดเป็นชุมชนเกษตรขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามคลองซอยต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นตามมา (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537)

ภายหลังปี พ.ศ. 2500 ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกยุคหนึ่งต่อการขยายของเมืองในพื้นที่ทุ่ง กล่าวคือ เป็นปีที่ได้รับผลจากการพัฒนาตามแผนเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 โดยได้มีการเพิ่มของประชากรในพื้นที่ทุ่งรังสิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 4 อำเภอหลักชั้นในได้แก่ อำเภอคลองหลวง ลำลูกกา ธัญบุรี และหนองเสือ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว (สุภางค์ จันทวานิช อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) โดยเฉพาะได้กระจายตัวไปตามทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ได้เกิดโรงงานสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องจักรกลเพิ่มมากขึ้น รวมทั่งได้เกิดเป็นเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น เขตอุตสาหกรรมนวนคร ส่งผลเกิดการพัฒนาพื้นที่พาณิชยกรรมและอยู่อาศัย กระจายตัวโดยรอบพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งตามถนนสายหลักเรียบคลองรังสิตและถนนเรียบคลองซอยต่าง ๆ (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

พื้นที่เมืองของกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2523 เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: ปรับปรุงจากแผนที่เดิมของ Larry Sternstein อ้างใน ปิยนาถ บุญนาค

อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินในช่วง พ.ศ.2531 ประกอบกับความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองกรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มการขยายตัวไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือทิศเหนือที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ที่ซื้อที่ดินในพื้นที่ทุ่งรังสิตในราคาถูก เริ่มนำที่ดินมาจัดสรรทำกำไรในระยะเวลาต่อมาเป็นจำนวนมาก จากในปี พ.ศ. 2524 ที่มีหมู่บ้านจัดสรรของเอกชนในพื้นที่ทุ่งรังสิตและพื้นที่ใกล้เคียงเพียง 4 โครงการ ได้เพิ่มขึ้นเป็น 28 โครงการ ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งได้มีมีการระบุถึงจำนวนยูนิตโครงการจำนวนถึง 16,148 ยูนิต (สุนทรีย์ อาสะไวย์ และเรืองวิทย์ ลิ่มปนาท อ้างใน สถาบันไทยศึกษา 2537) และพบว่ามีการกระจายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบริเวณพื้นที่ริมคลองรังสิตตั้งแต่คลอง 3 ถึงคลอง 5 (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

ในขณะเดียวกัน เนื่องจากสภาพพื้นที่ทุ่งรังสิตที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ ประกอบกับมีเส้นทางการคมนาคมสะดวกและอยู่ใกล้สนามบินดอนเมือง จึงทำให้เกิดการลงทุนทางด้านพาณิชกรรมต่าง ๆ อาทิเช่น ห้างสรรพสินค้าจำนวนมากมายที่ตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธินระหว่างสนามบินดอนเมืองและบริเวณคลองหนึ่ง และแหล่งรวบรวมสินค้าทางการเกษตรขนาดใหญ่ อาทิเช่น ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาพื้นที่สถานศึกษาขนาดใหญ่ต่าง ๆ อาทิเช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) และอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นต้น (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) จากแผนที่แสดงการใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2545 พบว่ามีพื้นที่ความเป็นเมืองในทุ่งรังสิตมีรวมประมาณ 210,300 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 14 ของพื้นที่ทุ่งรังสิตทั้งหมดโดยประมาณ (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

พื้นที่เมืองของภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปี พ.ศ.2545 เปรียบเทียบกับรูปแบบของคลองขุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ที่มา: อ่านค่าจากภาพถ่ายดาวเทียม ปี พ.ศ.2545 จาก Google Map

 
7. ทุ่งรังสิตในอนาคต

จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาไทย (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) พบว่า ในปี พ.ศ.2545 พื้นที่ชั้นในของทั่งรังสิตมีประชากร 474,603 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 5 โดยประมาณของจำนวนประชากรในภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีการกระจายตัวอยู่มากที่สุดในอำเภอธัญบุรี และมีความหนาแน่นของประชากรเท่ากับ 669 คนต่อตารางกิโลเมตร และจากการคำนวณอัตราการเปลี่ยนแปลงประชากรของจังหวัดปทุมธานีพบว่ามีอัตราการย้ายสุทธิเท่ากับร้อยละ 4.52 และแสดงให้เห็นว่าอัตราการเพิ่มของประชากรเป็นผลมาจากการย้ายถิ่นฐาน โดยมีอัตราการการย้ายสุทธิสูงสุดอยู่ที่อำเภอธัญบุรี คือ ร้อยละ 6.45 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเป็นพื้นที่ที่รองรับการประชากรอันเนื่องมาจากการขยายตัวของกรุงเทพฯ

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีอัตราการเพิ่มประชากรลดลง ในขณะที่จังหวัดปริมณฑลมีอัตราการเพิ่มประชากรที่เพิ่มขึ้น (กาญจนา ตั้งชลทิพย์ 2551) ทั้งนี้น่าจะมีสาเหตุเนื่องจากการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่เชื่อมต่อถึงกันค่อนข้างสะดวก จึงส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรจากศูนย์กลางของภาคมุ่งสู่พื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะทำให้เกิดการขยายของความเป็นเมืองในพื้นที่เขตปริมณฑล เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งงาน ศูนย์กลางการศึกษา และอื่น ๆ (กรมโยธาธิการและผังเมือง 2551)

ประกอบกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดปทุมธานี ที่เป็นนโยบายส่วนหนึ่งในการพัฒนาภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาให้เกิดความสมดุลทั้งภาคจากการวางแผนการกระจายกิจกรรมออกสู่ภายนอกกรุงเทพมหานคร ได้มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ในการปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมรูปแบบดั้งเดิมทางการเกษตรและอุตสาหกรรม ไปสู่การจัดการรูปแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนาเชิงความรู้ (Knowledge Based Industry) รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเพื่อการผลิต และการกระจายสินค้าและบริการระหว่างภาคต่าง ๆ (สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548)

ด้วยปัจจัยในปัจจุบันต่าง ๆ ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นแนวโน้มพัฒนาการความเป็นเมืองในพื้นที่ทุ่งรังสิตที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ใน 4 อำเภอหลักชั้นในของทุ่งรังสิตได้แก่ อำเภอคลองหลวง ลำลูกกา ธัญบุรี และหนองเสือ ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจากการศึกษาลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินจังหวัดปทุมธานี พ.ศ.2545 (ที่มา: สำนักงานโยธาและผังเมืองฯ 2548) พบว่าการขยายตัวของความเป็นเมืองของพื้นที่ดังกล่าว ได้เริ่มผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ชานเมืองของกรุงเทพฯ ตามระบบโครงข่ายสาธารณูปโภค จนเกือบเป็นเมืองเดียวกันแล้ว

 

บทสรุป

จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการความเป็นเมืองกรุงเทพมหานครที่ได้ดำรงควบคู่ไปกับพัฒนาการพื้นที่สีเขียวในอดีตมาตั้งแต่ยุคแห่งการสถาปนาเมืองหลวง และปรากฏเป็นบทบาทที่เด่นชัดเมื่อเกิดการขยายพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองไปยังพื้นที่รกร้างรอบเมืองเพิ่มมากขึ้นภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาริ่ง จวบจนมีการนำเอาความรู้วิทยาการและเครื่องมือจากตะวันตกเข้ามาประยุกต์ใช้ในการขุดคลองขุดคลอง และการพัฒนาระบบชลประทานให้ทันสมัยบนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้เกิดการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมชานเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งรังสิต

ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า พลวัตรพื้นที่สีเขียวชานเมืองในอดีต ได้เป็นปัจจัยเบื้องต้นหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของความเป็นเมืองของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในพื้นที่ทางด้านเหนือ คือ เมื่อมีการขยายตัวของประชากรออกไปในพื้นที่ชานเมืองภายหลังการขุดคลอง และมีการจับจองพื้นที่ดินริมคลองเพื่ออยู่อาศัยและทำการเกษตรกรรม เกิดเป็นพัฒนาการของการตั้งถิ่นฐานจากลักษณะชุมชนชั่วคราวมาเป็นชุมชนเกษตรขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามคลองซอย จนกระทั่งเมื่อมีการพัฒนาในยุคอุตสาหกรรมทำให้ความเป็นเมืองในพื้นที่ทุ่งรังสิตเติบโตมากขึ้น และได้กลายเป็นแหล่งพัฒนาที่อยู่อาศัยชานเมืองกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มว่าจะพลวัตรที่ดำเนินเติบโตต่อไปในอนาคต

—–

เอกสารอ้างอิง

กฤช เพิ่มทันจิตต์. 2536. ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเกิดเป็นเมือง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทครีเอทีฟพับลิชชิ่ง จำกัด.

กรมโยธาธิการและผังเมือง. 2551. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปี พ.ศ.2600. กรุงเทพฯ: กระทรวงมหาดไทย

กาญจนา ตั้งชลทิพย์. 2551. กรุงเทพมหานคร: เมืองโตเดี่ยวตลอดกาลของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.

ปิยนาถ บุญนาค, ดวงพร นพคุณ, สุวัฒนา ธาดานิติ. 2525. คลองในกรุงเทพฯ: ความเป็นมา การเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อกรุงเทพฯ ในรอบ 200 ปี. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สถาบันไทยศึกษา. 2537. โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษกร้อยปีคลองรังสิต. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดปทุมธานี. 2548. เอกสารประกอบการวางและจัดทำผังรวมจังหวัดปทุมธานี. ปทุมธานี

Ammar Siamwalla. 1996. Thai Agriculture: From Engine of Growth to Sunset Status. Thailand Development Research Institute.

Arsawai, S. 1987. History of RangsitCanal: Land development and its social impact during 1888-1918. Bangkok, ThammasatUniversity Press.

Orapan Srisawalak-Nabangchange, Warin Wonghanchao. Evolution of Land-use in Urban-Rural Fringe Area: The Case of Pathum Thani. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Puntip Jongkroy. 2009. Urbanization and Changing Settlement Patterns in Peri-urban Bangkok. Kasetsart J, (Soc. Sci) 30: 303-312

Ruengsak Suthakavatin. 2002. The Emergence of Bangkok Metropolitan Region: A Perspective from the Retrospect of National Development Policies, National Economics & Social Development Board (147-164).

Sowatree Nathalang. Rangsit in Transition: Urbanization and Cultural Adaptation in Central Thailand.The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.

Sureeporn Punpueng. 1999. Bangkok and its environment as the context of commuting: Journal of Population and Social Study, Volume 7 Number 2 January.

Thanawat Jarupongsakul, Yoshihiro Kaida. The Imagescape of the Chao Phraya delta into the year 2020. The Chao Phraya Delta: Historical Development, Dynamics, and Challenges of Thailand’s Rice Bowl.