โรคร้ายของคนเมือง แก้อย่างไรดีหนอ??

By Mallika Pupa Kosolsak

urban disease 01 urban disease 02urban disease 03

ที่มา: (ซ้าย) http://hilight.kapook.com/img_cms2/user/fontip/etc/
shutterstock_42439816.jpg
,
(กลาง) http://files.pocketonline.net/Dunbine/lof2009-08-27/lof2009-08-27-14.jpg,
(ขวา) http://news.tlcthai.com/news/13179.html

วิถีชีวิตในเมือง..คุณแน่ใจแล้วหรอว่ามันสามารถทำให้คุณมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นได้ ?? จากการที่คุณมีโอกาสการทำงานที่ดีกว่า อีกทั้งยังได้เงินเดือนที่สูงกว่าในจังหวัดอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดี ย่อมมีดาบสองคม..นั้นก็คือ “ภัยคุกคามสุขภาพของคนเมือง” สิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้เนื่องจากรูปแบบการดำเนินชีวิตและค่านิยมของผู้คนเมืองส่วนใหญ่นั้น ต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับเวลาและภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เผชิญกับมลภาวะอยู่ทุกวี่วัน โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของตนเองว่ามันกำลังเผชิญกับความเลวร้ายมากน้อยเพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนเราโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

อย่างไรก็ตาม ความสุขคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ปัจจุบันด้วยสภาพการดำเนินชีวิตที่แข่งขันตลอดเวลา สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษย์ทุกวันนี้ขาดหลักยึดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คนส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีความสุข คือการมีเงินทองมากๆ เพื่อจะได้สิ่งต่างๆที่ปรารถนา ตราบใดที่เรามีแรง เราต้องทำงานให้เต็มที่ เพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้ชีวิต หรือบางคนอาจต้องส่งเงินเพื่อเลี้ยงครอบครัว หรือเพื่อยกฐานะตัวเอง ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อละเลยการใส่ใจตนเอง แต่อันที่จริงแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ต่างเช่นกันเลย นั่นก็คือ การมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยปะละเลยมากเท่าใด แล้วโรคต่างๆ ดันเอาคืนกับตัวเราขึ้นมาจริงๆ เราก็จะเกิดความคิดที่ว่า เราไม่น่าทำอย่างนั้น เราควรจะทำแบบนี้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเราควรจะใส่ใจตั้งแต่แรก ดังนั้นบทความนี้จึงอยากที่จะให้คนเมืองเกิดความตระหนัก และใส่ใจกับสิ่งที่สำคัญที่สุด นั้นก็คือ สุขภาพ ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งโรคร้ายที่มักจะเกิดขึ้นกับคนเมือง มีดังนี้

urban disease 04urban disease 05 urban disease 06 urban disease 07

ที่มา: http://www.job2u.biz/wp-content/uploads/2011/07/เครียด.jpg, http://images.thaiza.com/24/24_20091026110722..jpg, http://knowhow.swpark.or.th/jce_editor/images/back_pain_cincinnati.jpg,  http://www.scbsme.com/sf/ci/389/health_9-20120914-224501.jpg

     โรคเครียดปัจจุบันคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ผู้คนในเมืองใหญ่มีปัญหาเรื่องของอารมณ์ ไม่ว่าจะโกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย อยู่กับความเครียดตลอดเวลาจากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2549 คนไทยมีแนวโน้มเป็นโรคเครียดในระดับสูงมากถึง 8 % เครียดระดับปานกลาง 33 % และเครียดระดับน้อย 57 % รวมทั้งคนที่อยู่ในช่วงอายุ 25-35 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน มักเป็นโรคเครียดมากกว่าวัยอื่น เรียกกันว่า โรคผู้บริหาร
     โรคระบบทางเดินหายใจ มลภาวะเป็นพิษ สาเหตุหลักของโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคปอด ไซนัส หวัด รายงานทางการแพทย์ของไทยพบว่าคนกรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยภูมิแพ้สูงถึง 50 % ต้นเหตุแห่งมลพิษก็มาจากโรงงานอุตสาหกรรมตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก ที่ปล่อยหมอกควันพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ รวมทั้งไอเสียจากรถยนต์ที่มีปริมาณมากขึ้นทุกวัน
     โรคความผิดปกติของกล้ามเนื้อยุคไอทีแทบทุกคนในเมืองใหญ่ต้องนั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์ การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทำให้ตาพร่ามัว รังสีจากหน้าจอทำให้กล้ามเนื้อตาตรึงเครียด ซึ่งหากทิ้งไว้นานจะมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย กล้ามเนื้อเมื่อยล้า เป็นอาการเครียดของกล้ามเนื้อเมื่อใช้งานต่อเนื่องนานๆ
     โรคนอนไม่หลับการนอนหลับสนิทอย่างเพียงพอ มีความสำคัญต่อความเข้มแข็งของสุขภาพและวิถีการดำเนินชีวิต แต่ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยมีปัญหาการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะคนเมืองที่มีวิถีชีวิตการกินอยู่ผิดธรรมชาติ ผลการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่กว่าร้อยละ 30 ไม่ได้รับการพักผ่อนนอนหลับอย่างมีสุขภาพและเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถปฎิบัติภารกิจในแต่ละวันได้อย่างมีคุณภาพ เกิดจากหลายสาเหตุเช่น อาหาร รูปแบบการใช้ชีวิต การเจ็บป่วย การใช้ยา ความเครียด ความกังวล ฯลฯ
     โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากความผิดปกติของประสาทส่วนปลาย เป็นผลจากโรคเครียดและกล้ามเนื้ออักเสบ การได้รับสารพิษหรือโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการนั่ง ยื่น หรือท่ายกของอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ โรคนี้พบบ่อยในคนทำงานนั่งโต๊ะ รวมทั้งคนที่อาศัยในเขตอุตสาหกรรม โดยเฉพาะบริเวณที่มีมลพิษหนาแน่น
     โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ความรีบเร่งทำงาน รถติด ห้องน้ำไม่สะอาด ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลั้นปัสสาวะ โดยไม่รู้เลยว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มเป็นเท่าตัว ทำให้กระเพาะปัสสาวะบวม ซึ่งผู้หญิงมีท่อนำปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย เชื้อโรคจะย้อนกลับเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ อาการของโรคนี้ จะทำให้คุณมีอาการปวดปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งใน 1 วัน หรือปวดปัสสาวะกระปริดกระปอย ต้องเข้าห้องน้ำบ่อย จนรบกวนการหลับนอน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
     โรคไมเกรนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง บริเวณขมับหรือใกล้เบ้าตา ลักษณะการปวดจะรู้สึกปวดลึกเป็นจังหวะสอดคล้องกับการเต้นของหัวใจ เป็นสัญณาณเตือนของโรคไมเกรน เป็นโรคที่กำลังคุกคามประชาชนในเมืองใหญ่ อย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากคณะกรรมการการอาหารและยา ระบุว่า การปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่ จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และช่วงอายุที่พบเป็นช่วงวัยทำงาน มากกว่าผู้สูงอายุ

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าโรคต่างๆเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ผิดๆของคนเรา โดยเริ่มตั้งแต่สภาวะจิตใจทางอารมณ์ที่เกิดความเครียดและส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆตามมา เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล จนกระทั่ง อาเจียน เครียดลงกระเพาะอาหาร ปัสสาวะบ่อยจนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นไมเกรน หรือลุกลามถึงขั้นเป็นโรคหัวใจได้

โดยสิ่งที่เราควรจะปฎิบัติเพื่อช่วยลดภัยต่างๆตามมา คือ เราควรผ่อนคลายความเครียดทางร่างกาย เริ่มง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จะช่วยให้การทำงานของระบบเลือด ทางเดินหายใจ หัวใจ สมองดีขึ้น และแก้ปัญหาการนอนไม่หลับได้ รวมทั้งควรพักผ่อนให้เพียงพอ หรือจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงานใหม่ ให้น่าทำงานมากขึ้น เพื่อลดสภาวะตึงเครียด ส่วนเรื่องอาหารก็ควรลดคาร์โบไฮเดรต และแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชา กาแฟ ผงชูรส เนย นม กล้วยหอม ส้ม เป็นต้น ส่วนการป้องกันโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากปัญหามลพิษนั้น เราควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลารถติด พักอาศัยอยู่ในที่อากาศถ่ายเทหรือไปสูดอากาศนอกเมืองบ้าง เอาผ้าปิดจมูก เพื่อช่วยกรองสารพิษอีกที ส่วนพฤติกรรมการนั่งทำงาน เราก็ควรที่จะปรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้เหมาะกับสรีระ เช่น ใช้แผ่นป้องกันแสง เพื่อป้องกันรังสี หรือเลือกใช้จอถนอมสายตา ควรปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับช่วงแต่ละเวลา และควรพักสายตาจากการทำงานหน้าคอมเป็นเวลานานๆบ้าง อีกทั้งขณะใช้คีย์บอร์ดและเมาส์ให้วางท่อนแขนขนานกับพื้น มีแผ่นรองข้อมือเพื่อช่วยลดการเคลื่อนไหว และการเสียดสี ปรับระดับเก้าอี้ให้นั่งสบาย เป็นต้น

….อย่างไรก็ตามพวกคุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วในปัจจุบันเรามีโครงการรณรงค์ต่างๆที่น่าสนใจมากมายที่สนับสนุนเรื่องการทำให้เป็นเมืองสุขภาวะที่ดี ทั้งการรณรงค์ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ การทำให้เป็นเมืองปั่นจักรยาน เพื่อลดปัญหามลพิษ เป็นต้น เพื่อช่วยลดปัญหาภัยคุกคามสุขภาพของคนเมืองให้น้อยลง แต่ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างโครงการที่คิดว่าน่าสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตของคนเราและสามารถกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในองค์กรต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเป็นเมืองสุขภาวะที่ดีได้ ดังนี้….

–          โครงการ Happy Workplace (ของสสส.) ได้แบ่งแนวคิดขององค์ประกอบแห่งความสุขทั้ง 8 ของคนทำงานเพื่อนำไปสู่การมีคุณชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมของคนทำงานได้ ดังนี้

Happy Body (สุขภาพดี)มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ Happy Heart (น้ำในงาม)มีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน Happy Society (สังคมดี)มีความรักสามัคคี เอื้อเฟื้อต่อชุมชนที่ทำงานและพักอาศัย Happy Relax (ผ่อนคลาย)รู้จักผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆในการดำเนินชีวิต
Happy Brain (หาความรู้)ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา เพื่อความเป็นมืออาชีพและมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน Happy Soul (ทางสงบ)มีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต Happy Money (ปลอดหนี้)มีเงินรู้จักเก็บ รู้จักใช้ ไม่เป็นหนี้ Happy Family (ครอบครัวดี)มีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง)

–          โครงการมหานครแห่งสุขภาพ (ของสสส.) เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพ ที่ปัจจุบันนั้นอุปนิสัยเรื่องของการบริโภคอาหารของคนเมืองมักหันไปกินแบบตามใจปากมากขึ้น ประกอบกับช่วงเวลาที่เร่งรีบของการทำงาน ทำให้อาหารจานด่วนกลายเป็นเมนูประจำในแต่ละมื้อ ซึ่งโครงการนี้ได้แบ่งโมเดลออกมาไว้อย่างน่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมของภาคส่วนต่างๆในสังคม ดังนี้

โมเดลโรงเรียน สถาบันการศึกษาส่งเสริมสุขภาพ เช่น เพิ่มชั่วโมงออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ การแข่งขันกีฬาเพื่อสุขภาพ จัดทำโครงการโภชนาการสมวัยและเด็กไทยไม่กินหวาน ในการดูแลเรื่องการขายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียง โมเดลลานกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น รณรงค์การใช้พื้นที่สาธารณะ อาทิ สวนสาธารณะ ลานกีฬา ลานกิจกรรมชุมชน ลานวัด เป็นต้น ในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โมเดลสถานประกอบการภาคเอกชนส่งเสริมสุขภาพผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ อาทิ เปลี่ยนจากคอฟฟี่เบรก เป็น เอ็กเซอร์ไซส์เบรก การรณรงค์กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายในชีวิตประจำวันทั้งที่บ้านและที่ทำงาน
โมเดลห้างสรรพสินค้าส่งเสริมสุขภาพ มีการจัดมุมจำหน่ายอาหารพลังงานต่ำ สินค้าส่งเสริมการออกกำลังกาย กิจกรรมการเคลื่อนไหวทางกายและจัดลานอเนกประสงค์ไว้ส่งเสริมการออกกำลังกายในชุมชน โมเดลหน่วยงานราชการส่งเสริมสุขภาพ เช่น ผลักดันให้หน่วยราชการในพื้นที่เป็นต้นแบบองค์กรส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชน ผลักดันให้โรงอาหาร ร้านอาหารในหน่วยงาน เป็นต้นแบบโรงอาหาร ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ โมเดลร้านอาหาร ภัตตาคารส่งเสริมสุขภาพ ผลักดันในเรื่องอาหารปลอดภัยและชูสุขภาพ โดยมีเมนูอาหารพลังงานต่ำแนะนำให้ประชาชนบริโภคเป็นทางเลือก

 

– โครงการเมืองไทยเข็งแรง (ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข) เพื่อให้คนไทยแข็งแรงโดยปรับปรุงการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ด้วย 8อ. จะทำให้มีสุขภาพดี ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อหลักการดำเนินชีวิตของคนมืองได้ ดังนี้

อ.1 อาหาร มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ว่าปลอดภัย ทานแต่พอเหมาะไม่มาก หรือ น้อยเกินไป อ.2 ออกกำลังกายที่เหมาะสม30นาทีต่อวัน และ สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ3วัน อ.3 อารมณ์ และ สุขภาพจิตดี แจ่มใส ด้วยการคิดดี ทำดี พูดดี อ.4 อนามัยสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสุขลักษณะ
อ.5 อโรคยา:ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตาม 8 อ.นี้ และการตรวจสุขภาพประจำปีฯลฯ อ.6 อบายมุขควรละเลิก เช่น เลิกดื่มสุรา เลิกบุหรี่ เลิกเล่นการพนัน ฯลฯ อ.7 อาชีพสุจริตและมีรายได้  เพียงพอตามปรัชญา

เศรษฐกิจพอเพียงอ.8 องค์ความรู้ต่อเนื่อง ตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต ค้นหา,เปลี่ยนทัศนคติ และ นำมาปฏิบัติจนเป็นนิสัย

โครงการจักรยานกลางเมือง (ของมูลนิธิโลกสีเขียว) มีแนวคิดที่ว่าการจราจรที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่รถยนต์เป็นรากปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนสุขภาวะของคนกรุงเทพฯ จึงส่งเสริมการขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพควบคู่กับการพัฒนาระบบสัญจรทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น จักรยาน จึงเป็นทางออกที่สำคัญ เนื่องจากจักรยานมีราคาถูก ใช้พื้นที่น้อย คล่องตัว ไม่ก่อมลพิษและมีประสิทธิภาพสูง จึงได้รับการส่งเสริมเป็นพาหนะในการสัญจรในเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรและปัญหาคุณภาพอากาศ โดยใช้ควบคู่ไปกับระบบขนส่งมวลชน โดยน่าจะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตของคนเมืองได้ โดยยุทธวิธี มีดังนี้

จัดทำคู่มือแผนที่เส้นทางจักรยานกลางเมืองเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้สนใจใช้จักรยาน —-> รณรงค์การใช้ถนนร่วมกัน ระหว่างรถยนต์และจักรยาน

จากที่กล่าวไปข้างต้น ยังมีโครงการต่างๆ อีกมากมาย ที่ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นกับคนเมือง เพราะความใส่ใจในเรื่องของวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปของคนเราที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะมีโครงการต่างๆมากมายเพื่อสนับสนุนกิจกรรมให้คนไทยเกิดความตระหนักเรื่องสุขภาวะที่ดีเพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น แต่มันจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับคนในสังคมว่าจะปฎิบัติตัวอย่างไร ซึ่งการทำงานที่หนัก ขาดการดูแลสุขภาพตนเอง ขาดการเอื้ออาทรต่อคนและสังคมรอบข้าง ขาดการใช้ชีวิตที่พอเพียง จะนำไปสู่ปัญหาครอบครัวและปัญหาสังคม ส่งผลให้ขาดคุณภาพชีวิตที่ดีและขาดความสุขในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งสุดท้ายนี้ผู้เขียนขอทิ้งคำกล่าวสั้นๆไว้ว่า…

“หากเราใส่ใจสุขภาพสักนิด ชีวิตก็จะปลอดภัย โรคภัยก็จะไม่ถามหา อีกทั้งชีวิตยังมีคุณค่า และมีเวลาให้กับตนเองมากขึ้น”

—–

อ้างอิง

  1. สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
  2. มหานครแห่งสุขภาพเป้าหมายใหม่ของคนเมือง (2555) [Online]. Available: URL: http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/special_report/28813
  3. โครงการ”เมืองไทยเข็งแรง” ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มาเสนอพวกเรา (2550) [Online].
    Available: URL:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=8331
  4. โครงการ Happy workplace (2553) [Online]. Available: URL: http://www.csri.or.th/new2012/index.php?option=com_k2&view=item&id=1433:%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-happy-workplace&Itemid=591
  5. โครงการจักรยานกลางเมือง (2554) [Online]. Available: URL: http://www.greenworld.or.th/bikemap/1374
Advertisements

21 . 12 . 2012 วันโลกแตก หรือ วันปอดแหก

BY FIGHTO!!!

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่าหลังจากวันที่ 21 ธันวาคม 2012 โลกของเรายังไม่แตก ทุกสรรพสิ่งชีวิตยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ทุกสำนักทางวิชาการได้ทำการยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ถึงความเป็นไปไม่ได้ของการที่โลกจะแตกในวันนั้น หรือในเร็ว ๆ นี้ แต่ความคิดคนก็สุดที่จะห้ามได้ ประชาชนในหลายประเทศทั้งจีน รัสเซีย และฝรั่งเศสเกิดความตื่นตระหนก มีการเตรียมพร้อมและกักตุนข้าวของกันไว้ล่วงหน้า รวมถึงโปรโมชั่นตามร้านค้าต่าง ๆ ที่มาล่อใจลูกค้าก่อนวันโลกแตก

Image

ภาพล้อเลียนวันโลกาวินาศ 2012 มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาดบุกเมือง
ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/news/topic/NE13076697/NE13076697-5.jpg

ไม่น่าแปลกใจที่คนใจจำนวนมากจะเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั้นเป็นวันสิ้นโลก เพราะมีไม่กี่ช่องทางที่เขาสามารถรับรู้ข่าวสารได้ เพราะถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข่าวสารไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ google เขาจะได้รับข่าวจาก forward mail ต่าง ๆ ที่ชอบสร้างข่าวต่าง ๆ ขึ้นมาเกี่ยวกับวันสิ้นโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนจีนบางกลุ่มเชื่อว่าทางรัฐบาลจีนนั้นปิดข่าวที่โลกจะแตก แม้ว่าทางการจีนจะออกมายืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง

จากรายงานข่าว รายงานว่า มีชายชาวฮ่องกงวัย 40 ถึงกับขายแฟลตที่เขาพักอาศัยและข้าวของทั้งหมด ลาออกจากงาน ใช้เงินทั้งหมดไปกับการเที่ยว กินข้าวร้านหรู พักโรงแรมอย่างดี รูดบัตรเครดิตทุกใบที่มี แต่สิ่งที่แย่คือ ไปขอยืมเงินคนอื่นด้วย (ยังสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก)

บางเมืองในรัสเซียมีการกักตุนอาหารกัน ทั้งเกลือ น้ำ น้ำมัน อาหาร จนสินค้านั้นขาดตลาด ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ ต้องออกมาพูดเรื่องโลกแตกว่า “ผมไม่เชื่อว่าโลกจะแตก อย่างน้อยก็ไม่แตกในปีนี้

เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็สุดที่จะห้ามได้ นานาจิตตัง เชื่อได้ครับ แต่ไม่ควรทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย จะเห็นว่าสื่อมีส่วนสำคัญมากกับความเชื่อของคน การที่สื่อให้ข้อมูลโดยไม่มีข้อมูลมายืนยันหรือไม่ได้รับการพิสูจน์จนกลายเป็นการชวนเชื่อข่าวกับประชาชน ซึ่งพบมากมายในปัจจุบันนี้ตาม social network ต่าง ๆ โดยการดึงข้อมูลจริงมาเพียงเสี้ยว แล้วที่เหลือคือร่ายยาวตามความรู้สึกของผู้โพสด้วยเหตุผลร้อยแปดก็อาจจะทำให้ข่าวนั้นดูน่าเชื่อยิ่งขึ้น

เราคงจะไปห้ามหรือควบคุมทั้งคนปล่อยข่าว และประชาชนที่รับข่าวได้หรอกว่าไม่ให้เขาทำหรือเชื่ออะไร แต่อยู่ที่วิจารณญาณนของผู้เสพข่าว และจรรยาบรรณของผู้เสนอข่าวเองว่าสิ่งไหนคือ ความถูกต้อง สิ่งไหนคือ ความจริง และที่สำคัญผมไม่รู้ว่าโลกจะแตกจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่เราควรดำรงอยู่ตลอดเวลาคือ สติ แม้ว่าโลกจะแตก แต่เราต้องไม่ปอดแหก

——-

อ้างอิง

  1. กระแสหวาดผวา‘วันสิ้นโลก’ในประเทศจีน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151178
  2. ภัตตาคารฮ่องกง เชิญร่วมโต๊ะจีนมื้อสุดท้ายวันสิ้นโลก จ่ายคนละ 8,408 บาท (2555) [Online]. Available: URL:  http://news.mthai.com/world-news/207999.html=03
  3. สำรวจกระแสตื่น “โลกแตก” ก่อนสิ้นปฏิทินมายา (2555) [Online]. Available: URL: http://news.sanook.com/1159169/%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2/
  4. 21/12/12..โลกแตก หรือแค่เรื่องหน้าแหก! (2555) [Online]. Available: URL: http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151452
  5. ฮ่องกงเพี้ยนหนักวันสิ้นโลก8คนเชื่อ21ธค.โลกแตกขายมรดก-เที่ยวทิ้งทวน ‘อ.ลักษณ์’ฟันธงงมงาย ‘กลุ่มฤาษี’สวดล้างซวย นาซา-ชี้มายาตีความผิด (2555) [Online]. Available: URL: http://img.ryt9.com/s/bmnd/1552659

รถเอยทำไมถึงติด ที่รถมันติดเพราะว่า…

By FIGHTO!!!

ปัญหารถติดของคนเมืองทุกวันนี้ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานครเท่านั้นที่จะพบ แต่ได้ขยายไปถึงตามหัวเมืองใหญ่ของทุกภาค หลายคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ดูผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาคือ ระยะเวลาของการติดนั้นนานขึ้น ส่งผลให้ต้องคำนวณเวลาในการเดินทางใหม่หมดจนเกิดความไม่แน่นอนในการจะเดินทางไปไหน อะไรกันที่เป็นเหตุให้รถติดนานขึ้นและขยายวงกว้างขึ้น

Image

ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณแยกราชประสงค์

เหตุผลแรกที่ทุกคนนึกถึงและเป็นประเด็นร้อนของปีนี้คือ โครงการรถยนต์คันแรก เป็นนโยบายสร้างฝัน นโยบายโลกสวยของรัฐบาล ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาและเหมือนเป็นการเพิ่มปัญหาที่เป็นอยู่ให้มีมากขึ้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากที่สุดไม่ใช่ประชาชน (ไม่นับชาวเกษตรกรที่จำเป็นต้องซื้อรถกระบะเพื่อทำมาหากินน่ะครับ) แต่เป็นผู้ประกอบการรถยนต์ที่ต่างยิ้มกันหน้าบานกับกำไรและยอดจำหน่ายรถที่สูงถึง 1 .4 แสนคัน เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของปีก่อน คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถป้ายแดงกว่าแสนคันจะวิ่งเพิ่มขึ้นในพื้นที่ถนนที่เท่าเดิม

เอ๊ะ! หรือว่าที่รถติดนี่มาจากระบบขนส่งสาธารณะที่มีอยู่ ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดินที่จะมาช่วยบรรเทาปัญหารถติด แต่ไหนเลยรถถึงได้ไปติดหนักตามแนวที่รถไฟฟ้าวิ่งผ่าน มาทำความเข้าใจกันก่อน ประโยชน์ของรถไฟฟ้าแท้จริงแล้วไม่ได้ช่วยบรรเทาการจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นตัวให้ความต้องการของการใช้ประโยชน์ที่ดินรอบแนวรถไฟฟ้านั้นสูงขึ้น มีความหนาแน่นของประชากรสูง แต่ต้องควบคู่กับการควบคุมปริมาณรถยนต์ระบบโครงข่ายขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพด้วย ซึ่งสิ่งที่พบในกรุงเทพมหานครคือ ระบบรถไฟฟ้าที่ยังไม่ครบวงจรจึงทำให้ยังไม่มีประสิทธิภาพ คนยังต้องเดินทางหลายต่อกว่าจะถึงรถไฟฟ้าหรือจากรถไฟฟ้าไปที่อื่นประชาชนจึงเลือกที่จะมีรถส่วนตัวกันมากกว่า ผลที่ได้มีเพียงมูลค่าที่ดินที่สูงปรี๊ดและความหนาแน่นของประชากรตามแนวรถไฟฟ้าที่เติบโตของอย่างรวดเร็ว 

Image

ทางด่วนที่กลายเป็นลานจอดรถ
ที่มา: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348574619&grpid=03&catid=03

หากมองภาพกว้างก็คงจะพบสาเหตุของการที่รถติดตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถ้าลองมองกลับมาที่ตัวเองและคนรอบข้าง จะร้อง อ๋อ…… ทันที ว่าไม่ใช่ใครที่ไหนที่เป็นต้นเหตุ ก็จะใครซะอีก ตัวเราเองนี่แหละ ด้วยค่านิยมของสังคมและลักษณะนิสัยของคนประเทศนี้ (รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย ^^) ที่ถูกสร้างค่านิยมอันศิวิไลซ์ไว้ว่า โตขึ้นจะต้องมีรถ มีบ้าน ชีวิตจะแสดงถึงความสำเร็จและความร่ำรวย รักความสบาย ไม่ชอบอะไรยุ่งยาก เอาสะดวกเข้าแลก ไม่เคารพกฎจราจรแซงซ้ายปาดขวา

การจะแก้ไขปัญหารถติดคงจะไม่ใช่แก้เรื่องโครงสร้างอย่างเดียว แต่ต้องมาแก้ที่ค่านิยมที่มีอยู่ในสังคมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่มันก็ไม่ยากที่จะเกิดขึ้นที่ประชาชนจะหันมานิยมมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ (ที่มีประสิทธิภาพเป็นเต็มระบบครบวงจร) ลดการใช้รถส่วนตัวกัน โดยจะต้องสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่ต้องควบคุมปริมาณรถบนท้องถนน ดำเนินการสร้างขนส่งสาธารณะให้ครบทั้งระบบ ไม่ใช่มีนโยบายเพื่อมาส่งเสริมให้คนมีรถง่ายขึ้น ถึงมีรถไฟฟ้าไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร

จงอย่าตั้งคำถามกับคนอื่นว่า

“ซื้อรถกันทำไม?        ทำไมไม่ไปใช้รถขนส่งสาธารณะ?…”

ให้เอาคำถามนั้นย้อนมาถามตัวเอง แล้วถ้าตัวเองตอบว่า

 “ฉันจำเป็นต้องใช้   บ้านฉันอยู่ไกล  ก็อากาศมันร้อน  ฉันไม่ชอบยืนเบียดเสียดกับใคร          ฉันไม่อยากต่อรถหลายต่อ      เดี๋ยวผมฉันเสียทรง…”

ก็ให้คิดเสียว่าคนอีกแสนอีกล้านคนที่นั่งอยู่ในรถด้วยหน้าตาไม่สบอารมณ์กับรถติดนั้น ก็คงจะตอบแบบเดียวกับคุณ และคุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบรรเทาปัญหารถติดได้ ถ้าเริ่มเปลี่ยนแนวคิดหยุดใช้รถส่วนตัวและหันมาใช้ขนส่งสาธารณะกัน เริ่มจากตัวคุณ คนรอบข้าง และผู้ใช้รถคนต่อไป ปัญหารถติดก็จะบรรเทาลง

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำกล่าวของ Enregae penaroza นายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา

” ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศที่คนจนซื้อรถใช้…

แต่คือประเทศที่คนรวยยินดีใช้ขนส่งสาธารณะ…”

——

อ้างอิง

  1. นโยบายรถคันแรกมีปัญหาหรือมีประโยชน์ (2555) [Online]. Available: URL: http://www.gotoknow.org/posts/511878
  2. รถคันแรกดันหุ้นออโต้พุ่ง ดึงยอดขายเพิ่มทุบสถิติ คาดแรงส่งถึงกลางปีหน้า : มติชนออนไลน์ (2555) [Online]. Available: URL: www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354796739&grpid=03&catid=03
  3. นโยบายรถคันแรกทำพิษ คนผ่อนไม่ไหวเริ่มทยอยคืนรถ(2555) [Online]. Available: URL: http://news.mthai.com/hot-news/206060.html
  4. คนไทยอ่วมพิษรถคันแรกเกลื่อนถนน (2555) [Online]. Available: URL: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pranom/20121212/481703/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%99.html

จะโทษใครเมื่อน้ำท่วมกรุง

By FIGHTO!!!

ในช่วงนี้อุปกรณ์ที่ทุกคนพกติดตัวไปด้วยตลอดเวลานอกจากมือถือ คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ร่ม” เพราะว่ากรุงเทพมหานครช่วงเย็นถึงค่ำนั้นฝนตกหนักเป็นประจำทุกวัน และปัญหาที่สร้างความปั่นป่วนอลหม่านตามมาที่ทุกคนท่องกันได้แล้วคือ ฝนตก รถติด แต่คราวนี้กลับมีของแถมเพิ่มคือ ฝนตก รถติด น้ำท่วม! เรามาฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนกัน

“โอ๊ย! นี่วันโลกาวินาศรึยังไง!!”  

“นี่ขนาดฝนตกยังท่วมครึ่งแข่ง ถ้าน้ำเหนือมาจริงคงจะถึงหัว”

“รู้เวลาน่ะจ๊ะน้องฝน แต่ไม่ต้องเอาน้องน้ำมาก็ได้”            “จะตกอะไรกันทุกวัน!!”

“อุโมงค์ยักษ์อยู่ไหน ช่วยมั้ยเรื่องน้ำท่วม?”

“ไหนว่าลอกท่อแล้ว นี่น้ำจะถึงเข่าละ”

ทำไมปัญหาน้ำท่วมขังถึงยังเกิดขึ้นอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งที่กรุงเทพมหานครมีระบบระบายน้ำหลายรูปแบบ ทั้งอุโมงค์ยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ของพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 1,600 ตร.กม. เท่านั้น ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ นอกจากนั้นช่วงเดือนที่ผ่านมาทาง กทม. ได้ทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ และพร่องน้ำในคลองทุกสาย แต่เนื่องจากระบบระบายน้ำของ กทม. ที่มีสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่านั้นก็จะเกิดปัญหาระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งจากรายงานข่าวพบว่า ช่วงสัปดาห์ที่ฝนตกหนักที่ผ่านมานั้น เคยตกหนักถึง 100 มิลลิเมตร จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังตามมา

Image

ระบบระบายน้ำของกรุงเทพในปัจจุบันและอุโมงค์ยักษ์
ที่มา: aLOUD BANGKOK+

ปัญหาใหญ่ของระบายน้ำในกรุงเทพไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่ที่พบคือ ปริมาณขยะจำนวนมหาศาลที่ไปอุดตัน และกีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้น้ำที่ขังไม่สามารถไหลลงท่อระบายน้ำได้ หรือไหลลงไปแล้วแต่ไปไหนไม่ได้ เพราะในท่อระบายน้ำมีแต่ขยะ กระสอบทรายที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมใหญ่จากปี 54 หรือรอยแตกของท่อตามจุดต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครจะจัดการกับขยะพวกนี้? คงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่เก็บขยะที่ต้องมาเฝ้าระวังไม่ให้มีใบไม้ ขยะ และเศษพลาสติกอุดตันตะแกรงช่องรับน้ำฝนและปิดทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้สะดวก ภาระหน้าที่ในการเก็บขยะไม่ให้มาอุดตันขวางทางระบายน้ำของเจ้าหน้าที่เก็บขยะ ซึ่งอาจจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเขาในการจัดการกับปัญหานี้

แต่ลองคิดทบทวนปัญหาน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นนี้ก่อนดีหรือไม่ว่า แทนที่จะโทษฟ้าฝน โทษหน่วยงานที่เข้ามาจัดการ โทษคนอื่นเขาไปทั่วนั้น ลองมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังนี้หรือเปล่า คงไม่ต้องคิดไกลไปถึงเงินภาษีที่ไปสร้างระบบระบายน้ำต่าง ๆ เอาสิ่งที่ใกล้ตัวคือ ปัญหาขยะ ขยะที่ไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ ตามแม่น้ำลำคลอง ภาพที่เห็นเหล่านี้ก็เป็นฝีมือของพวกเราทุกคนทั้งนั้น ที่ไม่ช่วยกันดูแลความสะอาดบ้านเมือง อยากจะทิ้งตรงไหนก็ทิ้ง คิดว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เดี๋ยวก็มีคนมาเก็บ คิดอยากนี้ไปเรื่อย ๆ จากหนึ่งคนเป็นสี่คน คูณไปเท่าทวีคูณ สรุปแล้วก็ขยะล้นเมือง จนสุดท้ายตัวเองก็เดือดร้อนเองจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้แต่แรกจากความมักง่ายในการทิ้งขยะ

แน่นอนว่าเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการดูแลให้ความสะดวกแก่ประชาชน แต่ประชาชนเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาบ้านเมืองด้วย เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมาคอยแต่โทษคนอื่น หาว่าใครจะเข้ามาจัดการปัญหาซึ่งเป็นสิ่งที่เราสร้างมาเอง แล้วก็โยนภาระให้กับสังคมโดยลืมไปว่า ต้นเหตุของปัญหานั้นมาจากใคร??  

อ้างอิง

[1] ผงะ!กทม.ขยะอื้อ-ทำระบายน้ำล่าช้า-ระดมตร.จราจรลุยลอกท่อห้วยขวาง(2555) [Online]. Available: URL: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9EWTJNakUyT1E9PQ==&subcatid

[2] กทม.ยันระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพ แต่ฝนตกมากเกินกว่าระบบจะรองรับได้ (2555) [Online]. Available: URL: http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000115525&TabID=3&

[3] “สุขุมพันธุ์” ยันอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 ทำงานเต็มที่-ซัดคนไม่รู้อย่าพูด (2555) [Online]. Available: URL: http:// http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000117906

“สตาร์บัคส์” กับพื้นที่สาธารณะเมือง

By FIGHTO!!!

คงไม่มีใครไม่รู้จักร้านกาแฟแบรนด์ชื่อดัง “สตาร์บัคส์” (Starbucks) เป็นร้านที่นิยมกันมากในเมืองไทย ไม่ว่าจะไปที่ไหนที่เป็นย่านสำคัญของเมืองก็จะเห็นร้านกาแฟร้านนี้ตั้งอยู่ หลาย ๆ คนอาจจะชอบในรสชาติของกาแฟ บรรยากาศร้านที่น่านั่ง หรือการบริการลูกค้าที่ประทับใจ คนบางกลุ่มเลือกแบรนด์นี้ด้วยความโก้เก๋ คิดว่าหากใครเห็นว่านั่งกินกาแฟร้านนี้ ถือแก้วกาแฟร้านนี้แล้วจะทำให้ดูดี มีฐานะ (แต่แท้จริงแล้วมีฐานะอะไรก็แล้วแต่จะคิด) กลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่ไม่เข้าร้านนี้เลยหรือเพียงนาน ๆ ครั้ง อาจจะด้วยระดับรายได้หรือมีร้านอื่นที่ชื่นชอบมากกว่า สตาร์บัคส์ไม่ได้นำมาซึ่งค่านิยมหรือพฤติกรรมของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไปแต่ยังรวมไปถึงระบบของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สตาร์บัคส์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในไทย จากข้อมูลผลประกอบการประจำปี 2011 ของสตาร์บัคส์สำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา พบว่า สตาร์บัคส์มีร้านกาแฟ (Starbucks Store) อยู่ทั่วโลกทั้งหมด 17,003 ร้าน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเองทั้งหมด (Company-operated Stores) และร้านที่สตาร์บัคส์ออกใบอนุญาตให้พาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศบริหารงานแทน (Licensed Stores) โดยสัดส่วนจำนวนร้านทั้งหมดคิดเป็น 53% ต่อ 47% ตามลำดับ ร้านที่สตาร์บัคส์บริหารงานเอง มีจำนวนทั้งสิ้น 9,031 ร้านกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งแบ่งตามประเทศต่าง ๆ ดังแสดงในรูปข้างบน

เว็บไซต์ ‘ประเทศไทยอยู่ตรงไหน’ วิเคราะห์สถานการณ์สตาร์บัคส์ในประเทศไทยไว้ว่า “…จากจำนวนร้านมีนัยยะสำคัญที่สามารถสะท้อนลักษณะบางประการของสังคมไทยได้ดีในระดับหนึ่ง เช่น แนวนโยบายที่เปิดกว้างต่อธุรกิจต่างประเทศ หรือการเป็นสังคมที่เปิดกว้างต่อวัฒนธรรมหรือไลฟ์สไตล์แบบตะวันตก เพราะอย่าลืมว่าเมืองไทยเราไม่ใช่ประเทศที่มีวัฒนธรรมกาแฟที่มีมาตั้งแต่แรกเหมือนประเทศในทวีปยุโรป…”  ที่คล้ายคลึงที่สุดของสังคมไทยๆก็คือร้านน้ำชา โอเลี้ยง ที่มาเปิดให้มาพบปะสมาคมในช่วงเช้าและตั้งอยู่ตามชุมชนหรือตลาด แตกต่างกันตรงที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้า คือสตาร์บัคส์จะเจาะกลุ่มคนทำงานออฟฟิซ คนรุ่นใหม่ นักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ จึงมักพบว่าร้านจะตรงอยู่ในย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว หรือจุดที่เป็นแหล่งรวมคนของย่านสำคัญ ๆ ในเมือง

ถามว่าแล้วเขามาทำอะไรกันที่สตาร์บัคส์? บางคนอาจเข้ามานั่งดื่มกาแฟ มานั่งเล่น เจรจาติดต่องาน มาคุยกับลูกค้า มานัทเดท พบปะสังสรรค์ ติวหนังสือ มารอเพื่อน หรือว่าจะมานั่งเก๋ ๆ จะเห็นว่า ประเด็นสำคัญการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไทยที่มีต่อร้านสตาร์บัคส์หรือร้านที่มีลักษณะเดียวกัน ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมเดิมจะไม่ใช่วัฒนธรรมน้ำชากาแฟก็ตาม คือ การได้มีพื้นที่สำหรับพบปะ สามารถนั่งเล่นได้ มีบรรยากาศที่ดีต่อการนั่งพักผ่อน สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ อันที่จริงแล้วพื้นที่สาธารณะที่บ้านเมืองเรามีอยู่นั้นเหมาะสำหรับการเป็นพื้นที่พบปะพักผ่อนหรือเปล่า คนจึงยอมที่จะจ่ายเงินแพง ๆ ซื้อกาแฟเพื่อจะได้มีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น

ทั้งนี้ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสตาร์บัคส์อาจเป็นกระแสฉาบฉวย ฟุ่มเฟือย และทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ แต่บางครั้งกระแสหรือความนิยมในบางสิ่งบางอย่างอาจจะนำมาซึ่งคำตอบที่สามารถชี้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองนั้นอยู่ก็ได้ อย่างเช่นกรณีของสตาร์บัคส์เป็นตัวอย่าง

——–

อ้างอิง
1. คนไทยกับสตาร์บัคส์ | Where is Thailand? (2555) [Online]. Available: URL:
http://www.whereisthailand.info/2012/03/starbucks/

2. PANTIP.COM: B3474660 สร้างแบรนด์อย่างสตาร์บัคส์ (1) (2555) [Online]. Available:
URL: http://topicstock.pantip.com/silom/topicstock/B3474660/B3474660.html

“ขยะ” ของไร้ค่า หรือ คลังสมบัติ

By Mallika Pupa Kosolsak

ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะในหลายแห่งของประเทศไทยได้เพิ่มปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อย่างเอาผิดใครไม่ได้ เนื่องจาก “ขยะ” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากทุกคนและเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง  จากการที่เราทุกคนบริโภคทรัพยากรอยู่ทุกๆวัน แล้วเหลือสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไว้ กลายมาเป็นภาระของสังคมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยสังคมจะต้องนำไปกำจัดทิ้งหรือแปรรูปเพื่อให้ขยะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีก จึงเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรตระหนักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการที่เราทิ้งสิ่งของที่ไม่ใช้ออกไปแล้วนั้น เมื่อทุกคนทิ้งกันไปเรื่อยๆโดยไม่รู้วิธีกำจัดหรือวิธีลดปริมาณขยะลง แต่ในทางตรงกันข้ามปริมาณขยะที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้ลดลงไปเลยแต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทุกวันๆ แล้วเราจะต้องจัดการและรับมือกับมันอย่างไร? ….เมื่อสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นภูเขาทรัพย์สมบัติกองโตมหึมาของสังคม ที่ไม่มีใครอยากได้  และล้วนแล้วแต่ได้รับผลเสียร่วมกันทั้งสิ้น…. 

การเพิ่มปริมาณของขยะกองโตที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้น อาจเป็นเนื่องมาจากการที่คนเราใช้ทรัพยากรอย่างเมามัน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า สิ่งที่เราบริโภคไปแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเกิดขยะเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น รวมถึงการแสดงความเพิกเฉยและไร้ความรับผิดชอบของคน ที่อาจจะคิดว่าผลกระทบเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัวเรา คนที่กระทำส่วนใหญ่นั้นมักไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักจะตกเป็นของคนที่มีบ้านเรือนหรืออยู่ในชุมชนที่ใกล้แหล่งที่ทิ้งขยะ ซึ่งจริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน คนทุกๆภาคส่วนต้องร่วมมือช่วยกัน…

 

แล้วชาวบ้านอย่างเราเราหล่ะ จะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อลดปัญหานั้นให้น้อยลงไปหรือส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด??

 

เริ่มจากการที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า…การที่จะจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีระบบและกระบวนการของการจัดการที่ดี  เริ่มตั้งแต่การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางโดยอาศัยความร่วมมือที่ดีจากเราทุกคนในฐานะที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ที่ทิ้งขยะ ตลอดจนการนำขยะไปกำจัดต้องมีวิธีการที่ถูกต้องอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการกับขยะที่มากมายนั้น ควรเริ่มตั้งแต่ในครัวเรือน เราสามารถที่จะลดปริมาณขยะให้ลดลงได้ จากการที่บริโภคแล้ว ก็มีการแยกขยะก่อนทิ้ง

ซึ่งถ้าถามว่าขยะของเรามีประโยชน์มั้ย? ก็คงตอบได้ว่า มันขึ้นอยู่กับว่า คุณคิดว่าขยะยังสามารถทำอะไรได้บ้าง คุณเห็นประโยชน์ของมันและคิดว่ามันสามารถทำเงินให้กลับมาหาคุณได้หรือไม่ ถ้าคุณคิดว่าได้ การจัดการขยะเพื่อให้เกิดมูลค่าก็สามารถเกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องสนุกที่คุณสามารถช่วยสังคมในอีกทางหนึ่งได้อีกด้วย ดังนั้นจึงอาจพูดง่ายๆได้ว่า ขยะเหลือใช้ก็มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบของขยะในบ้านเมืองของเราในปัจจุบันค่อนข้างส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก เนื่องจากเรายังมีระบบการจัดการที่ไม่ดีพอ คนขาดความตระหนักและความใส่ใจในเรื่องนี้กันมาก ปัญหาเหล่านี้จึงยังส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นวงกว้าง เช่น กลิ่นเน่าเหม็นจากกองขยะ แหล่งน้ำเน่าเสียจากการปนเปื้อนของเศษขยะ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและสัตว์นำโรค สังคมขาดความสะอาด ขาดความสวยงาม ไม่เป็นระเบียบและไม่น่าอยู่ เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแก้ปัญหาขยะในปลายเหตุ การเกิดภัยพิบัติ ดังเช่น เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่ผ่านมาคือ    เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะที่จ.อยุธยา ที่ได้เกิดผลเสียขึ้นมากมายกับคนในพื้นที่นับไม่ถ้วน ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่เป็นการด่วน เนื่องจากการเผาไหม้ขยะทำให้มีโอกาสเกิดสารพิษเพราะเกิดจากกองขยะที่ไม่มีการคัดแยก เป็นต้น

เหตุการณ์ไฟไหม้ขยะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 เม.ย.55
ที่มา: http://www.krobkruakao.com

 

แต่อันที่จริงแล้วขยะก็ยังมีคุณค่ามากมายเช่นกัน ถ้าหากเรารู้จักจัดการมันให้เป็นและถูกวิธี ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการรณรงค์ในเชิงบวกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเราได้ผลประโยชน์จากมันเช่นกัน เช่น การ Recycle ก็คือ การนำขยะกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ รวมถึงการคัดแยกขยะเพื่อนำมาขายให้เกิดมูลค่า เช่น ขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม แก้ว กระดาษ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณการบริโภคทรัพยากรใหม่ แถมยังช่วยลดปริมาณขยะไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้รณรงค์เรื่องการจัดการขยะโดยคำนึงถึงตั้งแต่ระดับครัวเรือนมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วประเทศอื่นๆ นี้ก็พร้อมเผชิญกับข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาขยะไม่ต่างกัน

หากแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ผู้นำทางการเมืองที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว แต่กระบวนการพัฒนาได้ก่อให้เกิดมิติของประชาสังคม และจิตสำนึกสาธารณะที่พร้อมจะมีส่วนร่วมดูแลและผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และสร้างจิตสำนึกใหม่ๆ ที่พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการชะลอพฤติกรรมการบริโภคนิยมและสาเหตุของปัญหาขยะให้ลดน้อยลง

 

ญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ว่านี้ เพราะมีกลไกในการคัดแยกขยะในระดับครัวเรือนที่เข้มแข็งและมีผลในทางปฏิบัติได้จริง โดยเป็นจิตสำนึกสามัญที่คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานรวมถึงการรักษาความสะอาดและรักสิ่งแวดล้อม คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมักออกปากชมว่าเมืองญี่ปุ่นสะอาด ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะ โดยต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ทุกคนก็พยายามจะทำหน้าที่รับผิดชอบขยะของตนอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรืออะไรก็ตาม ซึ่งผู้ทิ้งจะต้องรู้จักลักษณะและธรรมชาติของขยะแต่ละชิ้น และจำแนกแยกแยะอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเนื่องจากความจำกัดของพื้นที่ประเทศ แต่ประชากรมีร้อยกว่าล้านคน ทำให้วินัยของการจัดการกับขยะของชาวญี่ปุ่นต้องมีระบบและเป็นระเบียบ เพื่อช่วยทำให้บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่ และไม่เปลืองพื้นที่สำหรับกองขยะ วินัยนี้เป็นสิ่งที่น่าทำตามอย่างยิ่ง ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่าถือเป็นจริยธรรมของชาวบ้านที่จะต้องแยกขยะอย่างซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความทุ่มเทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทุ่มเทพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

และในอีกกรณีหนึ่ง คือ การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี นับเป็นนวัตกรรมตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย โดยประเทศเยอรมนีมีวิธีการกำจัดขยะ 3 รูปแบบคล้ายกับของประเทศไทย แต่มีสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก คือ ประเทศไทยจะฝังกลบกว่าร้อยละ 90 เผาร้อยละ 3 และนำไปใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 7 ซึ่งการฝังกลบก็จะมีปัญหาการปนเปื้อนของน้ำชะขยะซึมลงในพื้นดินอีกทั้งมลพิษทางกลิ่นในชุมชน ส่วนการเผาหากควบคุมสภาวะการเผาไม่ดีก็เกิดมลพิษทางอากาศตามมา แต่หากหันไปมองทางประเทศเยอรมนี ขยะที่ฝังกลบมีเพียงร้อยละ 20 ขยะที่เผาร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือร้อยละ 60 เป็นขยะที่เขานำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ยังไม่น่าแปลกใจที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์นั้นคือการเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและพลังงาน เพราะประเทศไทยก็มีการดำเนินการบ้างแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่สามารถจัดการคัดแยกขยะที่มีคุณภาพสำหรับกระบวนการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานได้

…เห็นอย่างนี้แล้วไม่ว่าเราจะพิจารณาขยะในฐานะที่เป็น “ปัญหา” หรือประเมินค่าขยะในฐานะที่อาจเป็น “แหล่งรายได้” เราก็ควรที่จะควบคุม “ขยะ” ไม่ให้เป็นสิ่งที่น่า “แขยง” จนถึงขั้น “ขยาด” และร่วมด้วยช่วยกัน “แยกขยะ” เพื่อช่วย “ลดขยะ” และปัญหาขยะเหล่านี้ก็จะค่อยๆหมดไป…

——

อ้างอิง
(1) พันธพงศ์ ตั้งธีระสุนันท์. “การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี : ขยะ…ของไร้ค่า หรือ มหาสมบัติ”  <http://www.oknation.net/blog/print.php?id=133489&gt;
(2) สุวรรณา เกรียงไกรเพชร. “วัฒนธรรมการแยกขยะเมืองญี่ปุ่น” มติชนรายสัปดาห์  ปีที่ 25 ฉบับที่ 1295 วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 <http://www.japankiku.com/tour/ garbage_japan.html>

 

ใครคืออาเซียน ? | ฉัน (ไทย) หรือเรา (ทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

BY    FIGHTO!!!

วันนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักประชาคมอาเซียน ในปี 2015 ที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทุกภาคส่วนกำลังให้ความสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะการที่ประเทศหลายๆ ประเทศกำหนดนโยบายเศรษฐกิจร่วมกันถือเป็นความร่วมมือพิเศษที่เราในฐานะประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าทิศทางการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ในบทความนี้จะขอไม่กล่าวถึงเรื่องเศรษฐกิจ เพราะคงพอทราบกันแล้วว่าจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง แต่อีกด้านหนึ่งที่ใกล้ชิดและอยู่ติดตัวเรามาตลอดจนลืมไปแล้วนั่นคือ ความเป็นรัฐชาติ พูดกันให้เข้าใจง่ายคือ ฉันคือไทย ฉันคือพม่า ฉันคืออินโดนีเซีย เป็นต้น คงเป็นการยากที่จะบอกว่า ฉันคืออาเซียน พวกเราคืออาเซียน

ความเป็นรัฐชาติที่แต่ละประเทศได้ปลูกฝังให้แก่ประชาชนมาช้านานนั้น ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนในระบบการศึกษาจากรัฐ โดยยกเรื่องความขัดแย้งที่ผ่านมานานจากการสู้รบกันของชาติเรากับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ เล่าเฉพาะด้านที่เราถูกกระทำ ซึ่งให้ข้อมูลทั้งแบบไม่จริงบ้าง หรือถ้าจริงก็เป็นการให้ข้อมูลแบบประวัติศาสตร์ตัดตอน ทำให้รัฐดูเป็นพระเอกในสายตาของประชาชน ผลที่ตามมาคือ ทัศนคติการมองเพื่อนบ้านของไทยค่อนข้างแย่ ส่งผลไปถึงการแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ดูถูกดูแคลนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การเอาชื่อประเทศเพื่อนบ้านมาล้อเลียนในแง่มุมว่าเชย ไม่ทันสมัย หรือการล้อเลียนการพูดไทยไม่ชัดของแรงงานพม่าที่มาทำงานในไทย ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศไทยเราไม่ได้ผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน แต่มีศัตรูอยู่รอบด้าน ด้วยทัศนคติความเป็นรัฐชาติที่ถูกปลูกฝังมา แล้วเราจะเกิดความมั่นใจและเชื่อใจได้อย่างไรกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในปี 2015 หรือในปัจจุบันนี้ก็ตาม

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจนำมาซึ่งปัญหาในการรวมกลุ่มของอาเซียนในการทำความเข้าใจระดับประชาชน ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก ผลกระทบก็คือ ความกังวลของประชาชนต่างๆ นานา กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นทั้งการเมือง เศรษฐกิจ การเปิดเสรีทางอาชีพ ค่าครองชีพ เป็นต้น ซึ่งพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจ หรือบางกลุ่มอาจจะไม่ต้องการเป็นอาเซียนก็ได้ คงมีคำถามตามมีอีกว่า อะไรคืออาเซียน เป็นอาเซียนแล้วฉันได้อะไร ใครได้ประโยชน์ เราพัฒนามาไกลแล้วจะเสียประโยชน์รึเปล่ากับประเทศเพื่อนบ้าน พื้นฐานความคิดของคำถามเหล่านี้มาจากเรื่องรัฐชาติ ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจกับประชาคมอาเซียน

 

 

ดังนั้น ประชาคมอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวนโยบายทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนและความเป็นหนึ่งเดียวของทั้งภูมิภาคด้วย หากแต่ละประเทศในอาเซียนเริ่มจากการขจัดความขัดแย้งทางรัฐชาติเสียก่อน การพัฒนาอื่นๆ ก็จะมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น  ควรมีการให้ความรู้ทำความเข้าใจกับประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะรู้เขา รู้เรา หรือควรจะสนับสนุนให้มีการจัดเวที จัดค่ายระหว่างประชาชนในอาเซียนทุกระดับชั้นไม่ใช่เพียงแต่กลุ่ม ธุรกิจ หรือทางวิชาการอย่างเดียว ความสัมพันธ์และความเข้าใจกันระหว่างประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านก็จะดีขึ้น และสามารถพัฒนาให้เกิดความสำเร็จในระดับภูมิภาคได้

ถ้าภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนจับมือกันร่วมพัฒนาไปพร้อมกัน ก็จะไม่เกิดคำถามซ้ำๆ เดิมๆ อีกว่า ใครคือ อาเซียน?

 

อ้างอิง
• Siam Intelligence, (2555), ไทยกับประชาคมอาเซียน: ก้าวให้พ้นความเป็นรัฐชาติ, สืบค้นวันที่ 16 พฤษภาคม 2555, จากเว็บไซต์: <http://www.siamintelligence.com/thai-and-asean-community-crossover-nation-and-state/&gt;.
• Siam Intelligence, (2555), วาทกรรมสร้างชาติ: ก้าวให้ข้ามก่อนอาเซียน 2015, สืบค้นวันที่ 16 พฤษภาคม 2555, จากเว็บไซต์: < http://www.siamintelligence.com/nation-building-discourse-before-asean-2015/&gt;.