จะโทษใครเมื่อน้ำท่วมกรุง

By FIGHTO!!!

ในช่วงนี้อุปกรณ์ที่ทุกคนพกติดตัวไปด้วยตลอดเวลานอกจากมือถือ คงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก “ร่ม” เพราะว่ากรุงเทพมหานครช่วงเย็นถึงค่ำนั้นฝนตกหนักเป็นประจำทุกวัน และปัญหาที่สร้างความปั่นป่วนอลหม่านตามมาที่ทุกคนท่องกันได้แล้วคือ ฝนตก รถติด แต่คราวนี้กลับมีของแถมเพิ่มคือ ฝนตก รถติด น้ำท่วม! เรามาฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนกัน

“โอ๊ย! นี่วันโลกาวินาศรึยังไง!!”  

“นี่ขนาดฝนตกยังท่วมครึ่งแข่ง ถ้าน้ำเหนือมาจริงคงจะถึงหัว”

“รู้เวลาน่ะจ๊ะน้องฝน แต่ไม่ต้องเอาน้องน้ำมาก็ได้”            “จะตกอะไรกันทุกวัน!!”

“อุโมงค์ยักษ์อยู่ไหน ช่วยมั้ยเรื่องน้ำท่วม?”

“ไหนว่าลอกท่อแล้ว นี่น้ำจะถึงเข่าละ”

ทำไมปัญหาน้ำท่วมขังถึงยังเกิดขึ้นอยู่ในกรุงเทพมหานคร ทั้งที่กรุงเทพมหานครมีระบบระบายน้ำหลายรูปแบบ ทั้งอุโมงค์ยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เมตร ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร ของพื้นที่กรุงเทพมหานครกว่า 1,600 ตร.กม. เท่านั้น ประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำ นอกจากนั้นช่วงเดือนที่ผ่านมาทาง กทม. ได้ทำการขุดลอกท่อระบายน้ำ และพร่องน้ำในคลองทุกสาย แต่เนื่องจากระบบระบายน้ำของ กทม. ที่มีสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร ถ้ามากกว่านั้นก็จะเกิดปัญหาระบายน้ำไม่ทัน ซึ่งจากรายงานข่าวพบว่า ช่วงสัปดาห์ที่ฝนตกหนักที่ผ่านมานั้น เคยตกหนักถึง 100 มิลลิเมตร จึงทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังตามมา

Image

ระบบระบายน้ำของกรุงเทพในปัจจุบันและอุโมงค์ยักษ์
ที่มา: aLOUD BANGKOK+

ปัญหาใหญ่ของระบายน้ำในกรุงเทพไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างอย่างเดียว แต่ปัญหาใหญ่ที่พบคือ ปริมาณขยะจำนวนมหาศาลที่ไปอุดตัน และกีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้น้ำที่ขังไม่สามารถไหลลงท่อระบายน้ำได้ หรือไหลลงไปแล้วแต่ไปไหนไม่ได้ เพราะในท่อระบายน้ำมีแต่ขยะ กระสอบทรายที่ใช้ป้องกันน้ำท่วมใหญ่จากปี 54 หรือรอยแตกของท่อตามจุดต่าง ๆ

คำถามที่ตามมาคือ แล้วใครจะจัดการกับขยะพวกนี้? คงหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่เก็บขยะที่ต้องมาเฝ้าระวังไม่ให้มีใบไม้ ขยะ และเศษพลาสติกอุดตันตะแกรงช่องรับน้ำฝนและปิดทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำไหลลงท่อได้สะดวก ภาระหน้าที่ในการเก็บขยะไม่ให้มาอุดตันขวางทางระบายน้ำของเจ้าหน้าที่เก็บขยะ ซึ่งอาจจะปฏิเสธไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ของเขาในการจัดการกับปัญหานี้

แต่ลองคิดทบทวนปัญหาน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นนี้ก่อนดีหรือไม่ว่า แทนที่จะโทษฟ้าฝน โทษหน่วยงานที่เข้ามาจัดการ โทษคนอื่นเขาไปทั่วนั้น ลองมองย้อนดูตัวเองก่อนว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังนี้หรือเปล่า คงไม่ต้องคิดไกลไปถึงเงินภาษีที่ไปสร้างระบบระบายน้ำต่าง ๆ เอาสิ่งที่ใกล้ตัวคือ ปัญหาขยะ ขยะที่ไปอุดตันตามท่อระบายน้ำ ตามแม่น้ำลำคลอง ภาพที่เห็นเหล่านี้ก็เป็นฝีมือของพวกเราทุกคนทั้งนั้น ที่ไม่ช่วยกันดูแลความสะอาดบ้านเมือง อยากจะทิ้งตรงไหนก็ทิ้ง คิดว่าไม่ใช่หน้าที่เรา เดี๋ยวก็มีคนมาเก็บ คิดอยากนี้ไปเรื่อย ๆ จากหนึ่งคนเป็นสี่คน คูณไปเท่าทวีคูณ สรุปแล้วก็ขยะล้นเมือง จนสุดท้ายตัวเองก็เดือดร้อนเองจากสิ่งที่ตัวเองก่อไว้แต่แรกจากความมักง่ายในการทิ้งขยะ

แน่นอนว่าเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการดูแลให้ความสะดวกแก่ประชาชน แต่ประชาชนเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาบ้านเมืองด้วย เมื่อเกิดปัญหาจะได้ไม่ต้องมาคอยแต่โทษคนอื่น หาว่าใครจะเข้ามาจัดการปัญหาซึ่งเป็นสิ่งที่เราสร้างมาเอง แล้วก็โยนภาระให้กับสังคมโดยลืมไปว่า ต้นเหตุของปัญหานั้นมาจากใคร??  

อ้างอิง

[1] ผงะ!กทม.ขยะอื้อ-ทำระบายน้ำล่าช้า-ระดมตร.จราจรลุยลอกท่อห้วยขวาง(2555) [Online]. Available: URL: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9EWTJNakUyT1E9PQ==&subcatid

[2] กทม.ยันระบบระบายน้ำมีประสิทธิภาพ แต่ฝนตกมากเกินกว่าระบบจะรองรับได้ (2555) [Online]. Available: URL: http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000115525&TabID=3&

[3] “สุขุมพันธุ์” ยันอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 ทำงานเต็มที่-ซัดคนไม่รู้อย่าพูด (2555) [Online]. Available: URL: http:// http:// http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000117906

Advertisements

“ขยะ” ของไร้ค่า หรือ คลังสมบัติ

By Mallika Pupa Kosolsak

ปัจจุบันการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะในหลายแห่งของประเทศไทยได้เพิ่มปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้อย่างเอาผิดใครไม่ได้ เนื่องจาก “ขยะ” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากทุกคนและเกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง  จากการที่เราทุกคนบริโภคทรัพยากรอยู่ทุกๆวัน แล้วเหลือสิ่งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ไว้ กลายมาเป็นภาระของสังคมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยสังคมจะต้องนำไปกำจัดทิ้งหรือแปรรูปเพื่อให้ขยะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีก จึงเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราควรตระหนักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการที่เราทิ้งสิ่งของที่ไม่ใช้ออกไปแล้วนั้น เมื่อทุกคนทิ้งกันไปเรื่อยๆโดยไม่รู้วิธีกำจัดหรือวิธีลดปริมาณขยะลง แต่ในทางตรงกันข้ามปริมาณขยะที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่ได้ลดลงไปเลยแต่กลับเพิ่มปริมาณมากขึ้น ทุกวันๆ แล้วเราจะต้องจัดการและรับมือกับมันอย่างไร? ….เมื่อสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นภูเขาทรัพย์สมบัติกองโตมหึมาของสังคม ที่ไม่มีใครอยากได้  และล้วนแล้วแต่ได้รับผลเสียร่วมกันทั้งสิ้น…. 

การเพิ่มปริมาณของขยะกองโตที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้น อาจเป็นเนื่องมาจากการที่คนเราใช้ทรัพยากรอย่างเมามัน โดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า สิ่งที่เราบริโภคไปแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องเกิดขยะเพิ่มมากขึ้นทั้งสิ้น รวมถึงการแสดงความเพิกเฉยและไร้ความรับผิดชอบของคน ที่อาจจะคิดว่าผลกระทบเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ห่างไกลตัวเรา คนที่กระทำส่วนใหญ่นั้นมักไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักจะตกเป็นของคนที่มีบ้านเรือนหรืออยู่ในชุมชนที่ใกล้แหล่งที่ทิ้งขยะ ซึ่งจริงๆแล้วปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระดับใหญ่ ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน คนทุกๆภาคส่วนต้องร่วมมือช่วยกัน…

 

แล้วชาวบ้านอย่างเราเราหล่ะ จะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อลดปัญหานั้นให้น้อยลงไปหรือส่งผลกระทบให้น้อยที่สุด??

 

เริ่มจากการที่เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า…การที่จะจัดการขยะให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลได้นั้น จำเป็นที่จะต้องมีระบบและกระบวนการของการจัดการที่ดี  เริ่มตั้งแต่การลดปริมาณขยะตั้งแต่ต้นทางโดยอาศัยความร่วมมือที่ดีจากเราทุกคนในฐานะที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ที่ทิ้งขยะ ตลอดจนการนำขยะไปกำจัดต้องมีวิธีการที่ถูกต้องอย่างถูกสุขลักษณะ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการกับขยะที่มากมายนั้น ควรเริ่มตั้งแต่ในครัวเรือน เราสามารถที่จะลดปริมาณขยะให้ลดลงได้ จากการที่บริโภคแล้ว ก็มีการแยกขยะก่อนทิ้ง

ซึ่งถ้าถามว่าขยะของเรามีประโยชน์มั้ย? ก็คงตอบได้ว่า มันขึ้นอยู่กับว่า คุณคิดว่าขยะยังสามารถทำอะไรได้บ้าง คุณเห็นประโยชน์ของมันและคิดว่ามันสามารถทำเงินให้กลับมาหาคุณได้หรือไม่ ถ้าคุณคิดว่าได้ การจัดการขยะเพื่อให้เกิดมูลค่าก็สามารถเกิดขึ้นได้และเป็นเรื่องสนุกที่คุณสามารถช่วยสังคมในอีกทางหนึ่งได้อีกด้วย ดังนั้นจึงอาจพูดง่ายๆได้ว่า ขยะเหลือใช้ก็มีทั้งที่เป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์ แต่ถ้าพูดถึงผลกระทบของขยะในบ้านเมืองของเราในปัจจุบันค่อนข้างส่งผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก เนื่องจากเรายังมีระบบการจัดการที่ไม่ดีพอ คนขาดความตระหนักและความใส่ใจในเรื่องนี้กันมาก ปัญหาเหล่านี้จึงยังส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สินและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นวงกว้าง เช่น กลิ่นเน่าเหม็นจากกองขยะ แหล่งน้ำเน่าเสียจากการปนเปื้อนของเศษขยะ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและสัตว์นำโรค สังคมขาดความสะอาด ขาดความสวยงาม ไม่เป็นระเบียบและไม่น่าอยู่ เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการแก้ปัญหาขยะในปลายเหตุ การเกิดภัยพิบัติ ดังเช่น เหตุการณ์ที่เป็นข่าวใหญ่โตที่ผ่านมาคือ    เหตุการณ์ไฟไหม้กองขยะที่จ.อยุธยา ที่ได้เกิดผลเสียขึ้นมากมายกับคนในพื้นที่นับไม่ถ้วน ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่เป็นการด่วน เนื่องจากการเผาไหม้ขยะทำให้มีโอกาสเกิดสารพิษเพราะเกิดจากกองขยะที่ไม่มีการคัดแยก เป็นต้น

เหตุการณ์ไฟไหม้ขยะที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 3 เม.ย.55
ที่มา: http://www.krobkruakao.com

 

แต่อันที่จริงแล้วขยะก็ยังมีคุณค่ามากมายเช่นกัน ถ้าหากเรารู้จักจัดการมันให้เป็นและถูกวิธี ปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งการรณรงค์ในเชิงบวกก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้คนหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเราได้ผลประโยชน์จากมันเช่นกัน เช่น การ Recycle ก็คือ การนำขยะกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ รวมถึงการคัดแยกขยะเพื่อนำมาขายให้เกิดมูลค่า เช่น ขวดน้ำ กระป๋องน้ำอัดลม แก้ว กระดาษ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณการบริโภคทรัพยากรใหม่ แถมยังช่วยลดปริมาณขยะไม่ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้รณรงค์เรื่องการจัดการขยะโดยคำนึงถึงตั้งแต่ระดับครัวเรือนมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้วประเทศอื่นๆ นี้ก็พร้อมเผชิญกับข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาขยะไม่ต่างกัน

หากแต่ประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ผู้นำทางการเมืองที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว แต่กระบวนการพัฒนาได้ก่อให้เกิดมิติของประชาสังคม และจิตสำนึกสาธารณะที่พร้อมจะมีส่วนร่วมดูแลและผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการขยะตั้งแต่ระดับครัวเรือน และสร้างจิตสำนึกใหม่ๆ ที่พร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการชะลอพฤติกรรมการบริโภคนิยมและสาเหตุของปัญหาขยะให้ลดน้อยลง

 

ญี่ปุ่นอาจเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ว่านี้ เพราะมีกลไกในการคัดแยกขยะในระดับครัวเรือนที่เข้มแข็งและมีผลในทางปฏิบัติได้จริง โดยเป็นจิตสำนึกสามัญที่คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานรวมถึงการรักษาความสะอาดและรักสิ่งแวดล้อม คนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นมักออกปากชมว่าเมืองญี่ปุ่นสะอาด ซึ่งก็เริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะ โดยต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ แต่ทุกคนก็พยายามจะทำหน้าที่รับผิดชอบขยะของตนอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล มูลฝอย หรืออะไรก็ตาม ซึ่งผู้ทิ้งจะต้องรู้จักลักษณะและธรรมชาติของขยะแต่ละชิ้น และจำแนกแยกแยะอย่างละเอียดถี่ถ้วน และเนื่องจากความจำกัดของพื้นที่ประเทศ แต่ประชากรมีร้อยกว่าล้านคน ทำให้วินัยของการจัดการกับขยะของชาวญี่ปุ่นต้องมีระบบและเป็นระเบียบ เพื่อช่วยทำให้บ้านเมืองสะอาดน่าอยู่ และไม่เปลืองพื้นที่สำหรับกองขยะ วินัยนี้เป็นสิ่งที่น่าทำตามอย่างยิ่ง ซึ่งคนญี่ปุ่นบอกว่าถือเป็นจริยธรรมของชาวบ้านที่จะต้องแยกขยะอย่างซื่อสัตย์ ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความทุ่มเทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทุ่มเทพลังในการรักษาสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

และในอีกกรณีหนึ่ง คือ การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี นับเป็นนวัตกรรมตัวอย่างที่ดีเยี่ยมในการดำเนินการปรับปรุงรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอย โดยประเทศเยอรมนีมีวิธีการกำจัดขยะ 3 รูปแบบคล้ายกับของประเทศไทย แต่มีสัดส่วนที่แตกต่างกันมาก คือ ประเทศไทยจะฝังกลบกว่าร้อยละ 90 เผาร้อยละ 3 และนำไปใช้ประโยชน์เพียงร้อยละ 7 ซึ่งการฝังกลบก็จะมีปัญหาการปนเปื้อนของน้ำชะขยะซึมลงในพื้นดินอีกทั้งมลพิษทางกลิ่นในชุมชน ส่วนการเผาหากควบคุมสภาวะการเผาไม่ดีก็เกิดมลพิษทางอากาศตามมา แต่หากหันไปมองทางประเทศเยอรมนี ขยะที่ฝังกลบมีเพียงร้อยละ 20 ขยะที่เผาร้อยละ 20 ส่วนที่เหลือร้อยละ 60 เป็นขยะที่เขานำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ยังไม่น่าแปลกใจที่การนำกลับมาใช้ประโยชน์นั้นคือการเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและพลังงาน เพราะประเทศไทยก็มีการดำเนินการบ้างแล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากยังไม่สามารถจัดการคัดแยกขยะที่มีคุณภาพสำหรับกระบวนการเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานได้

…เห็นอย่างนี้แล้วไม่ว่าเราจะพิจารณาขยะในฐานะที่เป็น “ปัญหา” หรือประเมินค่าขยะในฐานะที่อาจเป็น “แหล่งรายได้” เราก็ควรที่จะควบคุม “ขยะ” ไม่ให้เป็นสิ่งที่น่า “แขยง” จนถึงขั้น “ขยาด” และร่วมด้วยช่วยกัน “แยกขยะ” เพื่อช่วย “ลดขยะ” และปัญหาขยะเหล่านี้ก็จะค่อยๆหมดไป…

——

อ้างอิง
(1) พันธพงศ์ ตั้งธีระสุนันท์. “การจัดการขยะมูลฝอยในเยอรมนี : ขยะ…ของไร้ค่า หรือ มหาสมบัติ”  <http://www.oknation.net/blog/print.php?id=133489&gt;
(2) สุวรรณา เกรียงไกรเพชร. “วัฒนธรรมการแยกขยะเมืองญี่ปุ่น” มติชนรายสัปดาห์  ปีที่ 25 ฉบับที่ 1295 วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2548 <http://www.japankiku.com/tour/ garbage_japan.html>